
แม้ว่าอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน จะออกมาประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า ช่องแคบฮอร์มุซได้รับการประกาศให้เปิดทำการสำหรับเรือพาณิชย์ทุกชนิดตลอดช่วงระยะเวลาการหยุดยิงที่เหลืออยู่ แต่ในทางปฏิบัติ สถานการณ์กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ข้อมูลการติดตามทางทะเลแสดงให้เห็นว่ามีเรือพาณิชย์เคลื่อนที่ผ่านเส้นทางยุทธศาสตร์นี้เพียงจำนวนน้อยมาก ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประกาศดังกล่าวไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากอุตสาหกรรมการขนส่งโลกกลับมาได้
ความไม่มั่นใจในกลุ่มเรือพาณิชย์เกิดขึ้น เป็นเพราะความไม่แน่นอนของคำประกาศ อีกทั้งยังไม่มีความเด็ดขาดมั่นคง โดยสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า เรือพาณิชย์ต้องเดินเรือตาม "เส้นทางที่กำหนด" เท่านั้น และห้ามเรือทหารเข้าใกล้ช่องแคบโดยเด็ดขาด ยิ่งไปกว่านั้น สำนักข่าวทาสนิมของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังออกมาวิจารณ์ว่า ประกาศของอารักชีนั้น "แย่และไม่สมบูรณ์" และขู่ว่าหากการปิดล้อมทางเรือของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินอยู่ การอนุญาตให้เรือผ่านก็ถือเป็นโมฆะ
สถานการณ์ที่ไร้เอกภาพในการสื่อสารเช่นนี้ ยิ่งทำให้ผู้ประกอบการขนส่งทั่วโลกเกิดความไม่ไว้วางใจ โดยบริษัทชั้นนำต่างยังคงใช้ความระมัดระวังสูงสุดและหลีกเลี่ยงการนำเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยงภัย เนื่องจากไม่สามารถยืนยันได้ว่าข้อตกลงนี้จะมั่นคงเพียงใด หรือจะมีทุ่นระเบิดที่อิหร่านเคยขู่ไว้หลงเหลืออยู่หรือไม่
กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา ซึ่งตอกย้ำให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงจากปฏิบัติการปิดล้อม โดยระบุว่า นับตั้งแต่สหรัฐฯ เริ่มต้นมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่านในอ่าวเปอร์เซียและอ่าวโอมานตั้งแต่วันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา มีเรือพาณิชย์มากถึง 21 ลำที่ต้องจำใจหันหัวกลับและล้มเลิกเส้นทางเดินเรือเดิม หลังจากได้รับคำสั่งโดยตรงจากกองกำลังสหรัฐฯ
การปะทะกันทางนโยบายยังคงทวีความรุนแรงขึ้น เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าการปิดล้อมทางเรือที่ท่าเรือของอิหร่านจะยังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอิหร่านโดยโมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบอฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนอิหร่านในการเจรจาเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่กรุงอิสลามาบัด ได้ออกมาตอบโต้ผ่านแพลตฟอร์ม X อย่างดุเดือด โดยเขากล่าวหาว่า คำกล่าวอ้างของทรัมป์ในรอบหนึ่งชั่วโมงนั้น "เป็นเท็จทั้งหมด" พร้อมทั้งประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวว่าตราบใดที่การปิดล้อมของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ ช่องแคบฮอร์มุซก็ "จะไม่เปิดทำการอย่างเด็ดขาด"
ความย้อนแย้งของการประกาศเปิดช่องแคบจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เมื่อเทียบกับการยืนยันสถานะการปิดล้อมจากฝั่งรัฐสภาอิหร่านและกองทัพสหรัฐฯ ยิ่งตอกย้ำว่าเส้นทางยุทธศาสตร์นี้ได้กลายเป็นพื้นที่ที่ไร้ความแน่นอนและเต็มไปด้วยความเสี่ยง แม้จะมีการเจรจาเพื่อยุติสงครามที่ดำเนินอยู่ระหว่างทั้งสองประเทศในช่วงสุดสัปดาห์นี้
แม้จะมีการเจรจาเพื่อยุติสงคราม แต่สถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซยังคงดูมืดมน อาร์เซนิโอ โดมิงเกซ เลขาธิการ IMO ย้ำว่าอุตสาหกรรมการขนส่งยังต้องการความชัดเจนว่าเส้นทางนี้จะปลอดภัยและเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศจริงหรือไม่ โดยเขายังมีความกังวลเรื่องเรือหลายลำที่ต้องปิดระบบระบุตำแหน่ง เพื่อเลี่ยงการตกเป็นเป้าหมาย ทำให้การตรวจสอบความปลอดภัยทำได้ยากยิ่งขึ้น
ทางด้าน คอร์แมค แมคแกร์รี ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางทะเลจาก Control Risks มองว่า แถลงการณ์เปิดช่องแคบของอิหร่านไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรเลย เนื่องจากภัยคุกคามจากทุ่นระเบิดใต้น้ำที่อิหร่านเคยขูไว้ยังคงอยู่ ทำให้บริษัทขนส่งไม่กล้าเสี่ยง และเขายังประเมินว่า แนวโน้มการเดินเรือในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้ายังคงค่อนข้างวิกฤต
ท่ามกลางความไม่แน่นอน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ได้เผยความคืบหน้าว่า อังกฤษและฝรั่งเศสกำลังเตรียมนำภารกิจพหุภาคีจาก 49 ประเทศ เพื่อปกป้องเส้นทางการขนส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ โดยเน้นย้ำว่าเป็นภารกิจเพื่อ "สันติและป้องกันตัว" เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ภารกิจดังกล่าวจะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อการสู้รบในภูมิภาคสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แล้วเท่านั้น ทำให้ในขณะนี้ ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เปราะบางที่สุดของโลก ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อเสถียรภาพทางพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่ยังคงรอคอยบทสรุปที่ชัดเจนต่อไป