
หลังจากต่อสู้กันมาหลายเดือน ในที่สุดพาราเมาต์ (Paramount Skydance) ก็จะกลายเป็นผู้ชนะในการเข้าซื้อกิจการ วอร์เนอร์ บราเธอร์ส (Warner Bros. Discovery) หลังจากที่ เน็ตฟลิกซ์ (Netflix) ยักษ์ใหญ่สตรีมมิงประกาศชัดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า จะไม่เพิ่มราคา ยอมเดินออกจากเกมการแย่งชิง Warner ซึ่งเป็นดีลซื้อกิจการในอุตสาหกรรมสื่อบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี
ความเคลื่อนไหวสำคัญ ๆ ของดีลนี้เกิดขึ้นไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 ที่มีข่าวว่าหลายบริษัทสนใจซื้อกิจการ Warner จากนั้นในวันที่ 5 ธันวาคม Warner ตกลงขายธุรกิจสตูดิโอภาพยนตร์และโทรทัศน์ รวมถึง HBO ให้กับ Netflix ที่ราคา 27.75 ดอลลาร์ต่อหุ้น เป็นมูลค่ารวม 72,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวถูกมองว่า อาจทำให้ Netflix กลายเป็นผู้เล่นที่ทรงอิทธิพลที่สุดรายหนึ่งในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมบันเทิง
ต่อมา ในวันที่ 8 ธันวาคม Paramount ประกาศยื่นคำเสนอซื้อกิจการ Warner โดยเสนอราคา 30 ดอลลาร์สหรัฐต่อหุ้น เป็นมูลค่ารวม 108,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่คณะกรรมการบริษัทของ Warner ยังสนับสนุนการขายกิจการให้ Netflix
อย่างไรก็ตาม ฝั่ง Paramount ไม่ลดละความพยายาม ยื่นข้อเสนอใหม่เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยเพิ่มราคาและปรับเงื่อนไขสำคัญเพื่อที่เคยเป็นข้อกังวลของ Warner ในการเจรจาครั้งก่อน Warner จึงเปิดเจรจากับ Paramount อีกครั้งเป็นเวลา 7 วัน (สิ้นสุด 2 มีนาคม) ซึ่งหากบอร์ด Warner เห็นว่าข้อเสนอใหม่ของ Paramount ดีกว่าดีลเดิมกับ Netflix ฝั่ง Netflix จะมีเวลา 4 วันในการยื่นข้อเสนอสู้กลับ
แต่ยังไม่ครบกำหนดเวลา Netflix ก็ให้คำตอบว่า ฉันไม่แข่งแล้วจ้า เพราะราคาคุยกันอยู่นั้นมันสูงเกินไปแล้ว
Netflix ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทยึดมั่นในหลักการลงทุนอย่างมีวินัยมาโดยตลอด และด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้สู้ได้กับข้อเสนอล่าสุดของ Paramount นั้นทำให้ข้อตกลงนี้ไม่น่าสนใจสำหรับ Netflix อีกต่อไปแล้ว ดังนั้น Netflix จึงปฏิเสธที่จะเสนอราคาสู้กับ Paramount
Netflix ยืนยันกับรอยเตอร์ (Reuters) ว่า จะถอนตัวจากการประมูล Warner Bros. จริง แต่ตามกระบวนการแล้ว คณะกรรมการบริษัท Warner ยังต้องดำเนินการยกเลิกข้อตกลงกับ Netflix อย่างเป็นทางการ
นอกจากนั้น ที่ปรึกษาของ Netflix รายหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนามเปิดเผยว่า ตนเองได้แนะนำให้ Netflix ถอนตัว เพราะดีลนี้ไม่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจอีกต่อไป และก่อนหน้านี้ เท็ด ซาแรนดอส (Ted Sarandos) ซีอีโอร่วมของ Netflix ก็ให้สัมภาษณ์กับ ฟ็อกซ์ นิวส์ (Fox News) เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ว่า Netflix เป็น “ผู้ซื้อที่มีวินัยสูง” และจะไม่เพิ่มราคาอย่างมีนัยสำคัญ
หลังจากข่าวการถอนตัวของ Netflix ถูกเผยแพร่ออกมา หุ้น Netflix ก็พุ่งขึ้นมากกว่า 10% หลังจากที่ปรับตัวลงไปค่อนข้างมากในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนกังวลกับการใช้เงินก้อนใหญ่ซื้อกิจการ Warner
แม้ Netflix บอกเหตุผลในการถอนตัวเป็นเรื่องราคาที่สูงเกินไป แต่จากข่าวที่ออกมา ยังมีเหตุผลอื่น ๆ ประกอบกันด้วย
เหตุผลหนึ่ง คือ ถ้าสู้ราคารอบนี้ก็อาจจะยังไม่ชนะและต้องสู้ไปเรื่อย ๆ เห็นได้จากที่ที่ปรึกษาของ Netflix แนะนำให้ Netflix ถอนตัว เพราะมองว่าราคาสูงเกินไป และมองว่า Netflix กำลังแข่งกับมหาเศรษฐีที่แสดงท่าทีพร้อมจ่ายในระดับที่ Netflix มองว่าไม่สมเหตุสมผล ซึ่งหาก Netflix สู้ราคารอบนี้ Paramount ก็อาจเสนอราคาสู้กลับอยู่ดี ดังนั้น จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเล่นเกมวัดใจกับคนที่ไม่มีวันยอมถอย
มหาเศรษฐีที่ว่านี้หมายถึง แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ ออราเคิล (Oracle) ซึ่งเป็นบิดาของ เดวิด เอลลิสัน (David Ellison) ซีอีโอของ Paramount
อีกเหตุผลหนึ่ง คือ Netflix ต้องเผชิญอุปสรรคสำคัญ ซึ่งคาดว่ามีส่วนต่อการตัดสินใจถอนตัวจากดีล คือ แรงกดดันด้านกฎหมาย โดย Netflix ต้องเผชิญการสอบสวนเข้มของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DOJ) ซึ่งขยายขอบเขตการพิจารณาทั้งใช้กฎหมาย Clayton Act และ Sherman Act โดยพุ่งเป้าไปที่อำนาจเหนือตลาดและอำนาจต่อรองของ Netflix ในฐานะผู้เล่นสตรีมมิงรายใหญ่
แม้ว่าส่วนแบ่งตลาดของ Netflix หลังซื้อ Warner จะยังไม่ถึงขั้นผูกขาด แต่ขอบเขตการสอบสวนที่กว้างอาจยืดเยื้อหลายเดือน ซึ่งสร้างความไม่แน่นอนต่อการปิดดีล หาก Netflix ไม่ถอนตัว ฝั่ง Warner ก็อาจเปลี่ยนใจไปเลือกข้อเสนอของ Paramount ที่มีแนวโน้มผ่านด่านกฎหมายได้ง่ายกว่าอยู่แล้ว
เมื่อพิจารณาทั้งเรื่องเงินที่ต้องจ่ายเพิ่มราคาแข่ง และความเสี่ยงด้านกฎหมายที่ยืดเยื้อ Netflix จึงเลือกถอยตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าสู้ต่อไปอีกหลายเดือนทั้งที่มีแนวโน้มว่าจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้อยู่ดี
ในข้อเสนอฉบับปรับปรุง Paramount เพิ่มค่าธรรมเนียมยกเลิกสัญญา (termination fee) หากดีลไม่ผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแล เป็น 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิม 5,800 ล้านดอลลาร์ และยังตกลงรับภาระค่าธรรมเนียม 2,800 ล้านดอลลาร์ที่ Warner ต้องจ่ายให้ Netflix จากการยกเลิกข้อตกลงเดิม
เอลลิสัน ทรัสต์ (Ellison Trust) จะอัดฉีดเงินทุนในรูปแบบส่วนของผู้ถือหุ้น 45,700 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากเดิม 43,600 ล้านดอลลาร์ โดยได้รับการสนับสนุนจาก แลร์รี เอลลิสัน ซึ่งยังตกลงจะจัดหาเงินให้เพิ่มเติมตามความจำเป็น เพื่อให้ Paramount มีสถานะทางการเงินเป็นไปตามเงื่อนไขของธนาคาร
ด้านการกู้เงินจากสถาบันการเงิน ทั้ง Bank of America, Citi และ Apollo จะให้กู้รวมกัน 57,500 ล้านดอลลาร์ เพิ่มจากวงเงินเดิม 54,000 ล้านดอลลาร์
เดวิด ซาสลาฟ (David Zaslav) ซีอีโอของ Warner กล่าวว่า เมื่อบอร์ดบริษัทอนุมัติข้อตกลงควบรวมกับ Paramount แล้ว จะสร้างมูลค่าอย่างมหาศาลให้กับผู้ถือหุ้น พร้อมแสดงความตื่นเต้นต่อศักยภาพของการรวมกันระหว่าง Paramount กับ Warner และตั้งตารอที่จะเริ่มทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ทรงพลัง
หากดีลของ Paramount สำเร็จ จะเป็นการรวมสองสตูดิโอใหญ่ของฮอลลีวูด สองแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง (HBO Max และ Paramount+) และสององค์กรข่าว (CNN และ CBS) เข้าด้วยกัน
ดังนั้น ดีลนี้ก็มีแนวโน้มต้องเผชิญการตรวจสอบด้านการแข่งขันทางการค้าจากหน่วยงานกำกับดูแลอยู่ดี แม้ว่าตระกูลเอลลิสัน ซึ่งเป็นเจ้าของ Paramount มีความสัมพันธ์อันดีกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ แต่ก็ยังต้องเจอการตรวจสอบในระดับรัฐรวมถึงจากต่างประเทศ
นักวิเคราะห์จาก TD Cowen ระบุว่า ภายใต้บรรยากาศทางการเมืองปัจจุบัน การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐบาลกลางมีแนวโน้มเกิดขึ้นได้ แต่มีความเป็นไปได้สูงที่หน่วยงานกำกับดูแลระดับรัฐ โดยเฉพาะ ร็อบ บอนตา (Rob Bonta) อัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียอาจพยายามท้าทายดีลนี้ และยังมีโอกาสที่หน่วยงานของยุโรปจะเข้ามามีบทบาทในการสอบสวนด้วย