
แม้ธุรกิจค้าปลีกเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ใกล้ตัวผู้บริโภคมาก ๆ และสามารถขายของได้เรื่อย ๆ เพราะสินค้าที่ขายส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผู้คนจำเป็นต้องใช้ในชีวิตประจำวัน แต่สภาพความเป็นจริงในอีกด้านหนึ่ง ธุรกิจค้าปลีกไทยก็กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งการแข่งขันที่สูง กำลังซื้อที่ยังอ่อนแอ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ล่าสุด ในวันที่ 2 มกราคม 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เผยสถานการณ์ภาพรวมของ ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ ว่า กำลังยืนบนจุดหัวเลี้ยวหัวต่อ ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง พร้อมแนะผู้ประกอบการให้เร่งปรับตัวในเชิงโครงสร้างของธุรกิจ ใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเชื่อมทุกช่องทางการขายแบบออฟไลน์และออนไลน์ รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ เพื่อสร้างความอยู่รอดและการเติบโตอย่างยั่งยืน
พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าวิเคราะห์ภาพรวม ‘ธุรกิจค้าปลีกไทย’ พบว่า ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านจุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความเปราะบาง ส่งผลให้การเติบโตชะลอตัว การแข่งขันสูง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องบริหารต้นทุนอย่างรัดกุม ขณะเดียวกันยังมีโอกาสจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวและการปรับตัวเชิงดิจิทัล หากสามารถตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
“ธุรกิจค้าปลีกไทยกำลังยืนอยู่บนช่วง ‘หัวเลี้ยวหัวต่อ’ ที่รอการพิสูจน์ความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับการขยายจำนวนสาขาเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวเชิงโครงสร้าง การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น ระบบวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การพัฒนา Omnichannel อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพการแข่งขันของค้าปลีกไทยในอนาคต” อธิบดีพูนพงษ์กล่าว
อธิบดีพูนพงษ์กล่าวต่อว่า จากการวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกพบว่า รายได้ครัวเรือนที่ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะกลุ่มรายได้ต่ำถึงปานกลาง ประกอบกับภาระหนี้สินและค่าครองชีพที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าอย่างระมัดระวัง เน้นสินค้าจำเป็นและความคุ้มค่า (Value for Money) ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยพยุงยอดขายค้าปลีกในบางหมวด เช่น อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าไลฟ์สไตล์ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลัก
ในเชิงโครงสร้างธุรกิจค้าปลีก อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าบอกว่า หน้าร้านยังคงมีบทบาทสำคัญโดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนและต่างจังหวัด ขณะเดียวกัน ร้านค้าปลีกออนไลน์ก็เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะเลือกซื้อสินค้าได้อย่างสะดวกสบาย และลูกค้าสามารถเปรียบเทียบราคาที่ได้ อย่างไรก็ตาม ร้านค้าปลีกออนไลน์ยังไม่สามารถทดแทนร้านค้าหน้าร้านได้อย่างสมบูรณ์
ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวมาใช้การตลาดแบบ Omnichannel หรือการผสมผสานช่องทางการขายระหว่างออฟไลน์กับออนไลน์ จนเกิดมาตรฐานใหม่ที่ผู้ประกอบการในยุคนี้ต้องเร่งพัฒนา เช่น เพิ่มช่องทางการสั่งซื้อออนไลน์ หรือการสั่งผ่านออนไลน์และมารับสินค้าที่หน้าร้าน หรือการจัดส่งแบบเร่งด่วนในพื้นที่
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดเผยข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจค้าปลีก 14,902 ราย ทุนจดทะเบียน 136,794 ล้านบาท โดยกว่า 94% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก แบ่งเป็น
ทั้งนี้ การจัดตั้งใหม่ช่วง 5 ปีย้อนหลัง (2563-2567) มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 32.52% จาก 1,390 รายในปี 2563 เป็น 1,842 ราย ในปี 2567
ด้านการจดเลิกกิจการเพิ่มขึ้นจาก 298 ราย ในปี 2563 เป็น 332 ราย ในปี 2568 (มกราคม-พฤศจิกายน) คิดเป็นเพิ่มขึ้น 11.41% สะท้อนแรงกดดันจากการแข่งขันและต้นทุนที่สูงขึ้น
ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจค้าปลีก มีเงินลงทุน 11,571 ล้านบาท ประเทศที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกคือ ญี่ปุ่น 21.14% ทุน 2,446 ล้านบาท จีน 18.98% ทุน 2,196 ล้านบาท และสิงคโปร์ 16.70% ทุน 1,932 ล้านบาท
ด้านผลประกอบการ พบว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2565-2567) รายได้และกำไรของธุรกิจค้าปลีกมีความผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ โดยในปี 2567 แม้รายได้รวมจะอยู่ที่ 1,306,002 ล้านบาท ลดลง 345,397 ล้านบาท คิดเป็น 20.92% เมื่อเทียบกับปี 2566 (1,651,399 ล้านบาท)
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจค้าปลีกยังสามารถทำกำไรสุทธิได้ที่ 47,893 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,082 ล้านบาท คิดเป็น 23.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 (38,811 ล้านบาท) สะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการควบคุมต้นทุนและปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้เหมาะสมกับสถานการณ์