
การปิดช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่านทำให้ภาคพลังงานทั่วโลกสั่นคลอนระลอกใหญ่ หนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบมากไม่น้อยหน้าใครคือ อินเดีย ประเทศใหญ่โซนเอเชียใต้ที่นำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG จากตะวันออกกลางมากถึง 55%-65%
ก๊าซ LNG คือ ก๊าซธรรมชาติที่ผ่านกระบวนการทำความเย็นลงเหลือ 160 องศาเซลเซียส เพื่อลดปริมาตร และทำให้ขนส่งทางเรือได้สะดวก ใช้ทำกระแสไฟฟ้า เป็นเชื้อเพลิงในโรงงานอุตสาหกรรม
การที่ช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ จากสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ทำให้หลายประเทศพบกับวิกฤตพลังงานฉับพลัน แม้จะมีคลังพลังงาน ทั้งน้ำมันดิบและก๊าซ LNG สำรอง แต่ความกังวลในภาคประชาชนก็ผลักดันให้คนจำนวนมากเริ่มกักตุนสินค้า ด้วยกลัวว่า หากปัญหาไม่คลี่คลายในเร็ววัน ราคาพลังงานอาจเพิ่มสูงขึ้นในภายหลัง
อินเดียถือเป็นตัวอย่างหนึ่ง ประชาชนอินเดียออกมากักตุนสินค้าและพลังงานกันตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือนมีนาคม จนเมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ทางการต้องออกมาขอร้องประชาชนให้อย่าตื่นตระหนก และหลีกเลี่ยงการกักตุนสินค้า
อย่างไรก็ตาม ความตื่นตระหนกของคนอินเดียใช่ว่าไม่มีมูล แม้ว่ารัฐบาลจะออกมายืนยันว่า “ก๊าซไม่ขาดแคลน” ต่อเนื่อง แต่สำนักข่าว Reuters รายงานว่า อินเดียกำลังเผชิญปัญหา ไม่สามารถบริหารก๊าซ LNG ให้เพียงพอกับความต้องการในประเทศได้
รัฐบาลกลางอินเดียได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม ใช้อำนาจฉุกเฉินสั่งให้โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซ LNG และลดการขายให้ภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้ไม่กระทบภาคครัวเรือน ซึ่งมีราว 333 ล้านครัวเรือนในอินเดียที่ใช้พลังงานหลักจากก๊าซ LNG
ก๊าซ LNG ที่ใช้ในอินเดียเป็นก๊าซนำเข้ากว่า 60% และกว่า 90% ในจำนวนนั้นนำเข้าจากตะวันออกกลาง และอินเดียเป็นประเทศที่นำเข้าก๊าซ LNG มากเป็นอันดับสองของโลก
เพราะก๊าซ LNG ใช้เป็นก๊าซหุงต้ม ซึ่งจำเป็นต่อการประกอบอาหารมาก ธุรกิจอาหารจึงเป็นภาคส่วนที่ได้รับแรงกระแทกอย่างจัง หลายร้านอาหารแปะป้ายประกาศว่า “ไม่ขายโรตี เพราะวิกฤตขาดแก๊สถัง” หรือ “วันนี้มีแค่ชาและกาแฟ”
สำนักข่าว France 24 รายงานสถานการณ์การขาดแคลนก๊าซหุงต้มจากเสียงเจ้าของร้านอาหาร 2 แห่ง ผู้ประกอบการคนแรกคือ ไซด์ จามีล เจ้าของร้านอาหารมากกว่า 10 แห่งในบังกาลอร์ เมืองหลวงของรัฐกรณาฏกะ ทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย
“เมนูอาหารเราหายไป 50% เลย” เขากล่าว “สถานการณ์ยากมาก ทรัพยากรมีน้อยมาก เราหาก๊าซไม่ได้ การจัดส่งสินค้าเชิงพาณิชย์ทั้งหมดหยุดลงแล้ว ในอินเดีย แก๊สถังหนึ่งมีน้ำหนักประมาณ 21 กิโลกรัม เราต้องใช้แก๊ส 15-20 ถังต่อวัน แล้วก๊าซที่มีขายอยู่ ก็ราคาเพิ่มขึ้น 4 เท่าจากราคาเดิม” จามีลเล่าปัญหา
“เราก็เลยต้องค่อย ๆ ลดเมนูลงทีละนิด ตอนนี้หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว” เขากล่าวถึงผลลัพธ์
“ผมมีครัวส่วนกลางที่สต็อกถังแก๊สไว้อยู่ เลยคิดว่ายังพอมีแก๊สใช้ไปอีก 4-5 วัน แต่เพราะแก๊สเป็นอะไรที่เราสต็อกไว้ไม่ได้นาน เพราะมันไม่ปลอดภัย ไม่เหมือนอาหารอย่างข้าวหรือแป้งที่เก็บไว้ได้” จามีลกล่าวเสริม
ผู้ประกอบการอีกคนที่สะท้อนถึงปัญหาคือ เชฟ ลิจู นินาน ผู้เปิดร้านอาหารชื่อ Spicy Dine Inn ที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัฐคุชราต
“ตอนนี้ก็แค่มีชีวิตรอด ไม่มีทรัพยากรสำรองเลย [...] ปกติแล้ว ก๊าซจะมาทุกสัปดาห์ ก่อนหน้านี้ผมโทรหาคนขาย แต่เขาปิดเครื่องอยู่ ผมก็คิดว่า เขาคงไปงานแต่งมั้ง หรือไม่ก็มีเรื่องด่วนต้องไปโรงพยาบาล แต่วันถัดมาลูกชายเขาบอกผมว่า พ่อเขาปิดเครื่องทิ้ง เพราะมีคนโทรหาตั้งวันละร้อยสาย” นินานกล่าว
“เราต้องลดเมนู ตอนนี้มีอยู่แค่ 2-3 เมนู เมนูหนึ่งเป็นเมนูมังสวิรัติ อีกอันไม่มังสวิรัติ ปกติจะมีอาหารทะเลด้วยนะ มีเนื้อแกะ มีไก่ แต่ตอนนี้มีแค่ไก่ที่ทำให้สุกได้ง่าย ๆ เราใช้หม้อความดันทำให้ไก่สุก จะได้ไม่ต้องใช้ก๊าซมาก” เขาพูดถึงทางแก้ชั่วคราว
เชฟนินานยังสะท้อนว่า การขาดแคลนก๊าซกระทบเวลาเปิดปิดร้านด้วย
“ตอนนี้เราปิดร้านตอนเช้า และปิดช่วงบ่ายด้วย เปิดแต่ตอนค่ำเท่านั้น เราเพิ่งยกเลิกงานอีเวนต์ 2 วันไป เพราะว่าไม่มีก๊าซ”
ร้านอาหารอีกมากทั่วประเทศแก้ปัญหาในลักษณะเดียวกัน คือ การลดเมนู และแจ้งเตือนลูกค้าผ่านโซเชียลมีเดีย
เมื่อก๊าซหุงต้มหายไปจากเมนูวัตถุดิบ และรายการอาหารเกินครึ่งหายไปจากเมนูของลูกค้า อีกแนวทางที่ร้านอาหารใช้แก้ปัญหาคือ การหาพลังงานทดแทน เช่น พลังงานจากถ่าน ไม้ หรือกระทะไฟฟ้า
ร้านอาหาร Bell Jumbo ในเมืองมทุไร รัฐทมิฬนาฑู ได้โพสต์ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ของร้านว่า “การบริการอาจใช้ล่าช้า เนื่องจากวัตถุดิบบางอย่างต้องเตรียมด้วยการใช้ถ่านแทนก๊าซหุงต้ม ซึ่งใช้เวลานานกว่า”
ด้านจามีลเองก็บอกว่า มีทางแก้เฉพาะหน้าอยู่คือ การใช้กระทะไฟฟ้า
“มีทางเลือกอื่นอยู่ เราหันมาใช้กระทะไฟฟ้าแทน เมื่อสองวันก่อนผมไปซื้อกระทะไฟฟ้ามาหลายใบ เราใช้ถ่านด้วยเหมือนกัน ใช้เตาบาร์บีคิวด้วย” เขากล่าว
ด้านเชฟนินานเองก็สะท้อนว่า ร้านของเขาคงต้องหันมาใช้ถ่านไม้และถ่านอื่น ๆ ในเร็ววัน แต่ก็ยังกังวลว่า ทางเลือกนี้อาจสร้างควันจำนวนมาก และอาจทำไม่ได้ในทางปฏิบัติ
ทั้งเชฟนินานและคุณจามีลต่างส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาโดยไว
“รัฐบาลต้องรีบทำอะไรสักอย่าง อย่างถูกต้อง เหมาะสม เพราะว่าผู้ค้าขายและร้านอาหารเล็ก ๆ แบบเรา ๆ จะทำอะไรได้ ไม่มีตัวเลือกอื่นหรอกนอกจากปิดร้าน แล้วก็จะเสียลูกค้าไป [...] ถ้าวิกฤตเกิดต่อเนื่องอีก 5 วัน เราคงต้องปิดร้าน” นินานกล่าว
“ตอนผมออกไปข้างนอกก็เห็นว่าร้านอาหารเล็ก ๆ ปิดหมด ร้านใหญ่ ๆ ก็ต้องลดเมนู นี่เป็นสัญญาณใหญ่แล้วว่า เรากำลังจะไม่มีทรัพยากรใช้” จามีลกล่าว
นอกจากการขาดแคลนในภาคธุรกิจอาหาร ก๊าซธรรมชาติอัด หรือ CNG ก็เป็นเชื้อเพลิงรถยนต์อันดับ 2 ของอินเดีย ซึ่งขาดแคลนเช่นกัน
รายงานล่าสุดจาก Investing Live ชี้ว่า รัฐบาลอินเดียกำลังเจรจากับทางการอิหร่านเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเรือของเรือบรรทุกเชื้อเพลิงที่ติดค้างอยู่ท่ามกลางการปิดเส้นเดินเรือ ณ ช่องแคบฮอร์มุซ
การเจรจาเพื่ออำนวยความสะดวกครั้งแรกจะให้ความสำคัญลำดับแรกกับเรือบรรทุกก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) จำนวน 6 ลำ ซึ่งบรรทุกก๊าซหุงต้มประมาณ 270,000 ตัน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังคงพยายามหาทางให้มีการขนส่งพลังงานเพิ่มเติมได้ รวมถึงเที่ยวเรือขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซ LNG ที่เช่าเหมาลำโดยบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Indian Oil Corp., Bharat Petroleum, Hindustan Petroleum, Petronet LNG และ Reliance Industries
แม้ว่าการเข้าถึงน้ำมันดิบราคาถูกจากรัสเซียจะช่วยบรรเทาผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันได้บ้าง แต่ตลาดก๊าซยังคงตึงตัวอย่างมาก โดยมีการบังคับใช้มาตรการปันส่วนก๊าซ LNG กับผู้ใช้ในภาคอุตสาหกรรมแล้ว หลังจากเกิดการหยุดชะงักของการส่งออกจากกาตาร์