Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
Artemis II ทุบสถิติเดินทางไกลที่สุดจากโลก นักบินเล่านาทีขาดการติดต่อ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

Artemis II ทุบสถิติเดินทางไกลที่สุดจากโลก นักบินเล่านาทีขาดการติดต่อ

7 เม.ย. 69
13:18 น.
แชร์

จารึกประวัติศาสตร์ใหม่: ระยะทางไกลที่สุดของมนุษยชาติ

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ได้ถูกเขียนขึ้นอีกครั้ง เมื่อยานอวกาศ โอไรออน (Orion) ในภารกิจ อาร์เทมิส 2 (Artemis II) ได้ทะยานผ่านขีดจำกัดเดิมที่มนุษย์เคยทำไว้ นำพานักบินอวกาศทั้ง 4 ชีวิต เดินทางออกไปในอวกาศ ไกลจากโลกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ 

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา เวลา 15:58 น. (GMT) วินาทีประวัติศาสตร์ได้เกิดขึ้นเมื่อยานโอไรออนเคลื่อนที่ผ่านระยะ 400,171 กิโลเมตร (248,655 ไมล์) จากโลก ซึ่งเป็นตัวเลขสถิติเดิมที่ยาน อะพอลโล 13 (Apollo 13) เคยทำไว้เมื่อเดือนเมษายน ปี 1970 ภายใต้สถานการณ์วิกฤตในตอนนั้น แต่สำหรับอาร์เทมิส 2 นี่คือ การตั้งใจพามนุษย์ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมเพื่อไปให้ไกลกว่าที่เคย

เป้าหมายสูงสุดของระยะทางในภารกิจนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่การทำลายสถิติเดิมเท่านั้น แต่ยานโอไรออนมีกำหนดจะเดินทางไปถึงจุดที่ห่างจากโลกที่สุดถึงประมาณ 406,788 กิโลเมตร (252,760 ไมล์) ในขณะที่กำลังทำการ "เหวี่ยงตัว" อ้อมด้านไกลของดวงจันทร์ 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสำเร็จในการทำลายสถิติระยะทางครั้งนี้ กลับมีช่วงเวลาสำคัญที่บีบคั้นหัวใจที่สุด เมื่อยานโอไรออนเคลื่อนที่เข้าสู่ด้านหลังของดวงจันทร์ จนสัญญาณวิทยุและเลเซอร์ที่ใช้สื่อสารกับโลกถูกบดบังโดยสิ้นเชิง นำไปสู่ช่วงเวลา 40 นาทีแห่งความเงียบงันที่เหล่านักบินต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวที่สุดในห้วงอวกาศลึก เกิดอะไรขึ้นบ้างในวินาทีระทึก?

40 นาที คนบนโลกระทึกใจ แต่นักบินรู้สึกสงบ

ภาวะการขาดการติดต่อสื่อสาร หรือ Communications Blackout ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เป็นสิ่งที่ NASA และเหล่านักบินคาดการณ์และเตรียมตัวรับมือไว้ล่วงหน้าแล้วตามกฎของฟิสิกส์ เมื่อมวลมหาศาลของดวงจันทร์เข้ามาขวางกั้นระหว่างโลกและยานอวกาศ สัญญาณวิทยุและเลเซอร์ทุกอย่างจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง

วินาทีที่สัญญาณหายไป ทีมงานภาคพื้นดินในฮิวสตันทำได้เพียงเฝ้ารออย่างสงบ ขณะที่นักบินทั้ง 4 คน รีด ไวส์แมน, วิกเตอร์ โกลเวอร์, คริสตินา ค็อก และเจเรมี แฮนเซน พวกเขาต้องเผชิญภาวะที่คนบนโลกมนุษย์อาจรู้สึกว่าเป็นนาทีระทึก แต่ในความเงียบงันนั้นพวกเขากลับไม่ได้หยุดนิ่ง ภารกิจในช่วง "ไร้สัญญาณ" คือการทำงานแข่งกับเวลาเพื่อบันทึกปรากฏการณ์ โลกผุด (Earthrise) ที่สวยงามจับใจ รวมถึงการเฝ้าดูแสงวาบจากอุกกาบาตพุ่งชนดวงจันทร์ และฝุ่นลึกลับที่ลอยตัวอยู่เหนือขอบดวงจันทร์ ซึ่งเป็นปริศนาที่นักวิทยาศาสตร์ยังหาคำตอบไม่ได้

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลา 40 นาที สัญญาณ "Forward link" ก็ค่อย ๆ กลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง แม้จะมีอาการติดขัดสั้น ๆ ประมาณ 5 นาทีในช่วงแรก แต่ในที่สุดเสียงจากอวกาศก็กลับมาแจ่มชัด พร้อมกับบทสนทนาประวัติศาสตร์เมื่อประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อสายตรงถามถึงความรู้สึกในช่วงที่ขาดการติดต่อไป 

วิกเตอร์ โกลเวอร์ ตอบกลับว่า "พวกเรายุ่งกันมากและทำงานหนักจริง ๆ ครับ แต่ผมต้องบอกเลยว่า จริง ๆ แล้วช่วงเวลานั้น (ที่ขาดการติดต่อ) มันเป็นอะไรที่ดีมากทีเดียว" คำพูดนี้ยืนยันว่า ท่ามกลางความกดดันมหาศาล พวกเขากลับมีความสุขกับความสงบและการได้จดจ่ออยู่กับภารกิจตรงหน้าอย่างเต็มที่ โดยไม่มีเสียงรบกวนจากภาคพื้นดิน

ภารกิจปูทางสู่ดวงจันทร์
ภารกิจอาร์เทมิส 2 คือหมุดหมายสำคัญที่สุดของ NASA ในศตวรรษนี้ เพราะนี่คือภารกิจแรกในโครงการอาร์เทมิสที่ส่ง "มนุษย์" เดินทางไปกับยานโอไรออนจริง ๆ เพื่อทดสอบระบบประคองชีพและเทคโนโลยีการสำรวจอวกาศห้วงลึกในสภาวะจริง เพื่อให้มั่นใจว่ามนุษย์จะสามารถมีชีวิตรอดและปฏิบัติงานได้ก่อนที่จะมีการลงจอดบนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคตอันใกล้

ความพิเศษของภารกิจนี้ยังอยู่ที่ความหลากหลายของ "ลูกเรือประวัติศาสตร์" ทั้ง 4 นาย ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม ๆ โดยมี วิกเตอร์ โกลเวอร์ เป็นคนผิวสีคนแรกที่เดินทางไปดวงจันทร์, คริสตินา ค็อก ผู้หญิงคนแรก และ เจเรมี แฮนเซน ชาวแคนาดาคนแรกที่ไม่ใช่ชาวอเมริกันที่ได้เข้าร่วมภารกิจประวัติศาสตร์นี้ ซึ่งในระหว่างการเดินทางรอบดวงจันทร์ พวกเขาไม่ได้แค่บันทึกภาพโลกผุด (Earthrise) เท่านั้น แต่ยังใช้เวลากว่า 6 ชั่วโมงในการวิเคราะห์พื้นผิวดวงจันทร์อย่างละเอียด รวมถึงการได้เห็นปรากฏการณ์ "สุริยุปราคาเต็มดวง" จากมุมมองนอกโลกที่น้อยคนนักจะได้สัมผัส

ขณะนี้ ยานโอไรออนกำลังมุ่งหน้ากลับสู่โลกด้วยวิถี Free-return trajectory ซึ่งเป็นการใช้แรงโน้มถ่วงของดวงจันทร์ช่วยเหวี่ยงตัวยานให้กลับบ้านโดยใช้เชื้อเพลิงน้อยที่สุด โดยการเดินทางขากลับจะใช้เวลาประมาณ 4 วัน ความสำเร็จในครั้งนี้จะเป็นการปูทางไปสู่ภารกิจ Artemis III ในปี 2027 ที่จะพามนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์ และการลงจอดเพื่อสร้างฐานที่มั่นถาวรในภารกิจ Artemis IV ปี 2028 เพื่อพิสูจน์ว่าดวงจันทร์คือบันไดขั้นแรกสู่การตั้งถิ่นฐานในจักรวาลของพวกเราอย่างแท้จริง

แชร์
Artemis II ทุบสถิติเดินทางไกลที่สุดจากโลก นักบินเล่านาทีขาดการติดต่อ