Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ยุคของแพงกำลังมา IMFเตือนเงินเฟ้อโลกพุ่ง ไทยอาจเฟ้อถึง2.5-3.5%จากติดลบ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ยุคของแพงกำลังมา IMFเตือนเงินเฟ้อโลกพุ่ง ไทยอาจเฟ้อถึง2.5-3.5%จากติดลบ

7 เม.ย. 69
14:36 น.
แชร์

คนทั่วโลกเตรียมกระเป๋าเงินสั่น หลังกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ส่งสัญญาณเตือนผ่านการให้สัมภาษณ์กับ Reuters ว่า สงครามตะวันออกกลางครั้งนี้มีแนวโน้มจะดัน “เงินเฟ้อให้สูงขึ้น” พร้อม ๆ กับฉุด “การเติบโตเศรษฐกิจโลกให้ชะลอลง” ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนทิศของภาพใหญ่เศรษฐกิจโลก ก่อนที่ IMF จะเผยรายงาน World Economic Outlook ฉบับใหม่ในวันที่ 14 เมษายนนี้

ผลกระทบเห็นชัดที่สุดจากฝั่งพลังงาน หลังอิหร่านปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ เส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่คิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลให้กำลังการผลิตน้ำมันหลายล้านบาร์เรลต้องหยุดลงทันที และดันราคาพลังงานในตลาดโลกให้พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในบริบทนี้ IMF เตรียมปรับลดคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจโลก พร้อมขยับเพิ่มแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF ชี้ว่า แม้ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้เร็ว ผลกระทบเชิงลบก็ยังหลีกเลี่ยงได้ยาก และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและการเติบโตจะยิ่งชัดและรุนแรงมากขึ้น

สำหรับประเทศไทย สัญญาณเงินเฟ้อเริ่มเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับภาพโลก โดยกระทรวงพาณิชย์ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มกลับมาเป็นบวกตั้งแต่เดือนเมษายน จากแรงกดดันของราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่ปรับสูงขึ้น

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า กระทรวงได้จัดทำฉากทัศน์ไว้ 2 กรณีสำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคต ได้แก่ กรณีฐานที่เงินเฟ้อจะอยู่ในกรอบ 1.5-2.5% และกรณีความเสี่ยงที่อาจขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 2.5-3.5% ซึ่งล่าสุดประเมินว่ามีโอกาสสูงที่สถานการณ์จะเคลื่อนไปใกล้กรณีหลังมากขึ้น หลังสมมติฐานราคาน้ำมันดิบเดิมเริ่มไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง

ช็อกพลังงานโลก ดันเงินเฟ้อพุ่ง-เศรษฐกิจชะลอ

หัวใจของแรงกระแทกครั้งนี้อยู่ที่ “พลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนพื้นฐานของเศรษฐกิจโลก โดย IMF ระบุว่าสงครามทำให้อุปทานน้ำมันโลกลดลงถึง 13% และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังระบบการขนส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง เช่น ฮีเลียมและปุ๋ย ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อทั้งภาคอุตสาหกรรมและการเกษตร

หลังเหตุการณ์โจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ปิดใกล้ระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาซื้อขายจริงของน้ำมันจากตะวันออกกลางมีการบวกพรีเมียมสูงกว่าระดับดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนภาวะตึงตัวของตลาดพลังงาน

IMF ระบุว่า หากไม่มีสงคราม เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มจะได้รับการปรับเพิ่มประมาณการเล็กน้อย โดยคาดว่าจะเติบโต 3.3% ในปี 2569 และ 3.2% ในปี 2570 จากแรงหนุนของการฟื้นตัวหลังการระบาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ปัจจุบันได้พลิกแนวโน้มดังกล่าว โดยในบล็อกโพสต์เมื่อวันที่ 30 มีนาคม IMF ได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ในการปรับลดคาดการณ์ จากผลกระทบแบบไม่สมมาตรของสงครามและภาวะการเงินที่ตึงตัว

นางจอร์เจียวากล่าวอย่างชัดเจนว่า “ทุกเส้นทางกำลังนำไปสู่ราคาที่สูงขึ้นและการเติบโตที่ชะลอลง” พร้อมย้ำว่า แม้สงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว ก็ยังต้องมีการปรับลดคาดการณ์การเติบโตในระดับหนึ่ง และปรับเพิ่มเงินเฟ้อ แต่หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบจะยิ่งรุนแรงขึ้นในวงกว้าง

ความเสี่ยงไม่สมมาตร ประเทศยากจนรับแรงกระแทกหนักสุด

IMF ชี้ว่า ผลกระทบของสงครามมีลักษณะ “ไม่สมมาตร” โดยประเทศผู้นำเข้าพลังงานจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด โดยเฉพาะประเทศยากจนและเปราะบางที่ไม่มีทรัพยากรพลังงานของตนเอง ซึ่งต้องเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น แต่กลับมีข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังในการช่วยเหลือประชาชน 

นางจอร์เจียวาระบุว่า หลายประเทศมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด หรือแทบไม่มีเลย ส่งผลให้ไม่สามารถออกมาตรการรองรับผลกระทบด้านค่าครองชีพได้อย่างเพียงพอ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความไม่สงบทางสังคม ขณะที่มีบางประเทศเริ่มขอรับความช่วยเหลือทางการเงินจาก IMF แล้ว โดยกองทุนสามารถพิจารณาขยายโครงการปล่อยกู้ที่มีอยู่เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว 

ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศสมาชิก IMF ราว 85% จัดอยู่ในกลุ่มผู้นำเข้าพลังงาน ทำให้ความเสี่ยงเชิงระบบยิ่งขยายวงกว้าง

ในอีกด้านหนึ่ง IMF เตือนว่า การอุดหนุนพลังงานในวงกว้างไม่ใช่คำตอบ เนื่องจากอาจยิ่งกระตุ้นแรงกดดันเงินเฟ้อ พร้อมเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายหลีกเลี่ยงมาตรการที่เป็นการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบเพียงประเทศผู้นำเข้าพลังงานเพียงอย่างเดียว เพราะแม้แต่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานก็ยังได้รับผลกระทบ โดยกาตาร์ต้องเผชิญกับความเสียหายจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยคาดว่าจะต้องใช้เวลา 3-5 ปีในการฟื้นฟูกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติประมาณ 17% ขณะที่สำนักงานพลังงานสากล (IEA) รายงานว่า มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน 72 แห่งได้รับความเสียหายจากสงคราม และในจำนวนนี้หนึ่งในสามได้รับความเสียหายอย่างหนัก

ลุกลามสู่ความมั่นคงอาหาร-ความไม่แน่นอนระยะยาว

นางจอร์เจียวาระบุว่า ผลกระทบของสงครามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพลังงาน แต่กำลังขยายวงไปสู่ “ความมั่นคงทางอาหาร” ซึ่งเป็นความเสี่ยงสำคัญในระยะต่อไป โดย IMF ระบุว่า ได้ร่วมมือกับโครงการอาหารโลก (WFP) และองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

โครงการอาหารโลกเตือนเมื่อกลางเดือนมีนาคมว่า หากสงครามยืดเยื้อไปจนถึงเดือนมิถุนายน ประชาชนหลายล้านคนทั่วโลกอาจเผชิญภาวะอดอยากอย่างรุนแรง แม้ IMF จะยังไม่เห็นสัญญาณของวิกฤตอาหารในขณะนี้ แต่ก็ยอมรับว่าความเสี่ยงอาจเกิดขึ้นได้ หากการขนส่งปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการผลิตอาหาร ถูกกระทบจากสงคราม

ในระดับนโยบายระหว่างประเทศ ผู้นำของ IMF IEA และธนาคารโลก ได้ประกาศความร่วมมือเพื่อประเมินผลกระทบด้านพลังงานและเศรษฐกิจจากสงครามครั้งนี้อย่างเป็นระบบ สะท้อนถึงความรุนแรงและความซับซ้อนของวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น

จอร์เจียวาสรุปภาพรวมว่า โลกกำลังอยู่ในภาวะ “ความไม่แน่นอนระดับสูง” จากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของประชากร พร้อมเตือนว่า แม้สงครามจะยุติลงในวันนี้ ก็ยังคงมีผลกระทบเชิงลบตกค้างต่อเศรษฐกิจโลก และโลกจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับมือกับแรงกระแทกครั้งต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

เงินเฟ้อมี.ค.ติดลบเดือนที่ 12 แต่สัญญาณ “ขาขึ้น” เริ่มชัด

สำหรับสถานการณ์ในประเทศ เริ่มเห็นสัญญาณการเปลี่ยนทิศของเงินเฟ้อชัดขึ้น โดยนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. ระบุในวันนี้ว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนมีนาคม 2569 ของไทยยังติดลบ 0.08% เมื่อเทียบกับปีก่อน นับเป็นการหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกำลังพลิกกลับ โดยเงินเฟ้อมีโอกาสกลับมาเป็นบวกตั้งแต่เดือนเมษายน จากแรงกดดันของราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าที่ทยอยปรับสูงขึ้นตามสถานการณ์โลก

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 100.27 ลดลง 0.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน นับเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 12 นับตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 อย่างไรก็ตาม การหดตัวของเงินเฟ้อเริ่มชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า หลังเคยติดลบในระดับลึกในหลายเดือนของปี 2568 สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคากำลังทยอยสะสมมากขึ้น

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อยังไม่เร่งตัว แม้เผชิญสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางและความเสี่ยงต่อการปิดช่องแคบฮอร์มุซ มาจากมาตรการภาครัฐที่ยังคงตรึงราคาพลังงาน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ยังจำกัดการปรับขึ้นในช่วงครึ่งเดือนแรกของมีนาคม ก่อนจะเริ่มทยอยปรับขึ้นในช่วงปลายเดือน ทำให้ต้นทุนสินค้าในระบบยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับการปรับลดค่าไฟฟ้าที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพ ขณะเดียวกัน สินค้าส่วนใหญ่ในตลาดยังเป็นสต็อกเดิม ผู้ประกอบการจึงยังไม่เร่งปรับราคาขาย ส่งผลให้เงินเฟ้อยังคงชะลอตัวลงในระยะสั้น

เมื่อพิจารณาเชิงโครงสร้าง พบว่าหมวดอื่นที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มหดตัว 0.34% จากปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากหมวดพลังงาน ทั้งค่าไฟฟ้าและน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงราคาสินค้าในกลุ่มของใช้ส่วนบุคคล เสื้อผ้า ค่าจ้างช่าง และค่าที่พักบางประเภทที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สินค้าบางรายการเริ่มปรับตัวสูงขึ้นแล้ว เช่น รถยนต์ ค่าเช่าบ้าน ค่าโดยสารเครื่องบินทั้งในและต่างประเทศ ค่าเดินทาง และค่าขนส่ง ซึ่งสะท้อนต้นทุนที่เริ่มทยอยส่งผ่านบางส่วน

ในทางกลับกัน หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 0.34% จากปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากราคาอาหารสำเร็จรูป เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ข้าวสาร ผักสด และสินค้าอาหารบางประเภท แม้สินค้าบางรายการยังปรับลดลง เช่น เนื้อสุกร น้ำมันพืช และผลไม้สด แต่ภาพรวมเริ่มสะท้อนว่าแรงกดดันด้านต้นทุนอาหารกำลังกลับมา และมีแนวโน้มเป็นแรงขับเคลื่อนเงินเฟ้อในระยะถัดไป

ด้านเงินเฟ้อพื้นฐาน (ไม่รวมอาหารสดและพลังงาน) เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.57% จาก 0.56% ในเดือนกุมภาพันธ์ และเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.58% ในไตรมาสแรก สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาสินค้าและบริการในประเทศเริ่มขยับขึ้น แม้เงินเฟ้อทั่วไปยังติดลบ

ในเชิงรายเดือน ดัชนี CPI เดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 0.60% จากเดือนก่อนหน้า โดยมีแรงหนุนจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เริ่มปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลก และการลดเงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง รวมถึงค่าโดยสารเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นตามต้นทุนพลังงานและความต้องการเดินทาง ขณะที่หมวดอาหารได้รับแรงกดดันจากราคาเนื้อสัตว์ ไข่ไก่ และผักสดบางรายการที่ปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนอาหารสัตว์ ค่าขนส่ง และสภาพอากาศร้อน

สำหรับภาพรวมไตรมาส 1/2569 เงินเฟ้อเฉลี่ยยังลดลง 0.54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนว่าเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ทิศทางกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ช่วงขาขึ้น

กระทรวงพาณิชย์ประเมินว่า เงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2 โดยเริ่มเห็นตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป หลังราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นทะลุลิตรละ 50 บาท (อยู่ที่ราว 50.54 บาท) และเริ่มส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น พร้อมกับแรงกดดันจากสภาพอากาศร้อนที่ทำให้ผลผลิตสินค้าเกษตรลดลง ส่งผลให้ราคาผักสด ไข่ไก่ รวมถึงเนื้อสุกรและเนื้อไก่ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าโดยสารทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตามต้นทุนเชื้อเพลิง และผู้ประกอบการรายใหญ่เริ่มส่งสัญญาณปรับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อสะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ในระยะถัดไป กระทรวงพาณิชย์คาดว่าราคาสินค้าจะทยอยปรับขึ้นในวงกว้าง โดยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคหลายรายการมีแนวโน้มปรับขึ้น 0-5% เช่น เครื่องปรุงรส น้ำดื่ม กาแฟพร้อมดื่ม ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาด และสินค้าใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่บางกลุ่มอาจปรับขึ้น 5-10% หรือมากกว่า เช่น น้ำมันพืช ซอสปรุงรส กาแฟผงสำเร็จรูป น้ำอัดลม น้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาล้างจาน และยาสีฟัน สะท้อนแรงกดดันต้นทุนที่เริ่มส่งผ่านเข้าสู่ผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน สินค้าบางรายการได้ปรับขึ้นไปแล้วและเริ่มสะท้อนในเงินเฟ้อ เช่น เนื้อสุกร ไข่ไก่ ค่าโดยสารเครื่องบิน ค่าเรือโดยสาร และค่าขนส่งพัสดุ

จากพัฒนาการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2569 จากเดิม 0.0-1.0% เป็น 1.5-2.5% โดยมีค่ากลางที่ 2.0% อย่างไรก็ตาม หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หรือเร่งตัวมากกว่าคาด มีความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปอยู่ในกรอบ 2.5-3.5% โดยเฉพาะในไตรมาส 2 ซึ่งอาจเร่งตัวได้ถึง 5.78% ภายใต้สมมติฐานราคาพลังงานที่ยังไม่คลี่คลาย ขณะที่ในไตรมาสที่ 3 มีโอกาสเพิ่ม 3.85% และไตรมาส 4 เพิ่ม 4.15%

ทั้งนี้ แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะถดถอย แต่ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือภาวะ “เงินเฟ้อเร่งตัวท่ามกลางเศรษฐกิจชะลอ” โดยเฉพาะหากต้นทุนพลังงานยังเพิ่มขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังเปราะบาง สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงมาอยู่ที่ 45.5 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบหลายปี

ปัจจัยชี้ขาดในระยะต่อไปยังคงอยู่ที่ทิศทางราคาพลังงานโลก หากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มเร่งตัวต่อเนื่องและผลักเงินเฟ้อไทยให้สูงกว่ากรอบคาดการณ์ แต่หากสถานการณ์คลี่คลายและเส้นทางขนส่งพลังงานกลับมาเป็นปกติ ก็อาจช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคาและจำกัดการเร่งตัวของเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังของปีได้

อ้างอิง: Reuters

แชร์
ยุคของแพงกำลังมา IMFเตือนเงินเฟ้อโลกพุ่ง ไทยอาจเฟ้อถึง2.5-3.5%จากติดลบ