
หนึ่งปีหลังความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาปะทุขึ้น รอยร้าวทางภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติความมั่นคง แต่เริ่มขยายตัวเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยเฉพาะต่อยุทธศาสตร์ห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเคยวางไทยเป็นฐานการผลิตหลัก และใช้ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา เมียนมา ลาว หรือเวียดนาม เป็นฐานเสริมสำหรับกระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดคือระเบียงเศรษฐกิจไทย-กัมพูชา ซึ่งเคยเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์ “Thailand Plus One” ที่ญี่ปุ่นผลักดันมาอย่างต่อเนื่อง ต้องเผชิญภาวะสะดุดจากการปิดด่านชายแดนสำคัญ เช่น อรัญประเทศ-ปอยเปต
เส้นทางที่เคยช่วยให้ผู้ผลิตญี่ปุ่นสามารถขนส่งสินค้าทางบกได้รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำ กลับกลายเป็นจุดเปราะบางของระบบโลจิสติกส์ หลายบริษัท โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ จึงต้องหันไปใช้เส้นทางทะเลแทน ซึ่งใช้เวลานานกว่าและมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า โมเดลการผลิตข้ามพรมแดนในภูมิภาคไม่ได้เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนแรงงาน ค่าเงิน หรือภาวะเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังต้องรับมือกับปัจจัยด้านความมั่นคงที่อาจพลิกเป็นแรงกดดันต่อการลงทุน การค้า แรงงาน และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้โดยตรง
ทั้งฝั่งไทยและกัมพูชาต่างได้รับผลกระทบจากการปิดด่าน ธุรกิจชายแดนหยุดชะงัก การลงทุนชะลอตัว และการเคลื่อนย้ายแรงงานจำนวนมากกลับประเทศ สะท้อนต้นทุนของความขัดแย้งที่ลุกลามเกินกว่าพื้นที่ชายแดน และเริ่มกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจระดับภูมิภาคอย่างชัดเจน
ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มต้นจากการยิงปะทะขนาดเล็กเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ก่อนยกระดับเป็นการปะทะครั้งใหญ่ในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงพลเรือนในพื้นที่ชายแดน
แม้ในช่วงต่อมาจะมีความพยายามไกล่เกลี่ยจากรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพในเดือนตุลาคม แต่สถานการณ์กลับปะทุขึ้นอีกครั้ง ก่อนนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังไม่ได้คลี่คลายลงอย่างแท้จริง การยิงปะทะขนาดเล็กและการเผชิญหน้าตามแนวชายแดนยังเกิดขึ้นเป็นระยะ ขณะที่พื้นที่พิพาทบริเวณหนองจาน จังหวัดสระแก้ว กลายเป็นอีกหนึ่งจุดสะท้อนความขัดแย้งเชิงอธิปไตย โดยฝ่ายกัมพูชาอ้างว่าพื้นที่ดังกล่าวถูกไทยยึดครองอย่างผิดกฎหมาย ส่วนฝ่ายไทยยืนยันว่า ไทยเพียงอนุญาตให้ชาวกัมพูชาเข้ามาพำนักชั่วคราวในช่วงสงครามกลางเมืองกัมพูชาเท่านั้น
ผลกระทบที่เห็นชัดที่สุดคือการปิดด่านชายแดนสำคัญ โดยเฉพาะจุดผ่านแดนอรัญประเทศ-ปอยเปต ซึ่งถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการค้าระหว่างสองประเทศ การปิดเส้นทางดังกล่าวทำให้การขนส่งสินค้า การค้าชายแดน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2568 ถึงเมษายน 2569 มูลค่าการค้ารวมไทย-กัมพูชาอยู่ที่ 141,500 ล้านบาท หรือประมาณ 4,340 ล้านดอลลาร์ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนราว 60% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าแรงกระแทกจากความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ชายแดน แต่ลุกลามไปถึงการค้า การขนส่ง และระบบซัพพลายเชนระดับภูมิภาค
สำหรับญี่ปุ่น ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทวิภาคีระหว่างสองประเทศ แต่กำลังท้าทายยุทธศาสตร์การผลิตที่บริษัทญี่ปุ่นใช้มานานในภูมิภาค นั่นคือ “Thailand Plus One” ซึ่งวางให้ไทยเป็นฐานการผลิตที่มีทักษะสูงและโครงสร้างอุตสาหกรรมแข็งแรง ขณะเดียวกันย้ายกระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีค่าแรงต่ำกว่า เช่น กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม และลาว
โมเดลดังกล่าวเคยช่วยให้ผู้ผลิตญี่ปุ่น โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ สามารถลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานได้ แต่เมื่อด่านชายแดนปิด เส้นทางขนส่งทางบกถูกตัดขาด และความไม่แน่นอนทางการเมืองในเมียนมายิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ ระเบียงเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นพยายามสนับสนุนจึงถูกแบ่งแยกออกจากกัน
กรณีของยาซากิ ผู้ผลิตชิ้นส่วนสายไฟรถยนต์รายใหญ่ เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน บริษัทมีโรงงานในกัมพูชาและต้องเปลี่ยนเส้นทางขนส่งสินค้าเข้าไทยจากทางบกเป็นทางทะเล หลังความขัดแย้งชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้งในเดือนธันวาคม จังหวัดเกาะกงทางตะวันตกเฉียงใต้ของกัมพูชามีคำสั่งอพยพ ส่งผลให้โรงงานต้องระงับการดำเนินงานชั่วคราว
ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ประเด็นเล็กสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะธุรกิจนี้พึ่งพาการส่งมอบชิ้นส่วนแบบตรงเวลาและต่อเนื่อง ซัพพลายเออร์ยานยนต์รายหนึ่งระบุว่า การเปลี่ยนจากการขนส่งทางบกไปใช้เส้นทางทะเลทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า อีกทั้งยังทำให้ระยะเวลาส่งมอบสินค้านานขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับวิธีเดิม ภาวะดังกล่าวจึงกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อผู้ผลิตญี่ปุ่นในไทย ซึ่งยังคงเป็นหนึ่งในฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แม้ในอนาคตด่านชายแดนอาจกลับมาเปิดได้อีกครั้ง แต่ความเสี่ยงที่จะเกิดการปิดด่านซ้ำยังเป็นปัจจัยที่บริษัทญี่ปุ่นต้องนำกลับมาประเมินใหม่ โมเดล “Thailand Plus One” ซึ่งเคยตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า การเชื่อมต่อข้ามพรมแดนในภูมิภาคจะเป็นไปอย่างราบรื่นและคาดการณ์ได้ จึงเริ่มถูกตั้งคำถามมากขึ้น เพราะเมื่อความมั่นคงชายแดนกลายเป็นตัวแปรที่ไม่แน่นอน ต้นทุนที่แท้จริงของการผลิตแบบกระจายฐานอาจสูงกว่าที่เคยประเมินไว้มาก
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นตามแนวชายแดนมีขนาดไม่เล็กไปกว่าผลกระทบต่อบริษัทข้ามชาติ ตามข้อมูลของสภาธุรกิจไทย-กัมพูชา ธุรกิจบริเวณชายแดนราว 30% ต้องระงับการดำเนินงาน ขณะที่การลงทุนจากไทยไปกัมพูชา ซึ่งในภาวะปกติประเมินว่าสูงถึง 5,000 ล้านดอลลาร์ มีแนวโน้มลดลงอย่างมากจากความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ
การปิดด่านและความเสี่ยงด้านความมั่นคงทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนซบเซาลงอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่การค้าปลีก การขนส่ง คลังสินค้า บริการที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามแดน ไปจนถึงธุรกิจที่พึ่งพาการเคลื่อนย้ายสินค้าระหว่างสองประเทศ เมื่อเส้นทางการค้าถูกตัดขาด ผู้ประกอบการรายย่อยซึ่งมีสายป่านสั้นย่อมได้รับผลกระทบหนักกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังพอปรับเส้นทางขนส่งหรือแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้
อีกหนึ่งความเสี่ยงระยะยาวคือปัญหาขาดแคลนแรงงาน ตามข้อมูลของสหประชาชาติ นับตั้งแต่ความขัดแย้งปะทุขึ้น แรงงานกัมพูชาที่ทำงานในไทยประมาณ 900,000 คนได้เดินทางกลับประเทศ ส่งผลให้ไทยเผชิญแรงกดดันด้านแรงงานในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและการก่อสร้าง ซึ่งพึ่งพาแรงงานกัมพูชาในสัดส่วนสูง
แม้ไทยพยายามทดแทนแรงงานกัมพูชาด้วยแรงงานจากประเทศอื่น เช่น เมียนมา ลาว และศรีลังกา แต่กำลังแรงงานที่เข้ามาทดแทนยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ขณะเดียวกัน ฝั่งกัมพูชาก็ต้องรับมือกับแรงงานที่เดินทางกลับประเทศจำนวนมากในช่วงเวลาอันสั้น แม้มีรายงานว่าแรงงานกลับประเทศมากกว่า 600,000 คนสามารถหางานทำได้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง แต่ระดับค่าจ้างกลับลดลง และแรงงานจำนวนมากยังอยู่ในงานระยะสั้นที่ขาดความมั่นคง
การลดลงของเงินโอนกลับจากไทยยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจกัมพูชา เพราะรายได้จากแรงงานข้ามชาติเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญของครัวเรือนจำนวนมาก โดยเฉพาะครัวเรือนที่พึ่งพาการทำงานในไทยเพื่อหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจในระดับชุมชน
ภาพรวมจึงสะท้อนว่า ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ได้กระทบเพียงการค้าและการลงทุนเท่านั้น แต่กำลังส่งผลลึกไปถึงโครงสร้างแรงงาน รายได้ครัวเรือน และเสถียรภาพของเศรษฐกิจฐานรากในทั้งสองประเทศ
ในระยะถัดไป ประเด็นสำคัญจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า ด่านชายแดนจะกลับมาเปิดได้เมื่อใด แต่อยู่ที่การฟื้นความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของระเบียงเศรษฐกิจไทย-กัมพูชา หากความเสี่ยงจากการปะทะและการปิดด่านซ้ำยังคงอยู่ บริษัทญี่ปุ่นและนักลงทุนต่างชาติอาจต้องประเมินยุทธศาสตร์การผลิตในภูมิภาคใหม่ทั้งหมด โดยให้น้ำหนักกับต้นทุนทางภูมิรัฐศาสตร์มากพอ ๆ กับต้นทุนค่าแรงและโลจิสติกส์แบบเดิม
อ้างอิง: Nikkei Asia