
นับเป็นเวลา 6 ปีแล้วจากวันที่เจ้าชายแฮร์รี และเมแกนตัดสินใจถอยออกจากราชวงศ์ และหันไปใช้ชีวิตคู่ในสหรัฐฯ หลังมีประเด็นร้อนแรงมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในราชวงศ์
แต่อยู่ ๆ ก็มีข่าวออกมาว่า ทั้งคู่ได้เดินทางกลับมาสหราชอาณาจักรอีกครั้ง ซึ่งทำเอาประชาชนกลับมาให้ความสนใจอีกครั้ง โดยตั้งคำถามว่าทำไมเจ้าชายแฮร์รี และเมเกนถึงกลับบ้าน? และทำไมต้องเป็นเวลานี้? แต่การกลับมาครั้งนี้ แน่นอนว่า ย่อมไม่ง่าย
ปี 2016 ตอนนั้นเมแกน มาร์เคิล เป็นนักแสดงชาวอเมริกันในระหว่างที่เริ่มคบกันกับเจ้าชายแฮร์รี ซึ่งเจ้าชายวิลเลียม (พระอนุชาของเจ้าชายแฮร์รี) และเคท (เจ้าหญิงแห่งเวลส์) ก็ต้อนรับเธออย่างอบอุ่น จนสื่ออังกฤษเรียกว่า “Fab Four” หรือ “4 มหัศจรรย์” เพราะมองว่า เป็นตัวแทนของราชวงศ์อังกฤษยุคใหม่ที่ทันสมัย และเข้าถึงง่าย
ปี 2018 เจ้าชายแฮร์รี และเมแกนได้เข้าพิธีเสกสมรส ท่ามกลางความคาดหวังว่า เมแกนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์อังกฤษยุคใหม่จากภูมิหลังที่ต่างจากธรรมเนียมเดิมของราชวงศ์
ปี 2020 คือจุดเปลี่ยนสำคัญของเรื่องราวภายในราชวงศ์ เพราะทั้งคู่ได้ประกาศลดบทบาทในฐานะสมาชิกราชวงศ์ระดับสูง พร้อมบอกว่า ต้องการสร้างอิสระทางการเงิน และแบ่งเวลาใช้ชีวิตระหว่างสหราชอาณาจักรกับอเมริกาเหนือ ซึ่งมีสื่อข่าวระบุว่า การตัดสินใจนี้ทำให้วิลเลียมรู้สึกโกรธ และผิดหวังมาก เพราะมองว่าเป็นการทิ้งหน้าที่ และความรับผิดชอบของตัวเอง
แต่ท้ายที่สุด ทั้งคู่ก็ยุติการปฏิบัติการพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการในเดือนมีนาคมปีนั้น ก่อนย้ายไปตั้งหลักในรัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ และเริ่มต้นเส้นทางใหม่
แต่เรื่องราวไม่ได้จบที่การย้ายประเทศเท่านั้น เพราะหลังจากนั้น ความขัดแย้งยิ่งปรากฏชัดขึ้นผ่านการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อ การผลิตสารคดี และหนังสือบันทึกความทรงจำ Spare ของเจ้าชายแฮร์รี ซึ่งเผยรายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว รวมถึงความขัดแย้งกับเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา และรัชทายาทแห่งราชบัลลังก์อังกฤษ
เรื่องราวเหล่านี้ทำให้ความขัดแย้งซึ่งเคยเป็นเรื่องภายในครอบครัวกลายเป็นประเด็นสาธารณะ และส่งผลต่อภาพลักษณ์ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
คำตอบที่ชัดเจนที่สุดมาจากการสัมภาษณ์ของเจ้าชายแฮร์รีกับนิตยสาร GQ ผ่านรายการซีรีส์ One More Question ซึ่ง Spotlight ได้สรุปมาให้แล้วตามนี้
แม้การกลับมาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าความขัดแย้งทั้งหมดได้รับการแก้ไขแล้ว เพราะเจ้าชายแฮร์รีทรงยอมรับเองว่า สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมบางอย่างที่เคยทำให้ต้องย้ายออกจากอังกฤษอาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งหมด
แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทัศนคติของพระองค์ หลังผ่านประสบการณ์ และการต่อสู้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พระองค์ทรงหวังว่าสิ่งต่าง ๆ จะง่ายขึ้น และทุกฝ่ายจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้
เจ้าชายตรัสว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นในอดีตก็คืออดีต และสิ่งที่เกิดขึ้นมาตลอด 6 ปีคือความต่อเนื่องของการกระทำในอดีต บางอย่างเป็นสิ่งที่เราต้องทำ แต่กับทุกอย่างที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ มีหลายอย่างที่ผมมั่นใจว่าทั้งตัวผม ครอบครัวผม และสื่อมวลชนอังกฤษต่างอยากทิ้งมันไว้ข้างลัง และร่วมมือกันเพื่อสิ่งที่ดีกว่า”
นอกจากนี้ เจ้าชายเองทรงหวังว่า จะสามารถฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเจ้าชายวิลเลียม และกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 ด้วย ท่านได้เน้นย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุดคือ การคืนดีกัน แม้ว่ารอยแผลเป็นจะคงอยู่ตลอดไป แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘มุมมอง’ และ ‘ความคิด’ ต่อสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรที่เป็นอดีตก็ปล่อยให้เป็นอดีตไป”
ไม่ได้กลับมาเป็นราชวงศ์ แต่ยังมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของราชวงศ์
มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นระหว่างการปรากฏตัวร่วมกันของแฮร์รี และเมแกนในเมืองนอตติงแฮม เมื่อวันที่ 15 ตุลาคมที่ผ่านมา
รายงานของสื่อต่างประเทศระบุว่า การเดินทางครั้งนี้ให้ความรู้สึกคล้ายกับการปฏิบัติพระกรณียกิจของราชวงศ์อย่างมาก ทั้งการเยี่ยมชมองค์กรการกุศล การพบปะอาสาสมัคร การเดินทักทายประชาชน และการทำกิจกรรมร่วมกับชุมชน
บรรยากาศดังกล่าวชวนให้นึกถึงการเดินทางเยือนนอตติงแฮมของทั้งคู่ในปี 2017 ซึ่งเป็นช่วงที่เมแกนกำลังเริ่มต้นบทบาทในฐานะสมาชิกผู้ปฏิบัติงานของราชวงศ์อังกฤษ
อย่างไรก็ตาม สำนักพระราชวังบักกิงแฮมยังคงยืนยันจุดยืนว่า ทั้งคู่ไม่ได้มีสถานะเป็นสมาชิกราชวงศ์ที่ปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการ การปรากฏตัว และกิจกรรมต่าง ๆ จึงเป็นเรื่องส่วนตัว
ถึงอย่างนั้น สื่อต่างประเทศมองว่าการกลับมาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพที่แฮร์รี และเมแกนยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะความสามารถในการเข้าถึงประชาชน และการทำกิจกรรมเพื่อสังคม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาพลักษณ์ที่ทั้งคู่เคยมีในช่วงเวลาที่ทำงานให้ราชวงศ์
ในอนาคต ทั้งคู่ไม่ได้มีแผนจะออกงานร่วมกันบ่อยครั้ง เนื่องจากต่างฝ่ายต่างมีเป้าหมายของตนเอง โดยเมแกนยังคงมีแผนเปิดตัวแบรนด์ไลฟ์สไตล์ As Ever ในสหราชอาณาจักรด้วย
การกลับมาจึงไม่ได้หมายถึงการย้อนกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม แต่เป็นการพยายามสร้างสมดุลระหว่างชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และเส้นทางอาชีพของทั้งคู่
เพราะสำหรับเจ้าชายแฮร์รี การกลับบ้านครั้งนี้อาจไม่ใช่การกลับไปหาสถานะที่เคยมี แต่เป็นการกลับไปหาสิ่งที่พระองค์เพิ่งตระหนักว่ามีความหมายมากกว่าที่คิด นั่นคือโอกาสที่ลูก ๆ จะได้เติบโตบนแผ่นดินเดียวกับครอบครัวของพระองค์
การกลับอังกฤษของครอบครัวซัสเซกส์เกิดขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ยังซับซ้อน โดยเฉพาะระหว่างเจ้าชายแฮร์รีกับพระราชบิดาอย่างสมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 และเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา
ก่อนหน้านี้ เจ้าชายแฮร์รีเคยแสดงความต้องการคืนดีกับครอบครัว โดยทรงมองว่า การต่อสู้กันต่อไปไม่มีประโยชน์ และชีวิตมีคุณค่ามากเกินกว่าจะจมอยู่กับความขัดแย้ง
แม้จะมีสัญญาณของการกลับมาพบปะกันในครอบครัว แต่ก็ยังไม่อาจสรุปได้ว่า ความสัมพันธ์ทุกด้านได้รับการฟื้นฟูแล้ว โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับเจ้าชายวิลเลียม ซึ่งยังคงมีรายงานว่าตึงเครียด
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือเรื่องความปลอดภัย ซึ่งเจ้าชายแฮร์รีเคยระบุว่า เป็นอุปสรรคต่อการพาเมแกน และลูก ๆ กลับอังกฤษ เนื่องจากพระองค์ไม่มั่นใจว่าจะได้รับความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสม
ท้ายที่สุด การกลับมาของเจ้าชายแฮร์รี เมแกน และลูก ๆ ทั้งสอง อาจยังไม่ได้หมายความว่ารอยร้าวภายในราชวงศ์อังกฤษจะได้รับการเยียวยาในทันที แต่การที่ครอบครัวซัสเซกส์เลือกกลับมาใช้ชีวิตบนแผ่นดินอังกฤษอีกครั้ง ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น