
ภาพจำเมื่อพูดถึงอินเดีย คือประเทศที่มีประชากรเบียดเสียดล้นหลาม จำนวนประชากรที่มากมายเช่นนี้ ยังกระจายตัวไปสร้างชุมชนในเมืองใหญ่ทั่วโลก โดยเฉพาะ แคนาดา อเมริกา และอังกฤษ นับเป็นแรงงานคุณภาพสูงให้กับประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจ แต่ในปี 2026 นี้ มีข้อมูลจากผลสำรวจที่น่าตกใจ เพราะคนอินเดียรุ่นใหม่ อาจกำลังเลิกมีลูก!
ข้อมูลล่าสุดชี้ชัดว่า ดินแดนที่มีประชากรมากที่สุดในโลกแห่งนี้ กำลังเผชิญหน้ากับจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อผลสำรวจพบว่า "คนอินเดียยุคใหม่กำลังมีลูกน้อยลง" จนตัวเลขเด็กเกิดใหม่ดิ่งลงต่ำอย่างน่าใจหาย
สถิติล่าสุดระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของอินเดียร่วงลงมาเหลือเพียง 1.9 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขนี้ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ 2.1 ตัวเลขนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางประชากรศาสตร์ เพราะหมายความว่า จำนวนเด็กเกิดใหม่มีไม่มากพอที่จะมาทดแทนประชากรเดิม และเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าประชากรของอินเดียกำลังเข้าสู่ภาวะหดตัว
วิกฤตเงียบในมุ้งครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่กำลังจะกลายเป็นโดมิโนก้อนใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อกำลังแรงงานในอีก 30 ปีข้างหน้า แลกมาด้วยดราม่าและการเมืองภายในประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น เกิดอะไรขึ้นในอินเดีย ทำไมคนจึงนิยมมีลูกน้อยลง แม้เศรษฐกิจจะเติบโตและรัฐบาลเปย์ให้กับคนมีลูกมาโดยตลอด
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อัตราเจริญพันธุ์ของอินเดียดิ่งลงอย่างรวดเร็ว มาจากการที่ผู้หญิงในสังคมสามารถเข้าถึงการศึกษาและยาคุมกำเนิดได้มากขึ้น รวมถึงมีอำนาจในการตัดสินใจภายในครัวเรือนสูงขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ค่าครองชีพในระบบเศรษฐกิจที่แพงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูบุตรหนึ่งคนพุ่งสูงตามไปด้วย จนคนรุ่นใหม่เริ่มแบกรับไม่ไหว
อีกหนึ่งปัจจัยมาจากระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น ทำให้อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิม 30 รายในปี 2019 เหลือเพียง 24 รายในปี 2024 (ต่อประชากรเกิดใหม่ทุก 1,000 คน) ซึ่งเมื่อเด็กเกิดมารอดชีวิตมากขึ้น พ่อแม่ก็ไม่มีความจำเป็นต้องมีลูกหลาย ๆ คนเพื่อเผื่อเอาไว้เหมือนในอดีต
สภาวะไม่อยากมีลูกนี้ สะท้อนชัดเจนผ่านความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ โดยเขตเมืองหลวงอย่างนิวเดลี ซึ่งมีระดับการศึกษาสูงและอัตราการตายของทารกต่ำที่สุด บันทึกอัตราเจริญพันธุ์ต่ำสุดในประเทศ เฉลี่ยเพียง 1.2 คน เช่นเดียวกับรัฐทางตอนใต้อย่างทมิฬนาดูและเกรละที่มีอัตราอยู่ที่ 1.3 ขณะที่รัฐที่ยากจนและมีการศึกษาต่ำกว่าอย่างรัฐพิหาร กลับมีอัตราสูงที่สุดถึง 2.9 คน
สถานการณ์ที่เริ่มเข้าขั้นวิกฤตทำให้รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยอม "เปย์" เพื่อจูงใจให้คนยอมท้อง เช่น รัฐอานธรประเทศที่ประกาศแจกเงิน 30,000 รูปีสำหรับลูกคนที่สาม และ 40,000 รูปีสำหรับลูกคนที่สี่ ขณะที่รัฐกัว กรณาฏกะ และเตลังคานา ถึงขั้นลงทุนเปิดศูนย์ทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) โดยใช้เงินทุนของรัฐช่วยเหลือพ่อแม่มือใหม่ แต่ดูเหมือนมาตรการเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถฉุดรั้งตัวเลขเกิดใหม่ที่กำลังดิ่งลงได้
การที่เด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงในวันนี้ กำลังจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ในอีก 30 ถึง 40 ปีข้างหน้า เนื่องจากอินเดียจะเริ่มขาดแคลนแรงงานคนหนุ่มสาวอย่างรุนแรง และแปรสภาพไปสู่สังคมที่มีประชากรสูงอายุจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ไม่สามารถขับเคลื่อนและเข้าร่วมในระบบกำลังแรงงานได้มากเท่าเดิมอีกต่อไป
สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจโลก เพราะที่ผ่านมาอินเดียคือความหวังใหม่ในการใช้ประโยชน์จาก "การปันผลทางประชากร" (Demographic Dividend) หรือการมีสัดส่วนประชากรวัยทำงานมากกว่าเด็กและคนแก่ ซึ่งเป็นสูตรสำเร็จที่เคยส่งให้ญี่ปุ่น สิงคโปร์ ฮ่องกง และจีน ก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วในช่วงหลายทศวรรษก่อน
ทว่าในปัจจุบัน อินเดียยังห่างไกลจากการเป็นประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว และยังมีประชากรตกงานอยู่หลายล้านคน การที่อัตราเจริญพันธุ์มาดิ่งลงก่อนเวลาอันควรเช่นนี้ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงความกังวลว่า อินเดียอาจหมดโอกาสที่จะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากหน้าต่างโอกาสนี้ และอาจต้องเผชิญกับภาวะ "แก่ก่อนรวย" ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบห่วงโซ่อุปทานและฐานแรงงานโลกในอนาคต
เมื่อหันไปมองภาพรวมในภูมิภาคเอเชีย จะพบว่าอินเดียไม่ใช่ประเทศเดียวที่กำลังเผชิญกับปัญหานี้ เพราะประเทศมหาอำนาจและเพื่อนบ้านในแถบเอเชียต่างกำลังเจอกับภาวะอัตราเจริญพันธุ์ดิ่งลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงเช่นเดียวกัน
ข้อมูลจากธนาคารโลกชี้ว่า ประเทศจีนมีอัตราเจริญพันธุ์รวมอยู่ที่ 1.0 ซึ่งถือว่าต่ำกว่าระดับทดแทนที่ 2.1 อย่างมาก ขณะที่กระทรวงมหาดไทยของไต้หวันระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวมของตนลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.86 และมีแนวโน้มที่จะลดต่ำลงกว่านั้นอีกในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่นับว่าวิกฤตที่สุดในโลกตกเป็นของเกาหลีใต้ โดยองค์การสหประชาชาติระบุว่า เกาหลีใต้มีอัตราเจริญพันธุ์เฉลี่ยเพียง 0.75 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งครองแชมป์ตัวเลขที่ต่ำที่สุดในโลก ตัวเลขที่ดิ่งอย่างรุนแรงของทั้งจีน ไต้หวัน และเกาหลีใต้ สะท้อนชัดเจนว่าภูมิภาคเอเชียกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมคนแก่อย่างรวดเร็ว และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ระดับโลกที่ยากจะหมุนเข็มนาฬิกากลับคืนมา
สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ด้านประชากรไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน โดยข้อมูลล่าสุดจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และกรมการปกครองระบุว่า ในปี 2025 ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้าราว 50,000 คน ขณะที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง 559,684 คน ส่งผลให้อัตราเพิ่มประชากรติดลบต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ยิ่งไปกว่านั้น อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) ของไทยในปัจจุบันร่วงต่ำลงมาอยู่ที่ประมาณ 0.86 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งถือเป็นระดับที่ต่ำเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และเป็นสัญญาณเตือนภัยว่าประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะสังคมสูงวัยระดับรุนแรง