
ปี 2569 นักวิเคราะห์มองว่าเงินทุนต่างชาติจะยังคงไหลกลับเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านนโยบายการเงินของประเทศหลัก และความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายประเทศ สำหรับประเทศไทย กระแสเงินทุนที่เริ่มไหลกลับมานี้เกิดขึ้นควบคู่กับความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นตัวที่ไม่สม่ำเสมอ ภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิต และความไม่แน่นอนด้านการเมือง รวมถึงความขัดแย้งกับกัมพูชาซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
รายงานของ Bloomberg ระบุว่า ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นรวม 337 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2024 สะท้อนการฟื้นตัวของความเชื่อมั่นนักลงทุนในภูมิภาคที่ประกอบด้วยประเทศหลักอย่าง อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ ซึ่งล้วนเป็นตลาดเป้าหมายของเงินทุนต่างชาติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์มองว่า เงินทุนที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สะท้อนว่านักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับภูมิภาคนี้อยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ตาม กระแสเงินดังกล่าวยังเป็นเงินทุนระยะสั้นที่มีความเปราะบาง และพร้อมผันผวนได้ตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะทิศทางอัตราดอกเบี้ยโลกและสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์
ต่ง เหอ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Asean+3 Macroeconomic Research Office (AMRO) ระบุว่า เนื่องจากประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรับมือกับแรงกดดันทางภูมิเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมาได้ค่อนข้างดี ในปีนี้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงยังมีแนวโน้มจะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีมูลค่าเงินทุนพอร์ตโฟลิโอไหลเข้ามากที่สุดในโลก
มุมมองนี้สอดคล้องกับซาซิดารัน โกปาลัน อาจารย์อาวุโสด้านเศรษฐศาสตร์จาก Lee Kuan Yew School of Public Policy แห่ง National University of Singapore ซึ่งมองว่า ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ นักลงทุนทั่วโลกมักหันมามองตลาดเกิดใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า จากมูลค่าการลงทุนที่ยังไม่แพงและความเสี่ยงโดยรวมที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับหลายภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ปริมาณเงินทุนระยะสั้นยังมีความผันผวนในช่วงต้นปี จากความไม่แน่นอนของเหตุการณ์เฉพาะหน้า เช่น ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐในเวเนซุเอลา ซึ่งแคสซีย์ ลี นักวิชาการอาวุโสจาก ISEAS – Yusof Ishak Institute ประเมินว่า แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในตลาด แต่ยังไม่น่าจะส่งผลให้ราคาสินทรัพย์เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญในระยะสั้น เนื่องจากยังต้องใช้เวลาอีกซักพักกว่าผลกระทบเชิงโครงสร้างจะปรากฏออกมา
ทั้งนี้ แม้ปริมาณเงินทุนพอร์ตโฟลิโอจะมีแนวโน้มผันผวน นักวิเคราะห์มองว่า การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ยังคงเป็นฐานเงินทุนที่มีความมั่นคงมากกว่า และทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะในช่วงที่นักลงทุนทั่วโลกต้องการกระจายความเสี่ยงและปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้ยืดหยุ่นขึ้น
รายงาน Asean Investment Report 2025 ระบุว่า ในปี 2024 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ยกเว้นติมอร์-เลสเต) มีมูลค่าการลงทุน FDI รวม 226,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน และเป็นปีที่ตัวเลข FDI ไม่ลดต่ำกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน นับตั้งแต่ตัวเลขฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดที่ 118,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2020
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า เม็ดเงินลงทุนมีแนวโน้มกระจุกตัวและกระจายตัวไม่เท่ากันในภูมิภาค โดยนักวิเคราะห์มองว่า เวียดนามและมาเลเซียมีแนวโน้มดึงดูดการลงทุนได้มากกว่าประเทศอื่น
ในปี 2025 เวียดนามได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นจากเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น หลังตัวเลขรัฐบาลชี้ว่าเวียดนามมี FDI ที่มีการเบิกจ่ายจริงเพิ่มขึ้น 9% เป็น 27,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา โดยเงินทุนมากกว่า 80% ไหลเข้าสู่อุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิต สอดรับกับกระแสยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานทางเลือก และเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ขณะที่มาเลเซียได้แรงหนุนจากนโยบายเชิงรุก เช่น แผนอุตสาหกรรมใหม่ 2030 และแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 13 ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม
อีกด้านหนึ่ง สิงคโปร์ยังคงสถานะศูนย์กลาง FDI ของภูมิภาค โดยในปี 2024 มีเงินลงทุนไหลเข้าสิงคโปร์สูงถึง 143,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นมากกว่า 60% ของ FDI ทั้งหมดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะที่บางประเทศ เช่น ไทยและกัมพูชา ยังคงเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยการเมืองและประเด็นข้อพิพาทชายแดน ซึ่งอาจกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะถัดไป ส่วนอินโดนีเซียถูกนักลงทุนจับตาใกล้ชิด หลังภาครัฐขยายบทบาทในการควบคุมพื้นที่เพาะปลูก สัมปทานเหมือง และโรงงานแปรรูป รวมกว่า 4 ล้านเฮกตาร์ในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา
นักวิเคราะห์จึงเห็นตรงกันว่า ความท้าทายของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในระยะต่อไป ไม่ได้อยู่แค่การดึงดูดเม็ดเงินลงทุนให้ได้มากขึ้นเท่านั้น แต่คือการเลือกลงทุนที่สร้างผลต่อเศรษฐกิจจริง โดยเฉพาะการลงทุนแบบกรีนฟิลด์ที่ช่วยสร้างงาน ยกระดับผลิตภาพ และวางรากฐานการเติบโตอย่างมีคุณภาพและยั่งยืนในระยะกลางถึงยาว มากกว่าการลงทุนในรูปแบบควบรวมหรือซื้อกิจการที่อาจช่วยพยุงตัวเลขในระยะสั้น แต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างแท้จริง
อ้างอิง: SCMP