Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ชาวต่างชาติสูงวัยล้นญี่ปุ่น เข้าถึงสวัสดิการยากติดกำแพงภาษา รัฐแบกภาระ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ชาวต่างชาติสูงวัยล้นญี่ปุ่น เข้าถึงสวัสดิการยากติดกำแพงภาษา รัฐแบกภาระ

10 เม.ย. 69
13:54 น.
แชร์

ปัจจุบัน ญี่ปุ่นเผชิญแรงกดดันจากสังคมสูงวัยอยู่แล้ว จากอัตราการเกิดที่ลดต่ำลงติดอันดับต้น ๆ ของโลก แต่สถานการณ์กำลังซับซ้อนมากขึ้น เมื่อจำนวน “ชาวต่างชาติสูงวัย” เพิ่มขึ้นตามมาอย่างมาก โดยแรงงานต่างชาติที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วงทศวรรษ 1980-1990 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจฟองสบู่และการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม กำลังทยอยเข้าสู่วัยเกษียณพร้อมกันเป็นจำนวนมาก 

ปรากฏการณ์นี้ทำให้บทบาทของ “แรงงานต่างชาติ” ค่อย ๆ เปลี่ยนจากกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไปสู่ “ผู้พึ่งพิงระบบสวัสดิการ” โดยเฉพาะด้านสาธารณสุขและบริการสาธารณะของรัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ระบบสวัสดิการของญี่ปุ่นซึ่งออกแบบมาในบริบทของสังคมที่มีความเป็นเนื้อเดียวกันสูง (homogeneous) กำลังเริ่มเผชิญข้อจำกัดในการรองรับประชากรต่างชาติที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในด้านภาษา วัฒนธรรม และวิถีชีวิต ปัญหานี้เห็นได้ชัดในเมืองอุตสาหกรรมที่เคยพึ่งพาแรงงานต่างชาติอย่างเข้มข้น เช่น เมืองโออิซูมิ จังหวัดกุนมะ ซึ่งมีประชากรราว 40,000 คน และเกือบ 20% เป็นชาวต่างชาติ ทำให้ภาระด้านการดูแลและการเข้าถึงบริการสาธารณะมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

ภาพของความท้าทายดังกล่าวสะท้อนชัดผ่านกรณีของหญิงชาวเปรูวัยกว่า 70 ปี ที่อาศัยอยู่ในโออิซูมิมานานกว่า 30 ปี อดีตเธอทำงานเป็นพนักงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบประกันสังคมของรัฐมาอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตการทำงาน แต่เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ เธอกลับต้องเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงบริการพื้นฐาน โดยเฉพาะการรักษาพยาบาล เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านภาษา พูดภาษาญี่ปุ่นได้เพียงเล็กน้อย และเมื่อเวลาผ่านไปหลังเกษียณ ทักษะทางภาษาก็ค่อย ๆ เลือนหายไป ทำให้การใช้ชีวิตในระบบสวัสดิการยิ่งยากลำบากมากขึ้น

ญี่ปุ่นเผชิญ “ผู้สูงวัยต่างชาติพุ่ง” สิทธิมีแต่เข้าไม่ถึง

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของญี่ปุ่นระบุว่า ณ สิ้นปี 2024 มีชาวต่างชาติอายุ 65 ปีขึ้นไปอาศัยอยู่ในประเทศจำนวน 230,000 คน เพิ่มขึ้นจาก 140,000 คนในปี 2014 อย่างมีนัยสำคัญ และหากไม่รวมชาวเกาหลีซึ่งเป็นกลุ่มประชากรต่างชาติหลัก ตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าจาก 32,000 คน เป็น 95,000 คน สะท้อนถึงแนวโน้ม “ความหลากหลายเชิงชาติพันธุ์” ที่เพิ่มสูงขึ้นในสังคมผู้สูงอายุของญี่ปุ่น

โครงสร้างดังกล่าวมีรากฐานมาจากนโยบายเปิดรับแรงงานต่างชาติในช่วงเศรษฐกิจเฟื่องฟู โดยในปี 1990 ญี่ปุ่นได้แก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง เพื่อให้สถานะผู้พำนักถาวรแก่ผู้ที่มีเชื้อสายญี่ปุ่น รวมถึงชาวญี่ปุ่นที่เดินทางกลับจากประเทศจีน และในปี 1993 ได้จัดตั้งโครงการฝึกงานด้านเทคนิค (Technical Intern Training Program) ซึ่งเปิดทางให้บริษัทสามารถจ้างแรงงานต่างชาติเพื่อเรียนรู้ทักษะ โดยแรงงานจำนวนมากเป็นชาวอเมริกาใต้เชื้อสายญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานในภาคการผลิตทั่วประเทศ

ภายใต้ระบบปัจจุบัน ชาวต่างชาติที่พำนักในญี่ปุ่นตั้งแต่ 3 เดือนขึ้นไปโดยทั่วไปจะต้องจ่ายเบี้ยประกันการดูแลระยะยาวเมื่อมีอายุครบ 40 ปี และมีสิทธิได้รับบริการดังกล่าวเมื่อเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง แต่ในทางปฏิบัติ กลับพบว่า “สิทธิ” และ “การเข้าถึง” ไม่ได้สอดคล้องกัน เนื่องจากข้อจำกัดด้านภาษา ความเข้าใจระบบ และการรับรู้ข้อมูล

ผลสำรวจในปี 2024 ที่ครอบคลุมชาวต่างชาติราว 2,900 คน พบว่า 37% ของผู้ตอบแบบสอบถามไม่เข้าใจรายละเอียดของระบบประกันการดูแลระยะยาว ขณะที่หลายคนไม่ทราบด้วยซ้ำว่าตนมีสิทธิได้รับบริการดังกล่าว แม้จะจ่ายเงินสมทบเข้าสู่ระบบมาเป็นเวลานาน สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างด้าน “information asymmetry” ระหว่างรัฐกับผู้รับบริการ

ท้องถิ่นญี่ปุ่น “ล่ามไม่พอ” สวัสดิการติดคอขวด

ในระดับพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการให้บริการสวัสดิการ กำลังเผชิญข้อจำกัดทั้งด้านบุคลากรและความเชี่ยวชาญในการดูแลประชากรต่างชาติที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้จะมีความพยายามปรับตัว เช่น การจัดทำเอกสารแนะนำเป็นภาษาโปรตุเกส และการนำอุปกรณ์แปลภาษาที่สามารถรองรับได้ถึง 31 ภาษาเข้ามาใช้งาน แต่ความช่วยเหลือดังกล่าวยังไม่สามารถตอบโจทย์ในเชิงปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

กรณีของเมืองโออิซูมิสะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน แม้ศาลาว่าการเมืองจะมีเจ้าหน้าที่ที่สามารถพูดภาษาโปรตุเกสได้ แต่ข้อจำกัดด้านกำลังคนทำให้ไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ที่มีทักษะภาษาลงพื้นที่เยี่ยมบ้านได้ ส่งผลให้การสื่อสารกับผู้สูงอายุจำนวนมากยังคงต้องพึ่งพาท่าทาง หรือให้สมาชิกครอบครัวที่สามารถสื่อสารภาษาญี่ปุ่นได้ช่วยอ่านเอกสารให้ฟัง

เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นรายหนึ่งยอมรับว่า “หากสามารถสื่อสารได้หลายภาษา ก็จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง เราไม่มีบุคลากรเพียงพอที่จะรองรับ” ข้อจำกัดดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบราชการท้องถิ่นที่ยังไม่สามารถปรับตัวทันกับความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร

มิติทางวัฒนธรรมและความท้าทายระยะยาว

นอกเหนือจากข้อจำกัดด้านภาษาและโครงสร้างสถาบันแล้ว มิติทางวัฒนธรรมยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ซับซ้อนและมีนัยสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุชาวต่างชาติ กิจกรรมในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ เช่น การร้องเพลงญี่ปุ่น หรือการพับกระดาษโอริกามิ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ออกแบบมาสำหรับผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น กลับไม่สอดคล้องกับประสบการณ์ชีวิตของผู้สูงอายุจากต่างวัฒนธรรม

ทาคาโอะ คิโนชิตะ ผู้ดูแลโครงการภาคเอกชนที่มุ่งเชื่อมช่องว่างระหว่างผู้สูงอายุชาวต่างชาติกับผู้ให้บริการดูแล ระบุว่า ความไม่คุ้นเคยทางวัฒนธรรมทำให้ผู้สูงอายุจำนวนมากรู้สึกโดดเดี่ยว และขาดการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิตและการพึ่งพิงระบบดูแลระยะยาวในที่สุด

ในขณะเดียวกัน แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุชาวต่างชาติที่มีภาวะสมองเสื่อมกำลังสร้างความกังวลมากขึ้น เนื่องจากหากระบบสาธารณะยังคงเข้าถึงได้ยาก ภาระในการดูแลจะตกอยู่กับครอบครัวโดยตรง

เพื่อลดแรงกดดันดังกล่าว ภาครัฐและภาคประชาสังคมเริ่มดำเนินมาตรการเชิงรุกมากขึ้น โดยในปีงบประมาณ 2024 สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้เริ่มฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ทั้งระดับประเทศและท้องถิ่น เพื่อให้สามารถให้คำปรึกษาแก่แรงงานต่างชาติที่ประสบปัญหาในการดำรงชีวิต และเชื่อมโยงพวกเขาเข้ากับบริการสนับสนุนที่เหมาะสม พร้อมทั้งขยายขอบเขตไปสู่การดูแลผู้สูงอายุโดยเฉพาะ

ขณะเดียวกัน โครงการระดับชุมชนก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในการป้องกันการพึ่งพิงระบบดูแลระยะยาว เช่น กรณีของเอลิซา ฮิไร ผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ได้รับการรับรองในกรุงโตเกียว และเป็นชาวญี่ปุ่นเชื้อสายอาร์เจนตินารุ่นที่สอง ซึ่งใช้เวลาว่างเดินทางไปจัดคลาสส่งเสริมสุขภาพเป็นภาษาสเปนให้กับชุมชน

ในการอบรมที่เมืองอิเซซากิเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มีผู้เข้าร่วมจากอเมริกาใต้จำนวน 17 คน โดยเนื้อหาครอบคลุมการป้องกันการหกล้ม และการออกกำลังกายเพื่อลดภาวะเปราะบางของร่างกาย ผู้เข้าร่วมใช้ทั้งภาษาญี่ปุ่นและสเปนในการนับจังหวะการเคลื่อนไหว เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าร่วมกิจกรรมที่ใช้ภาษาญี่ปุ่นในอนาคต

เมกุมิ ยูคิ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยกุนมะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ชี้ว่า การรักษาความเชื่อมโยงระหว่างผู้สูงอายุกับชุมชนเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความจำเป็นในการพึ่งพาการดูแลระยะยาว พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการให้ความรู้แก่ชาวต่างชาติเกี่ยวกับระบบสวัสดิการ และการเตรียมความพร้อมด้านการออมเพื่อวัยเกษียณตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในระยะยาว ประเด็นผู้สูงอายุชาวต่างชาติไม่ได้เป็นเพียง “โจทย์ทางสังคม” แต่เป็นความท้าทายเชิงนโยบายที่สะท้อนถึงความสามารถของญี่ปุ่นในการปรับตัวสู่สังคมพหุวัฒนธรรมอย่างแท้จริง ท่ามกลางแรงกดดันจากโครงสร้างประชากรที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: Nikkei Asia

แชร์
ชาวต่างชาติสูงวัยล้นญี่ปุ่น เข้าถึงสวัสดิการยากติดกำแพงภาษา รัฐแบกภาระ