
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดร้านอาหารในไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังซื้อที่ชะลอตัว ต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับสูงขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงจากแบรนด์ใหม่ที่ทยอยเข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางสมรภูมิที่ดุเดือดนี้ ผู้ประกอบการบางรายอาจมองว่าเป็นวิกฤตของการแข่งขัน แต่สำหรับบางราย ความไม่แน่นอนกลับกลายเป็นโอกาสในการขยายธุรกิจและสร้างการเติบโตระยะใหม่
หนึ่งในบริษัทที่ยังเดินหน้าขยายพอร์ตแบรนด์อย่างต่อเนื่องคือ MEATION GROUP ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 8 แบรนด์ รวมกว่า 53 สาขาในประเทศไทย ภายในสิ้นปี 2569
สิ่งที่น่าสนใจคือ เส้นทางของ MEATION GROUP ไม่ได้เริ่มต้นจากการเป็นยักษ์ใหญ่ในธุรกิจอาหาร หากแต่เริ่มจากแบรนด์ชานม ATM Tea Bar ก่อนจะค่อย ๆ พัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญของตลาดแฟรนไชส์อาหารเอเชียในไทย
แล้ว MEATION GROUP ทำได้อย่างไร?
ทีม SPOTLIGHT มีโอกาสพูดคุยแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ ธนวัฒน์ ทองเจริญเกียรติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีทชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด ถึงแนวคิดเบื้องหลังการขยายธุรกิจ กลยุทธ์การสร้างพอร์ตแบรนด์ และบทเรียนจากการเติบโตในตลาดร้านอาหารที่แข่งขันสูง
คุณธนวัฒน์เล่าว่า MEATION GROUP เริ่มต้นขึ้นในปี 2018 จากธุรกิจเครื่องดื่ม ภายใต้แบรนด์ ATM Tea Bar ร้านชานมขนาดเล็กใจกลางสยามสแควร์ ในช่วงที่ตลาดชานมยังมีผู้เล่นรายใหญ่เพียง 2-3 แบรนด์
ในช่วงเริ่มต้น ธุรกิจต้องผ่านการลองผิดลองถูกไม่น้อย แต่บทเรียนสำคัญที่ได้จากการทำร้านชานมคือ เมื่อธุรกิจเริ่มขยายสาขา เจ้าของไม่สามารถลงไปดูแลหน้าร้านและทำทุกอย่างด้วยตัวเองได้อีกต่อไป สิ่งที่จะทำให้ทุกสาขารักษารสชาติ คุณภาพสินค้า และมาตรฐานการบริการให้เหมือนกันได้ คือ “ระบบ”
บทเรียนดังกล่าวกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ ATM Tea Bar สามารถขยายสาขาได้ถึง 8 สาขาในปี 2020 ขณะเดียวกันยังคงรักษาคุณภาพของสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง
ต่อมาในช่วงโควิด ต้องยอมรับว่าตลาดชานมเริ่มเข้าสู่การแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น ทั้งจากแบรนด์ไทยและแบรนด์ต่างชาติ MEATION GROUP จึงเริ่มมองหาโอกาสใหม่ในการเติบโต และพบว่าธุรกิจ “ร้านอาหาร” เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีศักยภาพ ก่อนจะสามารถคว้าสิทธิ์แฟรนไชส์ร้านดังจากเกาหลีและญี่ปุ่นได้สำเร็จ
สิ่งที่น่าสนใจของ MEATION GROUP คือ โมเดลธุรกิจไม่ได้มุ่งเน้นเพียงการเปิดร้านให้ได้จำนวนสาขามากที่สุด แต่ให้ความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อให้ได้รับสิทธิ์ Master Franchise ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการต่อยอดแบรนด์ต่างประเทศเข้าสู่ตลาดไทยอย่างเป็นระบบ
ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา MEATION GROUP ค่อยๆ สะสมพอร์ตแบรนด์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
หากมองในเชิงกลยุทธ์ นี่ไม่ใช่การขยายร้านอาหารธรรมดา แต่คือการสะสม "สินทรัพย์ทางธุรกิจ" ที่สามารถสร้างรายได้ระยะยาวผ่านการขยายสาขาและการพัฒนาแบรนด์ในประเทศ
เมื่อทีม SPOTLIGHT ถามว่า ทำไม MEATION GROUP ถึงเลือกโตผ่านโมเดลการซื้อแฟรนไชส์ แทนที่จะสร้างเครือร้านอาหารของตัวเองตั้งแต่ต้น คุณธนวัฒน์อธิบายว่า แบรนด์ดังจากต่างประเทศเหล่านี้มีความพร้อมอยู่แล้วในหลายด้าน ทั้งสูตรอาหาร วิธีการฝึกอบรมพนักงาน การเลือกใช้วัตถุดิบ รวมถึงระบบบริหารจัดการร้าน
ที่สำคัญ แบรนด์เหล่านี้ยังมีชื่อเสียงและฐานลูกค้าที่แข็งแรงในประเทศต้นทางอยู่แล้ว ทำให้ MEATION GROUP ไม่จำเป็นต้องเริ่มทุกอย่างจากศูนย์ แต่สามารถนำสูตรสำเร็จของแบรนด์เหล่านั้นมาต่อยอด ปรับให้เข้ากับตลาดไทย และทำให้รสชาติ บริการ และประสบการณ์หน้าร้านตอบโจทย์ผู้บริโภคไทยมากขึ้น
การเลือกแบรนด์ของ MEATION GROUP ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัย ได้แก่
หลายคนอาจมองว่า การเติบโตของธุรกิจร้านอาหารขึ้นอยู่กับการเปิดสาขาให้ได้มากที่สุด แต่กรณีของ MEATION GROUP สะท้อนให้เห็นอีกมุมหนึ่งว่า “การเลือกแบรนด์ให้ถูก” อาจสำคัญไม่แพ้ “จำนวนสาขา” เพราะแบรนด์ที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นสามารถช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มโอกาสในการทำตลาด และทำให้การขยายธุรกิจมีทิศทางชัดเจนมากขึ้น
ดังนั้น หากสังเกตพอร์ตของ MEATION GROUP จะพบว่าแต่ละแบรนด์มีตำแหน่งทางการตลาดชัดเจน ได้แก่
ความชัดเจนในการเลือกแบรนด์และวางตำแหน่งทางการตลาด ทำให้ MEATION GROUP สามารถครอบคลุมผู้บริโภคได้หลายกลุ่ม โดยไม่ต้องพึ่งพาแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งมากเกินไป
ปัจจุบันพอร์ตธุรกิจของ MEATION GROUP แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
จากพอร์ตแบรนด์ที่หลากหลายดังกล่าว ทำให้รายได้ของ MEATION GROUP เติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 550 ล้านบาทในปี 2023 เพิ่มขึ้นเป็น 898 ล้านบาทในปี 2024 และ 990 ล้านบาทในปี 2025 ขณะที่เป้าหมายรายได้ในปี 2026 อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ทั้งจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายพื้นที่ คุณธนวัฒน์มองว่า ธุรกิจร้านอาหารยังมีโอกาสเติบโตได้ เพราะอาหารยังเป็นหนึ่งในปัจจัยพื้นฐานที่ผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้จ่าย เพียงแต่การตัดสินใจอาจรอบคอบมากขึ้น
“อาหารยังเป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ผู้บริโภคยังต้องกิน เพียงแต่คิดมากขึ้นก่อนใช้จ่าย แต่ถ้าร้านให้คุณภาพอาหารที่ดี ประสบการณ์ที่ดี และความคุ้มค่า ก็จะทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจใช้จ่ายได้ไม่ยาก” คุณธนวัฒน์กล่าว