
สงครามในตะวันออกกลางดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว โดยเป็นการเปิดฉากโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯและอิสราเอลเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาครบหนึ่งเดือน ทั่วทั้งโลกใบนี้กำลังรับรู้ผลกระทบร่วมกัน แม้จะไม่ได้เป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรงก็ตาม อย่างประเทศไทยของเราเองก็เผชิญวิกฤตราคาน้ำมันแพง ก่อให้เกิดภาพปั๊มน้ำมันมีผู้คนต่อแถวยาวเหยียด หรือบางปั๊มจำกัดปริมาณการเติมเนื่องจากน้ำมันไม่เพียงพอ
ท่ามกลางการโจมตีที่สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาลทั้งในด้านงบประมาณและชีวิตผู้คน มีรายงานว่าค่าใช้จ่ายของสหรัฐอเมริกา พุ่งสูงแตะระดับหลายพันล้านดอลลาร์ต่อวัน ขณะที่อิสราเอล ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายราวหลายร้อยล้านดอลลาร์ต่อวันเช่นกัน
ฝั่งอิหร่านเผชิญความเสียหายอย่างหนัก โครงสร้างพื้นฐานทั้งพลเรือนและทางทหารได้รับผลกระทบในวงกว้าง มีอาคารเสียหายมากกว่า 82,000 แห่ง รวมถึงโรงพยาบาล ขณะที่การโจมตีร่วมกันของสหรัฐฯ และอิสราเอลมุ่งเป้าไปยังเป้าหมายหลายพันจุดทั่วประเทศ
ด้านความสูญเสียของมนุษย์ มีรายงานผู้เสียชีวิตในอิหร่านมากกว่า 1,340 คนจากการโจมตีระลอกแรก ขณะที่ฝ่ายสหรัฐฯ สูญเสียทหาร 13 นาย และมีผู้บาดเจ็บราว 290 คน ส่วนอิสราเอลก็มีความสูญเสียเช่นกัน แม้ตัวเลขจะไม่ถูกเปิดเผยอย่างชัดเจน
Spotlight สรุปตัวเลขความเสียหายของทั้งสามฝ่าย ในแง่ของงบประมาณ เศรษฐกิจ และการสูญเสียที่สำคัญที่สุด นั่นคือชีวิตมนุษย์
สงครามที่เคยถูกคาดว่าจะจบภายในไม่กี่วัน กลับยืดเยื้อเกินคาด พร้อมต้นทุนมหาศาล โดยสหรัฐอเมริกา ใช้งบประมาณไปแล้วราว 30,000–40,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อิสราเอล ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายราว 300 ล้านดอลลาร์ต่อวัน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ยังคงไม่สามารถทำข้อตกลงทางการทูตกับอิหร่านได้
นอกจากนั้น สหรัฐฯ ยังสูญเสียอุปกรณ์ทางทหารหลายรายการ รวมถึงโดรน MQ-9 Reaper และระบบเรดาร์ในฐานทัพภูมิภาค ขณะที่เรือบรรทุกเครื่องบิน USS Gerald R. Ford ได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้ ขณะเดียวกัน อิหร่านซึ่งถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง ต้องปรับยุทธศาสตร์หันไปใช้ขีปนาวุธที่มีอานุภาพสูงขึ้น ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย
สงครามครั้งนี้ไม่เพียงล้มเหลวในการกดดันให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์ตามข้อเรียกร้อง 15 ข้อของสหรัฐฯ แต่ยังทำให้วอชิงตันต้องหันมาเจรจาเพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของโลกที่แทบไม่เคยถูกปิดกั้น ยกเว้นช่วงสงครามเรือบรรทุกน้ำมันในทศวรรษ 1980
แม้รัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐฯ พีต เฮกเซธ จะระบุว่า อิหร่านเป็นฝ่ายขัดขวางการเดินเรือ แต่ในความเป็นจริง ความหวาดกลัวต่อการโจมตีมากกว่าที่ทำให้บริษัทประกันและเจ้าของเรือถอนตัว ส่งผลให้การขนส่งน้ำมันหยุดชะงัก ขณะเดียวกัน อิหร่านยังใช้โอกาสนี้สร้าง “กลไกเก็บค่าผ่านทาง” จากเรือบรรทุกน้ำมัน เปรียบเสมือนโมเดลของคลองสุเอซ ซึ่งอาจสร้างรายได้มหาศาลถึงปีละ 80,000 ล้านดอลลาร์
ในอีกด้านหนึ่ง แม้ทรัมป์ จะยังคงเดินหน้ากดดันทางทหาร แต่ก็เลื่อนแผนโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่านออกไปหลายครั้ง ขณะที่อิหร่านยังคงแสดงท่าทีไม่ยอมจำนน ความขัดแย้งจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามรบ แต่ลุกลามไปสู่สนามพลังงานโลก เมื่อการปิดกั้นถึง 95% ของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดสูญเสียน้ำมันวันละ 10–13 ล้านบาร์เรล และกลายเป็นปัจจัยชี้วัดสำคัญของชัยชนะในสงครามครั้งนี้
แม้อิหร่านจะไม่ได้เปิดเผยความเสียหายอย่างหนักชัด รวมถึงงบประมาณว่ารัฐบาลใช้วันละเท่าไหร่ในการทำสงคราม แต่สิ่งที่อิหร่านสูญเสียหนักที่สุดคือ ชีวิตมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ โดยมีรายงานว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลในอิหร่านเพิ่มเป็นเกือบ 2,000 รายแล้ว
แต่ไม่ใช่แค่นั้น สงครามได้ยกระดับสู่ความขัดแย้งในภูมิภาค การโจมตีตอบโต้กันไปมา ส่งผลให้ประเทศเพื่อนบ้านล้วนได้รับผลกระทบไปด้วย และทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย
อ้างอิงจากสำนักข่าว Al Jazeera เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 สงครามครั้งนี้คร่าชีวิต-ทำให้บาดเจ็บ ในแต่ละประเทศดังนี้:
ทว่าราคาความสูญเสียของมนุษย์ไม่ใช่แค่ ‘ตัวเลข’ การเสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ สงครามทำให้สังคมหยุดชะงัก โรงเรียนปิด โรงพยาบาลทำงานได้อย่างไม่ปกติ ท้องถนนไม่ปลอดภัย
เหล่านี้ส่งผลต่อ พัฒนาการการเรียนรู้ของเด็ก สุขภาพโดยรวมของคนในสังคม บาดแผลทางจิตใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลจากรุ่นหนึ่งถึงรุ่นหนึ่งได้ และยังบีบบังคับให้คนจำนวนมากต้องย้ายถิ่นฐาน เปลี่ยนคำเรียกจาก ครู หมอ พนักงานขาย หรือนักการตลาด กลายเป็น ‘ผู้ลี้ภัย’
สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประมาณการว่า สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ผลักให้มีผู้อพยพย้ายถิ่นฐานแล้วมากกว่า 4 ล้านคน
ประชากรอิหร่านกว่า 3.2 ล้านคนลี้ภัยภายในประเทศ ซึ่งนับเป็นจำนวน 3% ของประชากรทั้งหมด และมีคนอีกราว 82,900 คนเดินทางออกนอกประเทศ ไปประเทศที่มีพรมแดนติดกันอย่าง ตุรกี (1,500-2,000 คน) เติร์กเมนิสถาน (500 คน) อาเซอร์ไบจาน (2,545 คน) ปากีสถาน (6,726 คน) และอิรักราว 325 คน
นอกจากนี้ ทั้งชาวอิหร่านและผู้อพยพชาวอัฟกานิสถานที่เคยอยู่ในอิหร่านก่อนเกิดสงครามเดินทางไปอัฟกานิสถานรวม 70,808 คน (ข้อมูลจากองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน เข้าถึงผ่าน Al Jazeera)
ที่เลบานอนเอง ซึ่งเป็นเป้าโจมตีของอิสราเอล มีคนถูกบีบให้ต้องย้ายถิ่นฐานแล้วกว่า 1 ล้านคน หรือราว 18% ของประชากรทั้งหมด ในจำนวนนั้นเดินทางออกนอกประเทศไปยังประเทศซีเรีย ส่วนที่เหลือลี้ภัยในประเทศ ส่วนมากคือคนจากพื้นที่ทางใต้เดินทางขึ้นเหนือ
กองทัพอิสราเอลได้ขยายคำสั่งอพยพประชาชนทางใต้ของเลบานอน ซึ่งอยู่ติดกับอิสราเอลทางเหนือ ให้ออกไปจากพื้นที่
ตามรายงานของสภาผู้ลี้ภัยนอร์เวย์ คำสั่งอพยพครั้งใหญ่ของอิสราเอลในขณะนี้ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 1,470 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ราว 14% ของเลบานอน