Logo site Amarintv 34HD
อมรินทร์ทีวีแจกใหญ่ส่งท้ายปี ดูทั้งวันแจกทุกวันLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สันติธาร-พิพัฒน์ แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย จะโตได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สันติธาร-พิพัฒน์ แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย จะโตได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน

24 พ.ย. 68
12:43 น.
แชร์

ปี 2025 นี้ เป็นหนึ่งปีที่โลกปั่นป่วนที่สุด จากการที่โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ขึ้นมาเป็นผู้นำสหรัฐฯ แล้วดำเนินนโยบายทางการค้าแบบคาดเดาไม่ได้ การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจที่เริ่มขยับมาหลายปี เห็นได้ชัดเจนขึ้นและเห็นผลกระทบมากขึ้นในปีนี้ จากการที่ทรัมป์ใช้อัตราภาษีนำเข้าเล่นงานประเทศที่เป็นทางผ่านสินค้าจีน ก่อนจะเปิดให้เจรจาเป็นการบีบให้แสดงออกว่าจะเลือกเป็นมิตรกับฝ่ายใด 

ขณะเดียวกัน ปีนี้ก็เป็นปีที่ความเปลี่ยนแปลงดำเนินไปอย่างรวดเร็วมากจากการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่มีการทุ่มลงทุนแข่งกันทั้งระดับบริษัทและระดับประเทศ 

ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจที่ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจต่อสู้กัน ส่งผลกระทบต่อไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม นอกจากอัตราภาษีนำเข้าที่สหรัฐฯเรียกเก็บจากสินค้าไทยที่ส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทยโดยตรงแล้ว การที่สินค้าจีนส่งไปขายสหรัฐฯยากก็เบี่ยงเส้นทางทะลักเข้ามาขายในประเทศไทยมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อทั่วทั้งห่วงโซ่ของสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ทั้งบริษัทวัสดุ-วัตถุดิบ ผู้ผลิต และผู้จำหน่าย 

ในโลกที่เปลี่ยน และจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้อย่างไร เมื่อเราเน้นพึ่งพาการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างเดิมไม่ได้ เพราะตลาดส่งออกไม่ได้เปิดกว้างเหมือนเดิม อีกทั้งตลาดในประเทศก็กลายเป็นตลาดให้สินค้าจีนไปแล้ว และขณะเดียวกัน ไทยก็ไม่ได้อยู่ในเกมการแข่งขันด้านการพัฒนาเทคโนโลยี 

จากโจทย์ยากที่ว่ามานี้ สองนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังของไทย ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษาด้าน Future Economy สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และ ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ได้ร่วมแก้โจทย์อย่างเข้มข้น บนเวทีสัมมนา ‘Thailand 2026: ปรับ เปลี่ยน ไปต่อ’ จัดโดยประชาชาติธุรกิจ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 

เศรษฐกิจไทยเจอช็อกแรงกว่าคาด 

แม้ว่ามีการคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้นปีแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะเผชิญความยากลำบากและเติบโตช้า แต่เมื่อผ่านมาจนถึงช่วงปลายปี นักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองเห็นตรงกันว่า มีหลหายเรื่องที่เหนือความคาดหมาย 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย บอกว่า เศรษฐกิจไทยในปีนี้มีทั้งเรื่องที่เป็นไปตามคาดและเรื่องที่เซอร์ไพรส์ เรื่องที่เป็นไปตามคาดคือ เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ เพราะมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างหลายเรื่องที่ทำให้เกิดความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทย และอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่โตประมาณ 2% อาจจะไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจอีกต่อไป 

ส่วนสิ่งที่ประหลาดใจ คือ ในปีนี้มี ‘ช็อก’ หลายเรื่องที่ใหญ่กว่าที่คาดไว้ และทำให้เศรษฐกิจไทยโตช้ากว่าที่คาด ทั้งการท่องเที่ยวที่แย่กว่าที่คาด สงครามการค้าที่รุนแรงมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรกโตดีกว่าที่คาด เพราะมีการเร่งส่งออกไปยังสหรัฐฯก่อนที่อัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้ แต่ครึ่งปีหลังโตช้า และคาดว่าทั้งปี เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียงประมาณ 1% เพราะการส่งออกในช่วงปลายปีจะชะลอลง 

ดร.พิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า การส่งออกที่เติบโตมากนั้น ดูเหมือนว่าสินค้าที่ส่งออกไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย เพราะอัตราการเติบโตของการผลิตและการส่งออกไม่สอดคล้องกัน อย่างในเดือนกันยายน การส่งออกเติบโต 19% ขณะที่การผลิตเติบโตเพียง 1% 

สำหรับปี 2569 ดร.พิพัฒน์บอกว่า ทุกสำนักมองตรงกันว่าเศรษฐกิจจะชะลอตัวต่อเนื่องไปจนถึงครึ่งปี 2569 เป็นอย่างน้อย เพราะยังมองไม่เห็นว่าภาคส่วนใดจะเป็นเครื่องยนต์การเติบโตของเศรษฐกิจในระยะสั้น แม้ว่าจะมีการพูดถึงความหวังเรื่องการลงทุน แต่ต้องใช้เวลากว่าที่การลงทุนจะกลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจได้ 

ดร.พิพัฒน์มองว่า ในแง่ความเร็วของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ภาคส่วนที่จะเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจได้เห็นผลเร็วที่สุดคือ ภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก แต่แนวโน้มของทั้งสองภาคส่วนนี้ก็ยังไม่สดใส 

ด้าน ดร.สันติธาร เสถียรไทย บอกว่า เซอร์ไพรส์กับ 3 เรื่อง คือ การเติบโตของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่โตเร็วกว่าคาด การท่องเที่ยวที่แย่กว่าที่คาด และภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงกว่าที่คาด 

สำหรับการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เร็วกว่าที่คาด ดร.สันติธารให้ข้อมูลว่า ในสหรัฐอเมริกามีการลงทุนที่เกี่ยวกับ AI มหาศาล ทั้งดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงาน และหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งเศรษฐกิจสหรัฐฯในปีนี้พึ่งพา AI สูงมาก โดย AI มีส่วนทำให้เศรษฐกิจสหรัฐโตขึ้น 1% ซึ่งส่งผลให้ไทยได้รับอานิสงส์ไปด้วย ในภาคส่วนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ และหน่วยความจำที่ใช้ในดาต้าเซ็นเตอร์  

“การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดขึ้นมหาศาลนั้นส่งผลอานิสงส์ต่ออิเล็กทรอนิกส์ทั้งซัพพลายเชนทั้งโลก ซึ่งไทยก็ได้อานิสงส์มากพอสมควร เรากำลังพึ่งพาธีม AI มหาศาล และธีมนี้มาเร็วกว่าที่เราคิดเยอะมาก”  

ในเรื่องการท่องเที่ยว ดร.สันติธารเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวตั้งแต่ต้นปี แต่เมื่อต้นปียังไม่แน่ใจว่าเป็นปัญหาชั่วคราวที่มีสาเหตุจากเรื่องความปลอดภัย หรือเป็นปัญหาเรื่องความสามารถในการแข่งขันของไทยด้วย ถึงวันนี้เห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่าไม่ได้เป็นเพราะปัจจัยระยะสั้นอย่างเดียว แต่เป็นเพราะความสามารถในการแข่งขันมาเกี่ยวข้องด้วย

ดร.สันติธารบอกว่า ปัญหาของภาคการท่องเที่ยว คือ ไทยติดอยู่ตรงกลาง ไม่ใช่ตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวที่จับจ่ายสูง ขณะเดียวกัน ตลาดท่องเที่ยวแบบราคาถูกก็โดนคู่แข่งรายสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียเบียดแย่งส่วนแบ่งตลาดไป ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องขยับขึ้นไปแย่งส่วนแบ่งตลาดส่วนบนหรือตลาดท่องเที่ยวแบบจับจ่ายสูงให้ได้

ดร.สันติธารกล่าวอีกว่า “เศรษฐกิจไทยโตกระจุก สโลวกระจาย” ส่วนที่โต คือ การส่งออกอิเล็กทรอนิกส์จากโรงงานของต่างชาติซึ่งมีสัดส่วนวัตถุดิบและชิ้นส่วนนำเข้า (import content) สูง ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวและร้านค้าที่สร้างงานสร้างรายได้ให้คนไทยนั้นไม่โต ดังนั้น ตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจ 3% ในครึ่งปีแรกจึงไม่ได้ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกได้ถึงการเติบโตนั้น เพราะฉะนั้น จะดูแค่ตัวเลขการเติบโตของจีดีพีไม่ได้ ต้องดูด้วยว่าการเติบโตนั้นกระจายอย่างไร 

สำหรับเรื่องเซอร์ไพรส์ที่สาม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ดร.สันติธารกล่าวว่า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงกว่าที่คาด ความรุนแรงทางนโยบายและความไม่แน่นอนทางการเมืองสูงกว่าที่คาด เดาทิศทางนโยบายไม่ได้ นโยบายเปลี่ยนกลับไปกลับมา พลิกได้ตลอดเวลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง และในท้ายที่สุด การลงทุนทั่วโลกจะชะลอตัวลง 

เทรนด์โลก ‘4 D’ ที่ไทยไม่มีทางเลี่ยง 

จากคำถามที่ว่า เมื่อมองไปที่อนาคตระยะ 2-4 ปี มีเทรนด์อะไรที่จะเกิดขึ้นและกระทบไทยแน่ๆ ดร.พิพัฒน์ กล่าวถึง geoeconomics (ภูมิเศรษฐศาสตร์) เป็นอันดับแรก โดยอธิบายว่า geoeconomics คือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจ ได้แก่ การค้า การลงทุน การเงิน การผลิตในห่วงโซ่อุปทาน เทคโนโลยี เพื่อบรรลุเป้าหมายทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ถูกใช้มากขึ้นเรื่อย ๆ และส่งผลกระทบต่อไทยด้วย 

“ในรอบนี้สหรัฐฯใช้ทุกเครื่องมือและใช้หนักขึ้นเรื่อย ๆ ผลกระทบ คือ โลกที่เคยเป็นโลกาภิวัตน์ (globalization) ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายประเทศในอาเซียนได้รับประโยชน์ กำลังจะกลับไปเป็นโลกที่แยกออกจากกันมากขึ้น บังคับให้ไทยซึ่งเป็นผู้เล่นคนหนึ่งในโลกต้องคิดหนักขึ้นว่าจะเดินหน้าไปต่ออย่างไร เพราะวันนี้ไม่ชัดเจนว่ากฎกติกาของโลกคืออะไร จะเป็นมิตรกับประเทศใดได้บ้าง การวางตัวยากขึ้น” 

นอกจากนั้น ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า กระบวนการที่ไทยเคยได้รับประโยชน์จากการลงทุนคือ การพัฒนาเรื่องของเทคโนโลยีก็เปลี่ยนไปด้วย เพราะการลงทุนกำลังย้อนกลับไปที่ประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากการลงทุนใหม่ ๆ เป็นการลงทุนแบบ capital intensive ที่ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีอย่างเข้มข้น และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแรงงานค่าแรงถูกเหมือนยุคก่อนหน้านี้ ยกตัวอย่างเช่น การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับพัฒนา AI

“คำถามคือ ประเทศไทย ในฐานะที่เราไม่สามารถแข่งตรงนั้นได้ เราไม่มีทางสร้างโมเดลหรือฮาร์ดแวร์สู้เขาได้ แล้วเรานำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาใช้ทันหรือไม่ ถ้าไปดูรายงานการสำรวจต่าง ๆ จะพบว่า ในแง่การนำเทคโนโลยีมาใช้ ประเทศกำลังพัฒนาก็ตามประเทศพัฒนาแล้วไม่ทัน” ดร.พิพัฒน์ชวนคิด 

ดร.พิพัฒน์บอกว่า ในปัจจุบันและอนาคตระยะใกล้ ๆ นี้มีการเปลี่ยนแปลงในกระแสโลกเกิดขึ้นหลายเรื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อไทยด้วย เรียกว่า ‘4 D’ ได้แก่ 

  • Demographic (ประชากรศาสตร์): โลกสมัยก่อน เศรษฐกิจโตจากแรงหนุนของจำนวนประชากร โดยที่เศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาโตเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้ว เพราะจำนวนประชากรโตเร็วกว่า แต่วันนี้ ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุ ส่งผลให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้รับการสนับสนุนจากจำนวนประชากรอีกต่อไป 
  • Deglobalization (การทวนกระแสโลกาภิวัตน์): ประเทศกำลังพัฒนาจะไม่ได้ประโยชน์ที่เคยได้ในยุคโลกาภิวัตน์ เช่น การที่บริษัทจากประเทศพัฒนาแล้วมาตั้งฐานการผลิตในประเทศกำลังพัฒนา
  • Digital Technology (เทคโนโลยีดิจิทัล): เทคโนโลยีดิจทัลพลิกรูปแบบในการลงทุนและความได้เปรียบต่าง ๆ 
  • Decarbonization (การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน): ทำให้เกิดกระแสพลังงานสะอาด และต้นทุนการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น 

“ทั้ง 4D บังคับให้เราต้องเปลี่ยนตัวเอง โลกกำลังจะบอกเราว่า โมเดลทางธุรกิจและเศรษฐกิจที่เราเคย enjoy มาตลอด 40-50 ปีที่ผ่านมามันอาจจะไม่เวิร์กเหมือนเดิมแล้ว” ดร.พิพัฒน์

โตแบบเดิมไม่ได้ ต้องใช้โมเดลใหม่ 

ดร.สันติธารกล่าวต่อว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ต้องเปลี่ยนโมเดลการเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ จากเดิมไทยใช้โมเดล ‘เสือสี่ตัวของเอเชีย’ ซึ่งเติบโตขึ้นมาจากอุตสาหกรรมการผลิต แต่นั่นเป็นโมเดลที่ใช้ไม่ได้ผลแล้วในปัจจุบัน 

ดร.สันติธารเล่าลงรายละเอียดว่า อาจารย์หลายคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้กล่าวอย่างทำใจยอมรับว่า โมเดลแบบเดิมใช้ไม่ได้แล้วจริง ๆ ต้องยอมปิดประตูนี้ เพราะตลาดอเมริกาซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในโลก –คิดเป็นผู้นำเข้าประมาณ 15%-20% ของการนำเข้าสินค้าทั้งโลก– ตั้งกำแพงสูงขึ้น ขณะที่อีกด้านหนึ่ง จีนมีกำลังการผลิตล้น เพราะฉะนั้น ประเทศเล็ก ๆ ที่กำลังพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตจะเจอบีบสองด้าน ด้านหนึ่งตลาดเล็กลง และอีกด้านหนึ่งคู่แข่งเก่งขึ้นมหาศาล จึงยากที่จะโตได้ แม้ว่าอาจจะเจออุตสาหกรรมการผลิตใหม่ ๆ แต่การที่จะกลับไปโต 4% ก็ยังเป็นเรื่องที่ยากมาก

“การเติบโตแบบนั้นมันผ่านไปแล้ว” ดร.สันติธารสรุป 

เมื่อไม่สามารถเติบโตได้ด้วยโมเดลเดิม คำถามต่อมา คือ มีหนทางไหนที่จะเติบโตได้หรือไม่ ? คำตอบคือ ยังพอมี 

ดร.สันติธารบอกว่า วิธีที่จะโตได้ คือ อาจจะโตช้าลง แต่ต้องทำให้เป็นการเติบโตที่มีคุณภาพดีขึ้น เป็นการเติบโตที่กระจายตัวมากขึ้น ต้องมองไปที่การเจริญโดยใช้ภาคบริการ หรือเซอร์วิสเซกเตอร์เป็นตัวนำมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยว ค้าปลีก เฮลท์แคร์ เพราะเซอร์วิสเซกเตอร์มีการจ้างงานจำนวนมาก 

ดร.สันติธารบอกลงรายละเอียดว่า ปัญหาเดิมของภาคบริการ คือ มีผลิตภาพ (productivity) ไม่สูง แต่ปัญหานี้กำลังเปลี่ยน โดยมีดิจิทัลและ AI เป็นตัวช่วย เช่น คุณหมอทำงานเก่งขึ้น การขายของไม่ต้องขายในร้านอย่างเดียว สามารถขายออนไลน์ได้และขายข้ามประเทศได้ ทำให้ productivity เพิ่มขึ้นมหาศาล 

“คำตอบใหม่ ไม่ใช่ให้ทิ้งอุตสาหกรรมการผลิต แต่จะให้มันเป็นตัวแบกอย่างเดิมไม่ได้แล้ว ต้องทำให้สมาร์ทเซอร์วิสเกิดขึ้น ต้องทำให้คนในภาคบริการใช้เทคโนโลยีเป็น ต้องดึงให้เขาเข้าสู่แพลตฟอร์ม ต้องอัปสกิล-รีสกิลให้เขามีความรู้เท่าทันเทคโนโลยีและ AI ซึ่งสำคัญมาก เพราะมันจะทำให้เกิดอุตสาหกรรมการบริการที่สมาร์ท เศรษฐกิจไทยอาจอาจจะโต 4% ไม่ได้ แต่ถ้าโต 3% อย่างมีคุณภาพ มีการกระจายรายได้ คนได้งานดี ๆ คนได้พัฒนาทักษะ อาจจะเป็นโมเดลเศรษฐกิจที่เป็นไปได้จริงและอาจจะดีกว่าเดิม เพราะมันไม่กระจุกตัวมาก นี่คือภาพที่เราต้องยอมรับว่าประตูเก่าปิดไปแล้ว แต่เราช่วยกันเปิดประตูใหม่ได้ไหม”

จะเปิดประตูบานใหม่ ต้องสร้าง 4 เสารองรับ 

เมื่อทางรอดคือการเปิดประตูบานใหม่ คำถามต่อมาคือ จะเปิดประตูบานใหม่อย่างไร ? 

ดร.สันติธารแนะว่า การจะเปิดประตูบานใหม่ ต้องเริ่มสร้าง 4 เสาใหม่ หรือ ‘4 New’ เป็นโครงสร้างรองรับ เพื่อให้ไทยมีความพร้อมที่จะคว้าโอกาสจาก ‘โลกาภิวัตน์ใหม่’ ซึ่ง 4 New นั้นประกอบด้วย 

  • New Economy (เศรษฐกิจใหม่): ต้องหา S-Curve ใหม่สำหรับประเทศไทยให้ได้ ดร.สันติธารมองไปที่การลงทุนในด้าน AI เศรษฐกิจสีเขียว เศรษฐกิจด้านการดูแลสุขภาพให้สุขภาพดียืนยาว (Longevity Economy) โดยที่ประเทศไทยต้องมีส่วนร่วมในห่วงโซ่คุณค่า (value chain) ของเศรษฐกิจใหม่ ๆ เหล่านี้จริง ๆ และต้องใช้ประโยชน์จากมัน โดยนำอุตสาหกรรมใหม่ ๆ มาพัฒนาอุตสาหกรรมเก่า เช่นนำ AI มาใช้พัฒนาการแพทย์ ลดภาระงานของแพทย์และพยาบาล หรือนำมาพัฒนาคุณภาพครู ให้การศึกษาของไทยดีขึ้น 
  • New Good Jobs (การสร้างงานดี ๆ): เมื่อมีอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนหรือเกิดขึ้น ต้องไม่วัดแค่มูลค่าผลิตภัณฑ์หรือจีดีพี แต่ต้องวัดว่าอุตสาหกรรมนั้นสร้างงานดี ๆ กี่งาน ทั้งนี้ ‘งานดี ๆ’ หมายถึง งานที่มั่นคง มีอนาคต และคนทำงานได้เรียนรู้ ซึ่งการจะสร้างงานดี ๆ ได้ ต้องมีแม่เหล็กดึงดูดคนเก่ง ๆ จากทั่วโลกเข้ามา ต้องมีจรวดเพื่อส่งเสริมดาวเด่นของไทยให้ไปถึงระดับโลก และต้องมีสปริงบอร์ด คือ ต้องรีสกิลเพื่อยกระดับความสามารถคนไทย
  • New Markets (ตลาดใหม่): เมื่อตลาดเดิมเล็กลง ต้องหาตลาดใหม่ อาจจะขายสินค้าธรรมดาแบบดั้งเดิม อย่างเช่น ขายน้ำผลไม้ แต่ถ้าส่งไปเจาะตลาดจีนสำเร็จก็จะมียอดขายเพิ่มขึ้นมหาศาล เพราะฉะนั้น การหาตลาดใหม่จึงสำคัญ ดร.สันติธารแสดงความเห็นว่า ประเทศในกลุ่มอาเซียนสามารถตลาดให้กันและกันได้ โดยเป็นตลาดที่มีมูลค่าการค้ารวม 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โตประมาณ 4%-5% ต่อปี ซึ่งปัจจุบัน การค้าขายภายในอาเซียนอยู่ที่ประมาณ 24% ของการค้ารวม ยังมีพื้นที่ให้เพิ่มการค้าภายในกลุ่มอีกมาก เมื่อพิจารณาเทียบกับการค้าของสหภาพยุโรป (EU) ที่ค้าขายภายในกลุ่มสูงถึงประมาณ 60% ของการค้ารวม 
  • New Safety Nets (ตาข่ายรองรับใหม่): มีหลายอย่างที่ไม่พึงประสงค์ทะลักเข้ามา ทั้งทุนเทา และสินค้าราคาถูก ดังนั้น ไทยจำเป็นต้องมีตาข่ายรองรับเพื่อป้องกันไม่ให้ภัยต่าง ๆ เข้ามารุกรานทำลายธุรกิจไทย ในขณะเดียวกัน ต้องมีตาข่ายรองรับคนที่ปรับตัวไม่ทัน โดยเฉพาะคนทำงาน เพราะ 50% ของแรงงานไทยยังอยู่นอกระบบ ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม ถ้าพลาดหรือล้มจะไม่มีตาข่ายรองรับ ดร.สันติธารมองว่า การที่คนจำนวนมากอยู่นอกระบบประกันสังคมเป็นเหตุผลที่ทำให้หนี้ครัวเรือนของไทยสูง เพราะเมื่อตกงานหรือเจ็บป่วย พวกเขาจำเป็นต้องกู้เงิน ดังนั้น ไทยจึงต้องมีตาขายรองรับทางสังคม

“พอมี 4 เสานี้จะทำให้เราพร้อมที่จะเปิดประตูบานใหม่ได้ แม้ไม่ง่าย แต่โอกาสมีอยู่” ดร.สันติธารสรุป 

รู้ปัญหา รู้ทางแก้ ยากที่สุดคือดำเนินการให้สำเร็จ 

ในมุมมองของ ดร.พิพัฒน์ ทางออกของปัญหานั้นมีคำตอบที่ชัดเจนมากแล้วว่าต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไร อย่างไร แต่การดำเนินการ (execution) เพื่อไปให้ถึงจุดที่เป็นคำตอบนั้น ยังเป็นประเด็นที่ท้าทาย 

ดร.พิพัฒน์ชี้ให้เห็นโจทย์ของเศรษฐกิจไทยว่า เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ ซึ่งชัดเจนมากว่าเป็นปัญหาโครงสร้าง และจากการสร้างแบบจำลองเพื่อหา contribution to growth (การมีส่วนสนับสนุนต่อการเติบโตของปัจจัยต่าง ๆ) พบว่า การสนับสนุนการเติบโตจากแรงงานน้อยลง เนื่องจากแรงงานลดลง ซึ่งลดลงทั้งในแง่จำนวนและคุณภาพ 

ดร.พิพัฒน์แก้โจทย์ออกมาเป็น 3 คำตอบ คือ หนึ่ง-ต้องหาแรงงานมีทักษะมาทดแทนแรงงานที่ลดลง โดยอาจต้องแก้ที่นโนยบายการรับคนต่างชาติ (immigration policy) เปิดให้แรงงานมีทักษะเข้ามาง่ายขึ้น ให้แรงงานมีทักษะเข้ามามากขึ้น สอง-การลงทุนจากต่างประเทศ ต้องเลือกการลงทุนที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศด้วย ต้องเป็นการลงทุนที่มีส่วนร่วมกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศและสร้างงานดี ๆ ในประเทศ และสาม-ไทยต้องมี productivity growth (การเติบโตของผลิตภาพ) เพราะถ้าไม่มีการเติบโตของผลิตภาพ ค่าจ้างที่แท้จริง (real wage - อำนาจการซื้อจากค่าจ้างนั้น) ก็จะไม่เพิ่มขึ้น ซึ่งการจะทำให้ productivity ของแรงงานดีขึ้นได้นั้น ต้องมีการลงทุน การใช้เทคโนโลยี และการอัปสกิล/รีสกิล 

“คำตอบชัดเจนมาก คือ ต้องเพิ่มคุณภาพแรงงาน ต้องดึงดูดการลงทุนให้ถูกเซกเตอร์ อาจจะต้องเป็นเซกเตอร์ที่เราคิดว่าเป็น S-Curve ใหม่ เรารู้แล้วว่าคำตอบคืออะไร แต่เราขาดหนทางที่จะไปให้ถึง” ดร.พิพัฒน์กล่าว 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า “สิ่งที่เป็นข้อดี คือ ตอนนี้ทุกคนยอมรับแล้วว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหา พอยอมรับแล้วทุกคนจะเริ่มคิดว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ซึ่งผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี” 

นอกจากนั้น ดร.พิพัฒน์แนะว่า ในสถานการณ์ความท้าทายจากนอกประเทศ-ในโลกที่เปลี่ยนแปลง ไทยต้อง position หรือจัดวางตำแหน่งของตนเองว่าต้องการจะปรับเปลี่ยนหรือกำหนดจุดยึดทางยุทธศาสตร์และนโยบายอย่างไร จะฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่อย่างไร ต้องรีสกิลคนอย่างไรให้พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ

สิ่งที่อยากได้ยินในนโยบายเลือกตั้ง 

เนื่องจากประเทศไทยกำลังจะมีการเลือกตั้งในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ จึงมีคำถามว่านักเศรษฐศาสตร์ทั้งสองคนหวังอยากเห็นอยากได้ยินนโยบายอะไรในการหาเสียงเลือกตั้ง 

ดร.สันติธาร กล่าวว่า “การหาโพสิชันให้เมืองไทย” สำคัญมากในอนาคตที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว 

“ความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดของประเทศ ขององค์กร หรือตัวบุคคล คือ ไม่ใช่ว่าเราไม่เก่งในสิ่งที่เราทำ แต่เราเล่นผิดเกม เมื่อโลกมันเปลี่ยน มีอุตสาหกรรมใหม่ มีผู้เล่นใหม่ สถานการณ์เปลี่ยนไป ถ้าเราว่ายน้ำแบบเดิมจะกลายเป็นว่ายทวนกระแส แต่ถ้าเราปรับตัวไปกับสถานการณ์ ใช้กระแสน้ำเป็นแรงส่ง เราจะไปได้เร็ว และสามารถไล่ทันได้เช่นกัน 

“แล้วจะทำอย่างไรให้เราเล่นไม่ผิดเกม เราต้องช่วยกันดูว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แล้วถามว่าประเทศไทยหรือองค์กรของเราอยากเป็นใครใน 3 หรือ 5 ปีข้างหน้า”  

ดร.สันติธารกล่าวว่า รัฐบาลหน้าต้องตอบคำถามให้ได้ว่าหลังจากจบวาระ 4 ปีของรัฐบาล ประเทศไทยจะอยู่ที่ไหน จะเป็นใครในโลก และอยากให้ทุกคนช่วยกันมอง เพราะในการดำเนินการนั้น ไม่ใช่แค่ภาครัฐที่ต้องดำเนินการ แต่ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคการศึกษาก็ต้องดำเนินการด้วย 

“ปัญหาสำคัญคือ ความเป็นไซโล ต่างคนต่างทำ แต่ถ้าเรามามองร่วมกันว่าประเทศไทยอยากหน้าตาประมาณนี้ใน 3-4 ปีข้างหน้า จะช่วยให้เกิดการประสานการดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผลมากขึ้น” ดร.สันติธารกล่าวอย่างมีความหวัง  

ฝั่ง ดร.พิพัฒน์ กล่าวว่า การเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะเป็นวาระที่พรรคการเมืองจะมานำเสนอทางออกของประเทศ ในการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว พรรคการเมืองคุยกันเรื่องรายละเอียด อย่าง เบี้ยคนชราควรจะจ่ายเดือนละกี่บาท แต่ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ควรดีเบตกันในเรื่องที่เป็นแก่นสาร เรื่องนโยบาย และเรื่องมาตรการแก้ปัญหามากขึ้น เพราะประเทศไทยมีปัญหาและเผชิญโจทย์ที่ยากขึ้น ทุกคนจึงอยากรู้ว่าแต่ละพรรคการเมืองจะมีแนวทางแก้ปัญหาอย่างไร

“เราอยากเห็น-อยากได้ยินเหมือนการเมืองต่างประเทศที่ถกกันที่ตัวนโยบายว่าแต่ละพรรคนำเสนอนโยบายอะไร ต้นทุนของแต่ละนโยบายเป็นเท่าไหร่ คุณจะบริหารเงินสำหรับนโยบายเหล่านั้นอย่างไร แล้วมันจะเป็นการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินชะตาชีวิตของตัวเองจากเรื่องนโยบาย ไม่ใช่แค่ว่ารัฐบาลจะแจกเงินในรูปแบบไหน” ดร.พิพัฒน์บอกความคาดหวัง และบอกว่า “ต้องมีความหวังครับ”

วาดภาพประเทศไทยที่อยากเห็น 

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความหวังอะไรเหลืออยู่ไหม ?

ดร.สันติธารกล่าวว่า สิ่งที่ค้นพบจากการคุยกับคนจำนวนมากคือ ถ้าถามว่า “ตอนนี้สถานการณ์เป็นยังไง” จะเป็นคำถามที่ฟังแล้วหดหู่ ค่อนข้างหมดหวัง แต่ถ้าเปลี่ยนไปเป็นคำถามว่า “เราอยากเป็นใครในอนาคต เราอยากไปที่ไหนในอนาคต” จะเป็นคำถามที่สร้างความหวัง ทำให้รู้สึกว่าอะไรก็เป็นไปได้ 

“ผมอยากให้คนตั้งคำถามนี้กันเยอะ ๆ อยากให้รัฐบาลทำให้คนตั้งคำถามนี้ แล้วมองดูว่าเราจะไปถึงไหน จะทำอย่างไรจึงจะมีความหวัง ผมอยากให้ช่วยกันคิดหลาย ๆ คนว่าอยากให้ประเทศไทยเป็นแบบไหน ผมไม่อยากคิดคนเดียว” ดร.สันติธารกล่าว 

สำหรับภาพประเทศไทยที่ ดร.สันติธารอยากเห็นคือ ประเทศไทยที่เป็นศูนย์กลางของโลกในหลายด้านที่ไทยมีศักยภาพ ซึ่งด้านที่ ดร.สันติธารกล่าวอย่างมั่นใจว่าไทยเป็นได้แน่ ๆ คือ ศูนย์กลางด้านสุขภาวะและด้านการดูแลสุขภาพ โดยมีการใช้สมาร์ทเทคโนโลยี และมีการเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์

“ผมว่าทั้งหมดนี้เป็นพื้นที่ที่ประเทศไทยน่าจะจับจองมาก เพราะว่าต่อให้เราขายให้โลกไม่ได้ ในประเทศเราก็ต้องใช้ เพราะเราเป็นสังคมสูงวัย”  

ด้าน ดร.พิพัฒน์บอกว่า อยากเห็นประเทศไทยเป็น ‘เศรษฐกิจแห่งโอกาส’ อยากเห็นโอกาสที่คนจะเลื่อนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจได้เรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเศรษฐกิจไม่โต โอกาสที่คนเลื่อนชั้นทางทางสังคมก็ยาก 

“หลายคนบอกว่า ทุกวันนี้ที่คนต้องซื้อหวย เพราะนั่นคือโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจอันเดียวที่เขามี ซึ่งนั่นไม่น่าจะใช่สังคมที่เราอยากเห็น ผมคิดว่าเราต้องทำให้เศรษฐกิจไทยโตตามศักยภาพ และทำให้โอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมดีขึ้นสำหรับคนทุกคน ส่วนจะทำอย่างไรนั้น คำตอบสุดท้ายอาจขึ้นอยู่ที่เอกชน เพราะว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโตได้เพราะเอกชนเก่ง ผมอยากเห็น ‘โอกาส’ ถูกทำให้สมบูรณ์ และถูกหยิบยื่นให้ผู้ประกอบการ หยิบยื่นให้นักลงทุน หยิบยื่นให้คนที่ต้องการโอกาสเหล่านั้น แต่คำถามคือ จะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร เป็นสิ่งที่เราต้องร่วมกันหาคำตอบ” ดร.พิพัฒน์ฉายภาพประเทศไทยในแบบที่อยากเห็น 

แชร์
สันติธาร-พิพัฒน์ แก้โจทย์เศรษฐกิจไทย จะโตได้อย่างไร เมื่อโลกเปลี่ยน