
สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ไม่ได้เป็นเพียงสงครามภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่กำลังถูกจับตาในฐานะ “สงคราม AI ครั้งแรกของโลก” เมื่อเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และโดรนเข้ามามีบทบาทในทุกมิติของการสู้รบ
สงครามครั้งนี้ AI ถูกนำมาใช้เพื่อเร่งกระบวนการทางทหาร ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลจากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นภาพถ่ายดาวเทียม ข้อมูลจากโดรน หรือสัญญาณข่าวกรองอื่น ๆ เพื่อช่วยให้กองทัพสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการรับรู้สถานการณ์
ในขณะเดียวกัน โดรนเองก็ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่เชื่อมโยงกับระบบ AI ทำให้การโจมตีสามารถดำเนินไปอย่างแม่นยำ และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อสหรัฐฯ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การเอาชนะอิหร่านในสงครามนี้เป็นเรื่องที่ยากเพราะประเทศอิหร่านมีขนาดใหญ่ และมีภูมิประเทศเป็นภูเขาโดยรอบ ทำให้โครงสร้างทางทหารส่วนใหญ่อยู่ในถ้ำ และบังเกอร์ หากจะต่อสู้ให้สำเร็จได้ มีเพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือ อาศัยกองกำลังภาคพื้นดิน นำมาซึ่งความเสี่ยงที่จะส่งผลให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต ทำให้แนวคิดการใช้ AI ในการทำสงครามถือกำเนิดขึ้น และสิ่งนี้อาจทำให้สหรัฐฯ ต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่จำกัดเวลา และไม่ต้องส่งทหารของตนเข้าไปเสี่ยงชีวิต
สิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องเฟ้อฝันอีกต่อไป เมื่อพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำในการทำสงครามกับอิหร่าน กล่าวเมื่อวันที่ 11 มีนาคมว่า “เครื่องมือ AI สามารถเปลี่ยนกระบวนการกำหนดเป้าหมายที่เคยใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือบางครั้งอาจหลายวัน ให้เหลือเพียงไม่กี่วินาที"
ก่อนเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 สหรัฐฯ ใช้ข้อมูลจากโทรศัพท์ผ่านดาวเทียมเพื่อกำหนดเป้าหมายไปยังโอซามา บิน ลาเดน ซึ่งคาดว่าจะเดินทางไปยังค่ายแห่งหนึ่งในอัฟกานิสถานตะวันออก แต่เมื่อขีปนาวุธโทมาฮอว์กถูกยิงออกไป โอซามา บิน ลาเดนก็ได้เปลี่ยนแผนไปที่อื่นแล้ว
แต่ในปัจจุบัน ความแม่นยำ และความรวดเร็วได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ขณะที่ขีปนาวุธ และโดรนกำลังมุ่งหน้าสู่ประเทศอิหร่าน ภาพจากดาวเทียม และโดรน ช่วยให้สามารถปรับเส้นทาง และความเร็วได้แบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ AI ยังให้ข้อมูลข่าวกรองจากระยะไกลได้มีประสิทธิภาพกว่าทหารในสนามรบด้วย ปัจจุบันโดรนของสหรัฐฯ กำลังบินสำรวจอิหร่านเพื่อเก็บรวบรวมวิดีโอและภาพถ่าย รวมถึงดักฟังสัญญาณต่าง ๆ เพื่อส่งข้อมูลไปยังเรือรบในอ่าวเปอร์เซีย โดยข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลส่วนตัวบุคคลนั้นได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ บันทึกการสนทนา หรือสถานที่ต่างๆที่เขาไปเยือน เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจในการโจมตี
อย่างไรก็ตาม ความสามารถของ AI ในการเร่งการตัดสินใจ กลับมาพร้อมกับความท้าทายสำคัญ
การลดระยะเวลาในการตัดสินใจ อาจทำให้บทบาทของมนุษย์ในการตรวจสอบและกลั่นกรองลดลง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความผิดพลาด โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีพลเรือนเกี่ยวข้อง เช่น เหตุโจมตีผิดพลาดที่โรงเรียนแห่งหนึ่งในอิหร่านตอนใต้ ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 175 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็ก เกิดจากข้อมูลข่าวกรองที่ล้าสมัย โดยขณะนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า AI ยังไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานในการหลีกเลี่ยงการสูญเสียพลเรือนในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นและความขัดแย้งสูงได้
นอกจากนี้ การพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น อาจทำให้ต้นทุนทางการเมืองและจิตวิทยาของการทำสงครามลดลง ส่งผลให้การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้น
AI ทำให้เริ่มสงครามง่ายขึ้น แต่ยังไม่สามารถรับประกันผลลัพธ์ของสงครามได้ โดยเฉพาะเมื่อชีวิตพลเรือนยังคงเป็นต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่น่ากังวลจึงไม่ใช่เพียงประสิทธิภาพของ AI แต่คือการควบคุมดูแลของมนุษย์ที่ยังไม่ทันต่อเทคโนโลยี
คำถามสำคัญสำหรับเรื่องนี้คือ หากระบบ AI มีบทบาทในการเลือกเป้าหมาย หรือสนับสนุนการโจมตี ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดความผิดพลาดหรือความสูญเสียของพลเรือน?