Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เจ็บแค่ไหน จากสงครามที่ทรัมป์ก่อเองและการปิดฮอร์มุซ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เศรษฐกิจสหรัฐฯ เจ็บแค่ไหน จากสงครามที่ทรัมป์ก่อเองและการปิดฮอร์มุซ

13 มี.ค. 69
15:41 น.
แชร์

เศรษฐกิจอเมริกาสั่นคลอน คำมั่นทรัมป์ไม่น่าเชื่อถือ?

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ด้านพลังงาน ราคาสินค้าที่พุ่งสูงขึ้น เพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อผู้บริโภคทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ชาวอเมริกันเองก็ได้รับผลกระทบครั้งนี้ด้วย แม้ว่าผู้นำของพวกเขาจะพยายามออกมายืนยันว่า สหรัฐฯ เอาชนะอิหร่านในสงครามครั้งนี้ได้แล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถเรียกความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศได้ดีนัก

เมื่อวันพุธที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาประกาศว่า สงครามในครั้งนี้ได้จบลงแล้ว ตั้งแต่ชั่วโมงแรกของปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน และสหรัฐฯ ชนะแล้ว แต่คำประกาศของเขาเกิดขึ้นในขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซกำลังถูกปิด เพื่อตัดขาดเส้นทางขนส่งน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ท่ามกลางคำเตือนจากอิหร่านที่ยังคงเดินหน้าโจมตีเรือขนส่งอย่างต่อเนื่อง และราคาน้ำมันอาจพุ่งสูงถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดีดตัวสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และพุ่งสูงขึ้นอีกครั้งในวันนี้

Spotlight เจาะลึกประเด็นภายใต้สถานการณ์ที่คุมไม่ได้นี้ ชาวอเมริกันกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะข้าวยากหมากแพง ในขณะที่เศรษฐกิจฝืดเคือง หรือ Stagflation เหมือนในยุค 70 จริงหรือไม่? และเหตุใดผู้เชี่ยวชาญถึงเตือนว่า หากสงครามนี้ยืดเยื้อเกินหนึ่งเดือน เราอาจได้เห็นจุดเริ่มต้นของ 'ความล่มสลาย' ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ไม่ได้บอกไว้ในแถลงการณ์

ผู้เชี่ยวชาญชี้ช่องแคบฮอร์มุซ คือตัวแปรสำคัญ

แม้คำแถลงจากทำเนียบขาวจะพยายามทำให้ดูเหมือนว่าทุกอย่างควบคุมได้ แต่สำหรับเหล่านักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน สายตาของพวกเขากลับไม่ได้จับจ้องไปที่ควันปืนในอิหร่านเพียงอย่างเดียว แต่กำลังเพ่งมองไปที่เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าอย่าง "ช่องแคบฮอร์มุซ" เพราะนี่คือจุดชี้ชะตาว่า วิกฤตครั้งนี้จะจบลงที่การปรับราคาชั่วคราว หรือจะกลายเป็นหายนะทางการเงินครั้งประวัติศาสตร์

ราเชล เซียมบา นักวิชาการอาวุโสสมทบจากสถาบันคลังสมอง Center for a New American Security ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า แรงกดดันที่ผู้บริโภคกำลังแบกรับอยู่นั้นแปรผันตรงกับระยะเวลาของความขัดแย้ง โดยเธอระบุว่า หากสถานการณ์การสู้รบยังคงรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาพลังงานจะไม่เพียงแค่สูงขึ้น แต่จะมีความผันผวนจนยากที่จะควบคุม ซึ่งนั่นหมายถึงต้นทุนการขนส่งและราคาสินค้าทุกชนิดจะแกว่งตัวอย่างไร้ทิศทาง สร้างความลำบากในการวางแผนใช้ชีวิตของประชาชน

ในมุมมองของเซียมบา มีฉากทัศน์ที่น่าสนใจอยู่ 2 รูปแบบ โดยทางออกที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นเมื่อสงครามยุติลงอย่างรวดเร็ว มีข้อตกลงที่น่าเชื่อถือและมีเสถียรภาพ สหรัฐฯ และทั่วโลกอาจจะได้เห็นราคาน้ำมันและสถานการณ์ทางเศรษฐกิจกลับคืนสู่สภาวะปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น ส่วนทางออกที่อันตรายที่สุดจะเกิดขึ้นแน่นอน หากการสู้รบยืดเยื้อเกินกว่า 2-3 สัปดาห์ ผลกระทบจะไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคาน้ำมันแพง แต่อาจฝังรากลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจ

สิ่งที่ผู้สังเกตการณ์กังวลมากที่สุดคือ การที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจถอยหลังกลับไปเผชิญกับ ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง หรือ Stagflation ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคทศวรรษ 1970 ภาวะนี้คือฝันร้ายที่ "ของแพงแต่เงินหายาก" คนจะเริ่มตกงานในขณะที่ค่าครองชีพไม่ยอมลดลง หรือในกรณีที่เลวร้ายที่สุด สหรัฐฯ อาจถลำลึกเข้าสู่ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างเต็มรูปแบบ

นับถอยหลังสู่หายนะ: เมื่อไหร่ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะพังทลาย?

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุในรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า “สงครามในตะวันออกกลางกำลังสร้างการหยุดชะงักของอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดน้ำมันโลก”

ตามความเห็นของ แซม โอรี ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายพลังงานแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก ระบุว่า ในอดีตเมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 4-5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และทรงตัวอยู่ในระดับสูง “สิ่งนั้นมักจะกระตุ้นให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอ”

โอรีกล่าวว่า สหรัฐฯ จะยังไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าวเร็วเท่ากับช่วงยุคทศวรรษ 1970 ซึ่งในขณะนั้นเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศอย่างหนัก แต่เขาคาดการณ์ว่า จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหากราคาน้ำมันยังคงอยู่ที่ประมาณ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเกือบตลอดทั้งปี ในทางกลับกัน “การปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างไม่มีกำหนดจะทำให้ราคาทะลุตัวเลขนั้นไปไกลมาก จนอาจไม่ต้องรอนานถึงปี ถึงจะเกิดวิกฤต” 

ในฐานะที่แซม โอรี เคยรับบทบาทเป็นผู้ดำเนินเกมจำลองสถานการณ์สงครามด้านวิกฤตพลังงานให้แก่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ เขาเปิดเผยว่า ในอดีตนั้น หากใครบังอาจเสนอสมมติฐานว่าช่องแคบฮอร์มุซจะถูกปิดตายยาวนานถึง 6 เดือน คนผู้นั้นคงหนีไม่พ้นการถูกหัวเราะเยาะจนต้องเดินออกจากห้องประชุมไป เนื่องจากเหล่านักวิเคราะห์ต่างปักใจเชื่อมาโดยตลอดว่าเส้นทางนี้มีความสำคัญระดับวิกฤตต่อโลกจน "ไม่อาจยอมให้เกิดความล้มเหลวได้" อย่างเด็ดขาด

แต่ทว่าภาพความเชื่อมั่นอันแรงกล้าในอดีตกลับกำลังถูกสั่นคลอนด้วยสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งรอยร้าวที่เกิดขึ้นนี้เองกำลังบั่นทอนความมั่นใจที่เคยมี และพิสูจน์ให้เห็นว่า สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่อยู่ตรงหน้าเราทุกคน

พื้นที่อ่าวเปอร์เซียซึ่งกั้นกลางระหว่างคาบสมุทรอาหรับและอิหร่าน เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันมากกว่า 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันโลกผ่านเรือบรรทุกน้ำมันที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความรุนแรงของภัยคุกคามต่อเศรษฐกิจโลกนี้เป็น “ตัวบ่งชี้ที่ชัดเจนที่สุดว่าเรื่องนี้จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว เพราะมันยากเกินกว่าจะจินตนาการได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่เป็นเช่นนั้น”

จากวิกฤตหน้าปั๊มสู่ภาพหลอนเศรษฐกิจที่ยากจะเยียวยา

ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้ได้เริ่มแผ่ซ่านเข้าสู่ชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันอย่างชัดเจน ผ่านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นถึง 65 เซนต์ต่อแกลลอนภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ แพทริก เดอฮาน ผู้เชี่ยวชาญจาก GasBuddy เตือนว่า หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ เราอาจเห็นราคาดีดตัวสูงขึ้นอีกสัปดาห์ละ 25-40 เซนต์ ซึ่งภาระหนักหนาที่สุดจะตกอยู่กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ยิ่งไปกว่านั้น ความติดขัดที่ช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงห่วงโซ่อุปทานโลก ทำให้อัตราค่าขนส่งทางเรือพุ่งสูงขึ้นและส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขยับตัวตามไปในเวลาอันสั้น

ความน่ากังวลไม่ได้หยุดอยู่แค่ที่ราคาน้ำมัน แต่ลามไปถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่างปุ๋ยเกษตร ยา และพลาสติก รวมถึงก๊าซฮีเลียมที่จำเป็นต่อการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะทำให้ภาคการผลิตรถยนต์และสินค้าเทคโนโลยีต้องเผชิญกับภาวะชะงักงัน 

สถานการณ์เหล่านี้กำลังปลุก "ภาพหลอนของยุค 70" ให้กลับมาอีกครั้งในรูปแบบของภาวะเศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อพุ่งสูง (Stagflation) ซึ่งเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดสำหรับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เพราะการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อคุมเงินเฟ้อจะยิ่งทำให้การจ้างงานถดถอย แต่หากลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินเฟ้อก็จะยิ่งทวีความรุนแรง จนทำให้ในปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้านพุ่งทะลุ 6% ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในมิติของงบประมาณแผ่นดิน ไฮดี เปลเทียร์ จากโครงการ Costs of War ชี้ให้เห็นว่าสงครามแต่ละครั้งทิ้งมรดกหนี้มหาศาลไว้ให้คนรุ่นหลัง โดยปัจจุบัน สหรัฐฯ ต้องจ่ายดอกเบี้ยจากสงครามในอดีตไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ การทุ่มงบประมาณไปกับการสู้รบไม่เพียงแต่สร้างงานได้น้อยกว่าการลงทุนด้านการศึกษาหรือสาธารณสุข แต่ยังเป็นการฉีด "อะดรีนาลีน" เข้าสู่ระเบียบโลกใหม่ที่ทำให้ประเทศต่างๆ เริ่มตีตัวออกห่างและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ 

สุดท้ายแล้ว สงครามที่ทรัมป์เชื่อว่าจบลงอย่างรวดเร็ว อาจกลายเป็นชนวนเหตุที่บีบให้ภาคธุรกิจต้องยอมแบกรับต้นทุนการจัดการความเสี่ยงที่สูงขึ้น และผลักภาระทั้งหมดนั้นกลับมาที่กระเป๋าเงินของผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


แชร์
เศรษฐกิจสหรัฐฯ เจ็บแค่ไหน จากสงครามที่ทรัมป์ก่อเองและการปิดฮอร์มุซ