
สถานการณ์ชายแดนเอเชียใต้พุ่งสู่ขีดสุด หลังเกิดเหตุระเบิดต่อเนื่องในกรุงคาบูลช่วงเช้ามืดวันนี้ ตั้งแต่เวลา 01:50 น. ตามเวลาท้องถิ่น มีรายงานเสียงเครื่องบินรบและปืนดังสนั่นใจกลางเมืองจนถึงเวลา 02:30 น. ควบคู่ไปกับรายงานการโจมตีทางอากาศในเมืองกันดาฮาร์และปักเตีย
นายคาวาจา เอ็ม อาซิฟ รมว.กลาโหมปากีสถาน ประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X ยืนยันสถานะ "สงครามเต็มรูปแบบ" ต่อรัฐบาลตาลีบันอย่างเป็นทางการ ระบุที่ผ่านมาพยายามใช้ช่องทางทูตและประเทศพันธมิตรไกล่เกลี่ยแล้วแต่ไร้ผล จนความอดทนสิ้นสุดลงและจำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารขั้นเด็ดขาด
ขณะที่ นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกตาลีบัน แถลงตอบโต้ว่า กองกำลังอัฟกานิสถานได้เริ่มปฏิบัติการรุกรานรุนแรงตลอดแนวชายแดนดูรันด์ เพื่อแก้แค้นที่ปากีสถานโจมตีก่อนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 18 ราย โดยอ้างว่า สามารถสังหารและจับกุมทหารปากีสถานได้บางส่วน
นายกฯ เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน สำทับว่ากองทัพพร้อม "บดขยี้" ทุกความทะเยอทะยานที่รุกรานอธิปไตย ยืนยันจะไม่ยอมอ่อนข้อในการป้องกันมาตุภูมิ เหตุการณ์นี้ถือเป็นการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา และสร้างความกังวลต่อความมั่นคงระดับภูมิภาค
วิกฤตครั้งนี้ยังสะเทือนเศรษฐกิจทันที หลังด่านการค้าสำคัญ "ตอร์คัม" ถูกสั่งปิดตาย ทำให้นักวิเคราะห์หวั่นใจว่า หากยืดเยื้อจะเกิดภาวะขาดแคลนอาหารรุนแรงตามแนวชายแดน และซ้ำเติมวิกฤตค่าเงินปากีสถานให้ดิ่งตัวลง ท่ามกลางงบประมาณกองทัพที่พุ่งสูงขึ้นทุกนาที
Spotlight ชวนสำรวจชนวนเหตุข้อตกลงหยุดยิงล่ม และเจาะลึก 'เดิมพันที่มองไม่เห็น' เมื่อปากีสถานต้องแบกต้นทุนสงครามมหาศาล ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ใกล้ดิ่งเหวทั้งสองประเทศ
ชนวนเหตุของความขัดแย้งในครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นจากการล่มสลายของข้อตกลงหยุดยิงที่ทั้งสองฝ่ายเคยตกลงกันไว้ในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา แม้จะมีการทำข้อตกลง แต่การปะทะย่อยบริเวณชายแดนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งเหตุการณ์บานปลายเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อทางการปากีสถานรายงานว่า กองกำลังตาลีบันได้เปิดฉากโจมตีทหารปากีสถานก่อน ส่งผลให้ฝ่ายปากีสถานตัดสินใจตอบโต้ด้วยยุทธวิธีทางอากาศอย่างเต็มรูปแบบ
กองทัพอากาศปากีสถานได้เปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเชิงรุก โดยพุ่งเป้าไปที่เมืองยุทธศาสตร์สำคัญหลายแห่งในอัฟกานิสถาน รวมถึงกรุงคาบูลและกันดาฮาร์ โดยอ้างว่า เป็นความพยายามในการกวาดล้างฐานที่มั่นและแหล่งกบดานของกลุ่มติดอาวุธที่ใช้พื้นที่อัฟกานิสถานเป็นฐานปฏิบัติการ ขณะที่โฆษกทหารของตาลีบัน นายมอลวี วาฮีดุลเลาะห์ โมฮัมมาดี ยืนยันว่า การตอบโต้ของฝ่ายตาลีบันเป็นเพียง "ปฏิบัติการล้างแค้น" ต่อการรุกรานอธิปไตยของพวกเขาเท่านั้น
ในด้านความสูญเสีย นายโมชาร์ราฟ ไซดี โฆษกนายกรัฐมนตรีปากีสถาน ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตจากฝั่งตาลีบันอัฟกานิสถานรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 133 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 200 รายจากการโจมตีระลอกล่าสุด อย่างไรก็ตาม นายซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด โฆษกของกลุ่มตาลีบันได้ออกมาปฏิเสธตัวเลขดังกล่าวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่า การโจมตีของปากีสถานไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับบุคคลในฝั่งของตนแต่อย่างใด
สถานการณ์ปัจจุบันยังคงตึงเครียดตลอดแนว "เส้นดูรันด์" ซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนที่เป็นข้อพิพาทมาอย่างยาวนาน โดยทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ในการตอบโต้และยืนยันว่า ตนเองเป็นฝ่ายถูกรุกรานก่อน การยกระดับความขัดแย้งสู่สงครามในรูปแบบนี้ทำให้ความพยายามทางการทูตที่เคยมีมาตลอดหลายปีต้องหยุดชะงักลง และผลักดันให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิสลามาบัดและคาบูลดิ่งลงสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่การขึ้นต่ออำนาจของตาลีบันในปี 2021
นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ของปากีสถาน ประกาศจุดยืนแข็งกร้าวว่า กองทัพมีความพร้อมเต็มเปี่ยมในการ "บดขยี้" ทุกความทะเยอทะยานที่รุกรานอธิปไตยของประเทศ โดยยืนยันจะไม่มีการอ่อนข้อในประเด็นการป้องกันมาตุภูมิ และทุกการรุกรานจะได้รับการตอบโต้อย่างสาสมจากกองทัพที่ได้รับแรงสนับสนุนจากคนทั้งชาติที่พร้อมยืนหยัดเคียงข้างทหารหาญในยามวิกฤต
ทางด้านรัฐบาลตาลีบัน โดยโฆษกซาบิฮุลเลาะห์ มูจาฮิด ได้แถลงตอบโต้ด้วยถ้อยคำรุนแรงว่า ปฏิบัติการรุกรานขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นเป็นการ "ล้างแค้น" ต่อการโจมตีของปากีสถานในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ตาลีบันยืนยันความจำเป็นในการใช้มาตรการทางทหารเพื่อปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนอัฟกานิสถาน และพร้อมยกระดับการตอบโต้หากปากีสถานยังไม่หยุดปฏิบัติการทางอากาศ
ขณะที่นายซัลเมย์ คาลิลซาด อดีตนักการทูตอาวุโสสหรัฐฯ ออกมาเตือนว่า นี่คือ "วงจรที่เลวร้าย" ซึ่งส่งผลกระทบต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ทั้งสองฝั่ง พร้อมเสนอทางออกเป็นการทำข้อตกลงทางการทูตที่ห้ามมิให้ใช้ดินแดนของตนเป็นฐานที่มั่นคุกคามฝ่ายตรงข้าม โดยเสนอให้มีตัวกลางอย่าง "ตุรกี" เข้ามาช่วยสอดส่องดูแล เพื่อหยุดยั้งความขัดแย้งก่อนจะลุกลามจนเกินควบคุม
ความขัดแย้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความเหลื่อมล้ำทางทหารอย่างสุดขั้ว โดยปากีสถานถือครองแสนยานุภาพติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก ตามข้อมูลสำรวจของ Global Firepower 2026 อีกทั้งยังมีคลังแสงนิวเคลียร์และเทคโนโลยีโดรนที่ทันสมัย ซึ่งถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเชิงรุกเพื่อทำลายฐานที่มั่นลึกเข้าไปในดินแดนอัฟกานิสถานอย่างแม่นยำ
ในทางกลับกัน กองทัพตาลีบันแม้จะขาดแคลนอาวุธหนักและระบบป้องกันภัยทางอากาศที่ทันสมัย แต่มีความเชี่ยวชาญใน "สงครามกองโจร" และการรบในภูมิประเทศที่ยากลำบาก ซึ่งเป็นยุทธวิธีที่เคยใช้เอาชนะมหาอำนาจมาแล้วในอดีต โดยเน้นการซุ่มโจมตีและการใช้ระเบิดแสวงเครื่องตามแนวชายแดนเพื่อบั่นทอนกำลังพลของปากีสถาน
นักวิเคราะห์มองว่า แม้ปากีสถานจะมีชัยชนะในเชิงเทคโนโลยีและการครองยุทธศาสตร์ทัพอากาศ แต่การเผชิญหน้ากับกองกำลังตาลีบันที่ไร้รูปแบบตายตัวอาจนำไปสู่สงครามยืดเยื้อที่สร้างความสูญเสียอย่างหนักให้กับทั้งสองฝ่าย ซึ่งยากจะยุติได้ด้วยเพียงกำลังทางทหารเพียงอย่างเดียว
ภายหลังการประกาศ "สงครามเต็มรูปแบบ" ผลกระทบที่เห็นได้ทันทีคือการปิดด่านการค้าสำคัญตามแนวชายแดน โดยเฉพาะด่านตอร์คัม และด่านชามัน ซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ในการลำเลียงสินค้า ส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศที่เคยมีมูลค่ากว่า 2,500 ล้านดอลลาร์ต่อปีต้องหยุดชะงักลงโดยสิ้นเชิง นักวิเคราะห์ระบุว่า หากสถานการณ์การสู้รบยืดเยื้อเกิน 1 เดือน อัตราเงินเฟ้อในพื้นที่ชายแดนอาจพุ่งสูงขึ้นกว่า 40% เนื่องจากภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหารสดอย่างรุนแรง
สำหรับปากีสถาน สงครามครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังเปราะบางที่สุด แม้รัฐบาลจะพยายามฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเงิน แต่การระดมสรรพกำลังเข้าสู่สมรภูมิกลับสร้างภาระมหาศาลต่องบประมาณแผ่นดิน ข้อมูลเบื้องต้นชี้ว่า ปฏิบัติการทางอากาศและการคงกำลังพลตลอดแนวชายแดนต้องใช้ค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 15-20 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ซึ่งอาจบีบให้รัฐบาลต้องกู้ยืมเงินเพิ่มและเผชิญกับภาวะค่าเงินรูปีปากีสถานอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว กระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่เพิ่งจะเริ่มกลับเข้ามาในช่วงต้นปี 2026
ทางด้านอัฟกานิสถานภายใต้การนำของตาลีบัน ยิ่งตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบากมากขึ้น เมื่อเส้นทางการค้าผ่านปากีสถานถูกตัดขาด ทำให้ต้องหันไปพึ่งพาเส้นทางผ่านอิหร่านและประเทศในเอเชียกลางที่มีต้นทุนขนส่งสูงกว่ามาก นอกจากนี้ ปัญหาวิกฤตมนุษยธรรมที่ซ้อนทับอยู่เดิมจะยิ่งทวีความรุนแรง เมื่อเงินช่วยเหลือสากลที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดถูกจำกัดด้วยภาวะสงคราม จนอาจนำไปสู่การล่มสลายของระบบตลาดในท้องถิ่น และผลักดันให้ประชาชนหลายล้านคนต้องอพยพข้ามพรมแดน กลายเป็นวิกฤตผู้ลี้ภัยรอบใหม่ที่คนทั้งโลกต้องจับตามอง