Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
คนไทยเสี่ยงสูญพันธุ์? ปี 68 เกิดต่ำสุดใน 76 ปี คนอายุ 60+ สูงถึง 20.8%
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

คนไทยเสี่ยงสูญพันธุ์? ปี 68 เกิดต่ำสุดใน 76 ปี คนอายุ 60+ สูงถึง 20.8%

9 ม.ค. 69
14:19 น.
แชร์

อัตราการเกิดของไทยลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 76 ปี โดยข้อมูลทางการปี 2568 ระบุว่ามีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ลดลงจาก 462,240 คนในปี 2567 และต่ำกว่า 5 แสนคนติดต่อกันเป็นปีที่สอง ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า แนวโน้มการเกิดของไทยกำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่องและทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมสะท้อนการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในยุคปัจจุบัน ซึ่งประชากรวัยแรงงานแต่งงานช้าลง เลื่อนการมีบุตร หรือเลือกไม่มีบุตรเพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน

ความเปราะบางของโครงสร้างประชากรไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านั้น ข้อมูลจากกรมการปกครองชี้ว่า ประเทศไทยเข้าสู่ภาวะ “ตายมากกว่าเกิด” ตั้งแต่ปี 2564 ส่งผลให้จำนวนประชากรโดยรวมเริ่มหดตัว อัตราการเพิ่มของประชากรติดลบต่อเนื่อง และประชากรรวมลดลงต่ำกว่า 66 ล้านคนในช่วงปีล่าสุด โดยข้อมูล ณ เดือนพฤศจิกายน 2568 ระบุว่า ไทยมีประชากร 65,826,149 คน ลดลงทั้งจากเดือนก่อนหน้า และจากปี 2563 ซึ่งเคยมีประชากร 66,186,727 คน

ขณะเดียวกัน การลดลงของจำนวนประชากรยังเกิดขึ้นพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรอย่างมีนัยสำคัญ ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นเป็นราว 20.8% ของประชากรทั้งหมดในปี 2567 และคาดว่าอยู่ที่ประมาณ 20.7% ของประชากรทั้งหมดในปี 2568 ในขณะที่สัดส่วนประชากรวัยเด็กอายุ 0-14 ปี ลดลงเหลือประมาณ 15.2% และประชากรวัยแรงงานอายุ 15-59 ปี ก็มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกัน สะท้อนแรงกดดันระยะยาวต่อเศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และระบบสวัสดิการของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อัตราการเกิดร่วงต่อเนื่อง จากอดีตแห่งการเติบโตสู่ปัจจุบันที่ลดลง

หากย้อนดูตัวเลขในอดีต การเกิดในประเทศไทยเคยอยู่ในระดับสูงกว่าระดับ 1 ล้านคน โดยในปี 2514 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่มากถึง 1,221,228 คน ซึ่งสะท้อนถึงโครงสร้างประชากรที่มีวัยหนุ่มสาวจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นตัวเลขการเกิดเริ่มลดลงอย่างต่อเนื่องตามแนวโน้มสังคมพัฒนา การศึกษาขยายตัว และการเข้าถึงบริการคุมกำเนิด ในช่วงปี 2559 และ 2560 จำนวนเด็กเกิดใหม่ยังอยู่ในระดับกว่า 700,000 คน ก่อนจะลดลงเหลือราว 600,000 คนในช่วงปี 2561-2563 และลดลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา

ปี 2568 ประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ลดลงต่ำกว่าระดับเมื่อปี 2492 ซึ่งเมื่อ 76 ปีก่อนมีเด็กเกิดถึง 504,692 คน และลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 2560 ตัวเลขดังกล่าวส่งผลให้ปี 2568 กลายเป็นปีที่มีการเกิดต่ำที่สุดในรอบ 76 ปี แซงหน้าสถิติต่ำสุดเดิมในปี 2567 ที่มีเด็กเกิด 462,240 คน

ตามข้อมูลการสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรฯ มหาวิทยาลัยมหิดล การลดลงของอัตราการเกิดยังสะท้อนผ่านตัวชี้วัดเจริญพันธุ์รวม (Total Fertility Rate) ของปี 2567 ซึ่งอยู่ต่ำกว่า 1.0 เด็กต่อผู้หญิงหนึ่งคนในช่วงวัยเจริญพันธุ์ และทำให้ไทยอยู่ต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ระดับ 2.1 เด็กต่อผู้หญิงหนึ่งคนถึงเท่าตัว และต่ำเป็นอันดับต้นๆ ใกล้เคียงกับเกาหลีใต้ สิงคโปร์ และจีน

ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดแนวโน้มดังกล่าวมาจากหลายด้าน ทั้งภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น การแต่งงานล่าช้า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และค่านิยมครอบครัวที่เปลี่ยนไป ซึ่งทำให้วัยแรงงานจำนวนมากชะลอหรือเลือกที่จะไม่มีบุตร

ตายมากกว่าเกิด และสังคมสูงวัย ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม

ขณะเดียวกัน นอกจากอัตราการเกิดของไทยจะลดลงอย่างต่อเนื่องแล้ว อัตราการตายของไทยยังอยู่ในระดับสูงและเพิ่มขึ้นจนแซงจำนวนเด็กเกิดใหม่อย่างชัดเจน โดยในปี 2568 มีผู้เสียชีวิตถึง 559,684 คน มากกว่าจำนวนเด็กเกิดใหม่ซึ่งมีเพียง 416,574 คน อยู่ถึง 143,110 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทิศทางการหดตัวของจำนวนประชากรโดยรวม ควบคู่กับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ในปี 2568 สัดส่วนประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปของประเทศไทยเพิ่มสูงเกินกว่า 20% ของประชากรทั้งหมดอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ประเทศก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” และแนวโน้มดังกล่าวยังคงเร่งตัวต่อเนื่อง โดยคาดว่าไทยจะขยับสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super Aged Society) ซึ่งมีผู้สูงอายุคิดเป็นมากกว่า 28% ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2574 ภาพสะท้อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ คือ คนไทยจำนวนมากกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงชีวิตหลังวัยทำงานที่ยาวนานขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับโครงสร้างประชากรในอดีต

โครงสร้างอายุของประชากรไทยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สัดส่วนของวัยทำงานลดลง และอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หมายความว่าวัยแรงงานจำนวนน้อยต้องดูแลผู้สูงอายุจำนวนมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบสวัสดิการ สาธารณสุข และการจัดเก็บภาษีในอนาคต 

นอกจากนี้ การหดตัวของประชากรวัยทำงานยังเสี่ยงต่อการลดลงของกำลังซื้อภายในประเทศและการขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ภาวะนี้ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่เผชิญ “วิกฤติโครงสร้างประชากร” ที่รุนแรง ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าประชากรไทยอาจหดตัวอย่างต่อเนื่องในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า หากไม่มีมาตรการรับมือเชิงนโยบายที่เข้มแข็งและยั่งยืน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ได้หมายถึงภาระทางสังคมเพียงด้านเดียว แต่กำลังสร้างพลวัตใหม่ให้กับระบบเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแล หากแต่เป็นกลุ่มที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนการบริโภค ข้อมูลจากการศึกษาเศรษฐกิจสูงวัยของไทย ปี 2566 โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่า การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของผู้สูงอายุมีมูลค่าสูงถึง 2.18 ล้านล้านบาท และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.5 ล้านล้านบาทในปี 2576 หรือเติบโตเฉลี่ยราว 4.83% ต่อปี 

ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำการเกิดขึ้นของ “Longevity Economy” ซึ่งหมายถึงระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น และมีกำลังซื้อพร้อมใช้จ่ายต่อเนื่องยาวนานกว่าคนรุ่นก่อน ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ “อายุ” ไม่ได้เป็นตัวจำกัดบทบาททางเศรษฐกิจอีกต่อไป หากแต่กลายเป็นช่วงเวลาการใช้ชีวิตที่มีศักยภาพทั้งด้านการบริโภค การทำงาน และการลงทุน

ในมิติของโอกาสทางเศรษฐกิจ Longevity Economy เปิดพื้นที่ใหม่ให้กับหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่บริการสุขภาพเชิงป้องกัน เวชศาสตร์ชะลอวัย เทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัล อาหารและโภชนาการเฉพาะบุคคล ไปจนถึงที่อยู่อาศัยอัจฉริยะ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และบริการทางการเงินที่ออกแบบสำหรับการใช้ชีวิตยาวนานขึ้น เช่น การวางแผนเกษียณแบบยืดหยุ่น ประกันสุขภาพระยะยาว และการบริหารความมั่งคั่งตลอดช่วงชีวิต (lifecycle wealth management) ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานเองก็เริ่มเห็นโอกาสในการดึงศักยภาพของผู้สูงวัยที่ยังมีทักษะและประสบการณ์กลับมาใช้ ผ่านงานที่ยืดหยุ่น การทำงานแบบโครงการ หรือบทบาทที่เน้นการถ่ายทอดความรู้

สาระสำคัญของ Longevity Economy จึงไม่ใช่เพียงการ “มีชีวิตยืนยาว” แต่คือการยกระดับคุณภาพชีวิตตลอดอายุขัย และการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้รองรับสังคมที่ผู้คนใช้เวลามากขึ้นในวัยผู้ใหญ่และวัยหลังเกษียณ หากภาครัฐและภาคธุรกิจสามารถออกแบบนโยบาย ผลิตภัณฑ์ และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มนี้ได้อย่างเหมาะสม Longevity Economy จะไม่ใช่ภาระจากสังคมสูงวัย แต่จะกลายเป็นแหล่งขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของเศรษฐกิจในระยะยาว


แชร์
คนไทยเสี่ยงสูญพันธุ์? ปี 68 เกิดต่ำสุดใน 76 ปี คนอายุ 60+ สูงถึง 20.8%