Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
ไทย-อาเซียนร้อนเป็นไฟ ส่องภาคธุรกิจเพื่อนบ้านรับมืออย่างไรไหว?
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

ไทย-อาเซียนร้อนเป็นไฟ ส่องภาคธุรกิจเพื่อนบ้านรับมืออย่างไรไหว?

30 มี.ค. 69
16:59 น.
แชร์

"แค่ก้าวเท้าออกจากบ้านก็เหมือนเดินเข้าเตาอบ" เชื่อว่านี่คือความรู้สึกร่วมของคนไทยทุกคนในวินาทีนี้ ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานออฟฟิศที่เหงื่อโชกตั้งแต่รอรถเมล์ หรือไรเดอร์ที่ต้องสู้กับไอร้อนบนถนนที่ระอุจนแทบละลาย ความร้อนในปี 2026 นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของสภาพอากาศที่ "ร้อนกว่าปกติ" แต่คือวิกฤตที่รุนแรงจนเริ่มสั่นคลอนการใช้ชีวิตและกระเป๋าตังค์อย่างเลี่ยงไม่ได้

เมื่ออุณหภูมิพุ่งทะลุ 40 องศาเซลเซียสติดต่อกันหลายสัปดาห์ ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ความหงุดหงิด แต่มันลามไปถึง "ต้นทุน" ของผู้คนและองค์กรทุกระดับ ตั้งแต่ค่าไฟฟ้าที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ ไปจนถึงผลิตภาพแรงงานที่ลดฮวบเพราะร่างกายทนไม่ไหว ภาคธุรกิจทั่วอาเซียน โดยเฉพาะในไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์จึงกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ว่า "โมเดลธุรกิจเดิม" จะยังไปต่อได้ไหมในวันที่โลกเปลี่ยน

เมื่อหันไปมองเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซีย ภาพที่เห็นแทบไม่ต่างกัน ทั้งการประกาศเตือนภัยความร้อนระดับอันตราย และการที่ห้างสรรพสินค้าต้องกลายเป็น "หลุมหลบภัย" ของผู้คน มาตรการฉุกเฉินถูกนำมาใช้ ตั้งแต่การปรับเวลาส่งอาหารไปจนถึงการติดตั้งระบบระบายอากาศอัจฉริยะ เพื่อให้เศรษฐกิจยังพอหมุนต่อไปได้ท่ามกลางไอแดดที่แผดเผา

Spotlight เจาะลึกภาคธุรกิจในไทยและเพื่อนบ้านอาเซียนเขามีกลยุทธ์ "ดับร้อน" อย่างไร? ใครที่กำลังรุ่งจากวิกฤตนี้ และใครที่ต้องรีบปรับตัวก่อนที่กำไรจากธุรกิจจะถูกไอร้อนแผดเผา

ส่องมาตรการ "เพื่อนบ้าน" เมื่อ Heatwave กลายเป็นวิกฤตระดับชาติ

เมื่อความร้อนไม่ใช่แค่ปัญหาของไทย แต่คือ "วิกฤตร่วม" ที่แผดเผาไปทั้งภูมิภาค เราจะไปสำรวจกลยุทธ์รับมือที่แตกต่างกันของเพื่อนบ้าน เริ่มตั้งแต่ระบบเตือนภัยเข้มงวดใน มาเลเซีย การปรับตัวของธุรกิจบริการใน อินโดนีเซีย ไปจนถึงสงครามพลังงานเพื่อความอยู่รอดใน เวียดนามและสิงคโปร์ เพื่อดูว่าแต่ละประเทศงัดไม้เด็ดอะไรมาสู้กับคลื่นความร้อนในครั้งนี้

  • มาเลเซีย: ระบบเฝ้าระวัง 3 ระดับ และบทเรียนจาก "แอร์ล่ม"

กรมอุตุนิยมวิทยามาเลเซียได้ประกาศใช้ระบบเฝ้าระวังคลื่นความร้อนอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะ Level 1 Heatwave Alert ที่จะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิแตะ 35-37 องศาเซลเซียสติดต่อกัน 3 วัน มาตรการนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ "ภาคการก่อสร้าง" และงานกลางแจ้งที่ต้องปรับตารางงานใหม่หมด หลายไซต์งานต้องหยุดพักในช่วงเที่ยงถึงบ่ายสี่โมง เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงฮีทสโตรกของคนงาน ซึ่งหมายถึงต้นทุนค่าแรงและเวลาที่เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในภาคธุรกิจบริการ กรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ Colony ผู้ให้บริการ Co-working Space ชั้นนำในกัวลาลัมเปอร์ ที่ต้องเจอกับวิกฤต "ระบบแอร์ล่ม" พร้อมกันถึง 4 สาขาจากทั้งหมด 16 แห่ง เนื่องจากเครื่องปรับอากาศต้องทำงานหนักต่อเนื่องเพื่อสู้กับความร้อนระอุ จนระบบรับภาระไม่ไหว กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ธุรกิจออฟฟิศให้เช่าต้องหันมาลงทุนในระบบสำรองและปรับลดอุณหภูมิเทอร์โมสแตทล่วงหน้าเพื่อกระจายภาระการทำงานของเครื่องจักร

  • อินโดนีเซีย: รับมือรังสี UV และนวัตกรรม "กักเก็บความเย็น"

ข้ามมาที่อินโดนีเซีย จาการ์ตาเพิ่งผ่านพ้นสัปดาห์วันหยุดยาวฮารีรายอท่ามกลางรังสี Ultraviolet (UV) ที่พุ่งสูงระดับอันตราย จนหน่วยงาน BMKG ต้องออกคำเตือนให้ประชาชนงดกิจกรรมกลางแจ้ง ภาคธุรกิจค้าปลีกและสถานที่ท่องเที่ยวอย่าง Taman Mini Indonesia Indah สังเกตเห็นจำนวนผู้เข้าชมที่ลดลงอย่างชัดเจนในจุดกลางแจ้ง ทำให้ต้องรีบปรับกลยุทธ์ติดตั้งพัดลมไอน้ำขนาดใหญ่และเพิ่มจุดบริการน้ำดื่มฟรีเพื่อดึงดูดใจลูกค้า

นวัตกรรมที่ถูกนำมาใช้จริงจังในอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้าของอินโดนีเซียคือระบบ "Air Locks" หรือประตูสองชั้นที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเย็นรั่วไหลออก และบล็อกอากาศร้อนไม่ให้ทะลักเข้าสู่อาคาร ซึ่งช่วยลดการทำงานของคอมเพรสเซอร์แอร์ได้มหาศาล ท่ามกลางค่าไฟที่พุ่งสูงในช่วงวิกฤตนี้

  • เวียดนาม & สิงคโปร์: สงครามพลังงานเพื่อ "ป้อนแอร์" ทั้งเมือง

ในขณะที่เวียดนามตอนเหนือและตอนกลางเผชิญอุณหภูมิแตะ 38 องศาเซลเซียส สิงคโปร์เองก็กำลังกังวลกับสภาวะอากาศแห้งจัดที่ลากยาว ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพื่อเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกันทั้งเมืองส่งผลให้ทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับ "วิกฤตพลังงานแฝง"

รัฐบาลของทั้งสองประเทศต้องเร่งจัดหาก๊าซ LNG (Liquefied Natural Gas) จากตลาดโลกท่ามกลางการแย่งชิงซัพพลายที่ผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง เพื่อให้มั่นใจว่า โรงไฟฟ้าจะมีเชื้อเพลิงเพียงพอป้อนความต้องการใช้ไฟที่พุ่งทำลายสถิติ นี่คือภาพสะท้อนชัดเจนว่า ความร้อนในอาเซียนไม่ได้เป็นแค่เรื่องของพัดลมหรือแอร์ แต่มันคือการเดิมพันด้วยความมั่นคงทางพลังงานระดับชาติ

ภาคธุรกิจไทย: รับมืออย่างไรในวันที่ "ค่าไฟพุ่ง-คนล้า"

ในขณะที่อุณหภูมิประเทศไทยพุ่งทะลุสถิติ ภาคอุตสาหกรรมไทยโดยเฉพาะกลุ่มการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้นอย่างเซรามิกและสิ่งทอ กำลังเผชิญกับภาวะ "ต้นทุนซ้อนต้นทุน" จากค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงตามความต้องการใช้พลังงาน (จ่อทุบสถิติใหม่กว่า 29,200 เมกะวัตต์ 

ด้านสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงราคาสินค้าที่อาจต้องปรับตัวขึ้น 3-5% หากราคาน้ำมันดีเซลยังผันผวนลากยาว บีบให้ผู้ประกอบการหลายรายต้องเร่งติดตั้ง Solar Rooftop เพื่อเป็น "ทางรอด" ในการล็อกต้นทุนพลังงานระยะยาวก่อนที่งบประมาณจะบานปลายไปมากกว่านี้

ขณะที่ภาคการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญกับวิกฤต "ผลิตภาพลดลง" อย่างชัดเจน เมื่อความเสี่ยงฮีทสโตรกทำให้ไซต์งานหลายแห่งต้องปรับแผนการทำงานแบบ Work Buddy System จับคู่ทำงานเพื่อสังเกตการณ์บัดดี้อีกคน และขยับตารางงานหนักไปไว้ช่วงเช้ามืดหรือหัวค่ำแทน เพื่อรักษาชีวิตแรงงานและป้องกันความล่าช้าของโครงการ 

ส่วนกลุ่มธุรกิจอาคารสำนักงานและห้างสรรพสินค้าไทยเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่กลยุทธ์ "Smart Cooling" อย่างเต็มตัว โดยมีการนำระบบ AI มาใช้มอนิเตอร์ "จุดร้อนสะสม" ในอาคารเพื่อจ่ายความเย็นให้ตรงจุดและประหยัดพลังงานสูงสุด ควบคู่ไปกับนโยบายผ่อนปรนสวัสดิการพนักงาน เช่น การอนุญาตให้ Work From Home ในวันที่ดัชนีความร้อนแตะระดับสีแดง หรือการรณรงค์ถอดสูท มาตรการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจไทยไม่ได้มองความร้อนเป็นแค่ปัญหาชั่วคราวอีกต่อไป แต่กำลังยกเครื่องการบริหารจัดการใหม่เพื่อรับมือกับ "New Normal" ของสภาพภูมิอากาศที่ไม่มีวันเหมือนเดิม


แชร์
ไทย-อาเซียนร้อนเป็นไฟ ส่องภาคธุรกิจเพื่อนบ้านรับมืออย่างไรไหว?