Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘รัสเซีย’ รับอานิสงส์ศึกตะวันออกกลาง ขายน้ำมันได้วันละ 4.8 พันล้านบาท
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘รัสเซีย’ รับอานิสงส์ศึกตะวันออกกลาง ขายน้ำมันได้วันละ 4.8 พันล้านบาท

13 มี.ค. 69
16:27 น.
แชร์

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ปะทุขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกำลังสั่นคลอนเสถียรภาพของระบบพลังงานโลก และเร่งให้สมดุลของตลาดน้ำมันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางอุปทานจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียที่เริ่มสะดุด “รัสเซีย” กลับกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับอานิสงส์จากสถานการณ์ดังกล่าวอย่างเด่นชัด โดยรายได้จากการส่งออกน้ำมันของมอสโกพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วตามการปรับตัวของราคาพลังงานโลก

ข้อมูลจากรายงานของสำนักข่าว Financial Times ชี้ว่า รายได้งบประมาณของรัฐบาลรัสเซียจากการขายน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 150 ล้านดอลลาร์ต่อวัน หรือประมาณ 4.8 พันล้านบาท หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวขึ้น ขณะที่ประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ โดยเฉพาะอินเดียและจีน เริ่มเร่งเพิ่มการซื้อน้ำมันรัสเซียเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านอุปทานจากภูมิภาคอ่าวอาหรับ

แรงหนุนต่อรัสเซียยังเพิ่มขึ้นอีกขั้น เมื่อสหรัฐอเมริกาตัดสินใจผ่อนคลายข้อจำกัดบางส่วนเกี่ยวกับการค้าพลังงาน โดยเปิดทางให้มีการซื้อขายน้ำมันรัสเซียที่กำลังลอยลำอยู่ในทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อลดแรงกระแทกต่อระบบพลังงานโลก ท่ามกลางวิกฤติช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงปิดการเดินเรือ ซึ่งยิ่งทำให้บทบาทของรัสเซียในฐานะแหล่งพลังงานทางเลือกของโลกทวีความสำคัญมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

สหรัฐเปิดทางให้ซื้อขายน้ำมันรัสเซียที่ลอยทะเลชั่วคราว หวังสกัดความผันผวนพลังงานโลก

ในวันที่ 13 มีนาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจอนุญาตให้มีการซื้อขายน้ำมันรัสเซียที่กำลังลอยลำอยู่ในทะเลเป็นการชั่วคราว เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกที่กำลังเผชิญความผันผวนอย่างหนักจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

มาตรการดังกล่าวถูกประกาศเมื่อวันพฤหัสบดี โดย สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X ว่า การผ่อนคลายครั้งนี้เป็นเพียง “มาตรการเฉพาะเจาะจงและมีระยะเวลาจำกัด” ซึ่งออกแบบมาเพื่อจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินในตลาดพลังงาน และจะใช้เฉพาะกับน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งแล้วเท่านั้น

ตามข้อมูลที่ CNBC อ้างอิง ณ วันที่ 12 มีนาคม มีน้ำมันที่มีแหล่งกำเนิดจากรัสเซียลอยอยู่ในทะเลทั่วโลกประมาณ 124 ล้านบาร์เรล กระจายอยู่ตามจุดจอดและเส้นทางเดินเรือราว 30 แห่งทั่วโลก ปริมาณดังกล่าวเทียบเท่ากับความต้องการใช้น้ำมันของโลกประมาณ 5-6 วัน

การตัดสินใจของสหรัฐเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะตึงเครียดในตลาดพลังงานโลกที่รุนแรงขึ้น หลังเกิดสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในช่วงต้นสัปดาห์ราคาน้ำมันเคยพุ่งเข้าใกล้ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ก่อนที่แรงซื้อจะเริ่มชะลอลงในช่วงปลายสัปดาห์

แรงกดดันต่ออุปทานยิ่งทวีความรุนแรง หลัง โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านประกาศว่าจะยังคง ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก

ภายใต้ภาวะดังกล่าว น้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นดัชนีอ้างอิงของตลาดโลก ปิดการซื้อขายในวันพฤหัสบดีที่ระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยข้อมูลจากตลาด ICE Brent Crude สัญญาส่งมอบเดือนพฤษภาคม 2026 ระบุว่าราคาล่าสุดอยู่ที่ 100.95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.49 ดอลลาร์ หรือประมาณ 0.49%

ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ ยังได้ให้ การผ่อนผันแก่อินเดียเป็นเวลา 30 วัน เพื่อให้สามารถซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซียได้ชั่วคราว ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทานในตลาดโลก

อย่างไรก็ตาม เบสเซนต์ยืนยันว่าการอนุญาตให้ซื้อขายน้ำมันที่ติดค้างอยู่ในทะเลครั้งนี้ จะไม่สร้าง “ผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ” ให้กับรัฐบาลรัสเซีย โดยให้เหตุผลว่ารายได้หลักของรัสเซียจากภาคพลังงานมาจากภาษีที่จัดเก็บตั้งแต่ขั้นตอนการสกัดน้ำมัน มากกว่าการจัดเก็บจากการขายปลายทาง

ประกาศอย่างเป็นทางการบนเว็บไซต์กระทรวงการคลังสหรัฐระบุว่า การยกเว้นดังกล่าวครอบคลุม น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากรัสเซียที่ถูกบรรทุกขึ้นเรือก่อนเวลา 12.01 น. ตามเวลา Eastern Time และอนุญาตให้ทำธุรกรรมซื้อขายได้จนถึง วันที่ 11 เมษายน เวลา 12.01 น. ซึ่งเป็นกรอบเวลาที่กำหนดไว้สำหรับมาตรการฉุกเฉินครั้งนี้

รัสเซียรับอานิสงส์ราคาน้ำมันพุ่ง รายได้รัฐเพิ่มวันละ 150 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ แม้สหรัฐฯ ระบุว่ารัสเซียจะไม่ได้ผลประโยชน์ทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญจากการผ่อนผันในครั้งนี้ ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของ Financial Times โดยอ้างอิงข้อมูลอุตสาหกรรมและการประเมินของนักวิเคราะห์หลายราย ระบุว่า รัสเซียกำลังได้รับรายได้งบประมาณเพิ่มขึ้นสูงถึงประมาณ 150 ล้านดอลลาร์ต่อวันหรือราว 4.8 พันล้านบาท จากการขายน้ำมัน หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

ตั้งแต่เกิดวิกฤติในภูมิภาค สำนักข่าวคาดว่ารัสเซียได้รับรายได้พิเศษจากภาษีการส่งออกน้ำมันแล้วราว 1.3-1.9 พันล้านดอลลาร์ โดยแรงหนุนสำคัญมาจากความต้องการน้ำมันรัสเซียที่เพิ่มขึ้นจากอินเดียและจีน ซึ่งต้องเร่งหาแหล่งพลังงานทดแทน หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบอย่างหนัก

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังได้ผ่อนคลายแรงกดดันต่ออินเดียในการซื้อน้ำมันรัสเซียบางส่วน ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันจำนวนมากเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้าไปยังมหาสมุทรอินเดีย ส่งผลให้การส่งออกพลังงานของรัสเซียฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกัน หากราคาน้ำมันดิบ Urals ของรัสเซียเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 70-80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในเดือนนี้ แทนที่จะอยู่ใกล้ระดับเฉลี่ยสองเดือนก่อนหน้าที่ประมาณ 52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐบาลรัสเซียอาจได้รับรายได้เพิ่มรวมจากการขายน้ำมันถึง 3.3-4.9 พันล้านดอลลาร์ภายในสิ้นเดือนมีนาคม

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือว่าสำคัญอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของรัสเซีย เนื่องจากก่อนเกิดสงครามกับอิหร่าน รัสเซียกำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่ลดลง และการสูญเสียตลาดส่งออกในอินเดียจากแรงกดดันของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ปริมาณส่งออกน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ลดลงเหลือเพียง 6.6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565

วิกฤติฮอร์มุซเปลี่ยนสมดุลตลาดพลังงาน เปิดโอกาสรัสเซียยึดส่วนแบ่ง

การปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานสำคัญที่สุดของโลก ได้สร้างความปั่นป่วนอย่างรุนแรงต่อระบบพลังงานโลก นักวิเคราะห์ประเมินว่าอุปทานน้ำมันดิบกว่า 60 ล้านตันต่อเดือน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ประมาณ 7 ล้านตันต่อเดือน อาจหายไปจากตลาดโลก

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเทศผู้นำเข้าพลังงานรายใหญ่ต้องเร่งปรับกลยุทธ์ด้านอุปทาน โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์การขนส่งพลังงาน Kpler ระบุว่า การนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้นถึง 50% จากต้นเดือนก่อนหน้า

หากแนวโน้มการขนส่งน้ำมันยังคงดำเนินต่อไปในลักษณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดว่าปริมาณนำเข้าน้ำมันรัสเซียของอินเดียตลอดทั้งเดือนอาจเพิ่มขึ้นเกือบ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นักวิเคราะห์หลายรายมองว่าความขัดแย้งครั้งนี้กำลังเปิดโอกาสให้รัสเซียขยายอิทธิพลในตลาดพลังงานโลก โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศผู้ส่งออกพลังงานในอ่าวอาหรับไม่สามารถส่งออกสินค้าได้ตามปกติ ขณะเดียวกันผู้นำรัสเซียยังส่งสัญญาณว่าตลาดพลังงานกำลังเข้าสู่ “ยุคของโครงสร้างราคาใหม่” และเปิดแนวคิดการกลับมาส่งออกพลังงานไปยังยุโรปอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญหลายประการ ทั้งระยะเวลาของวิกฤติในตะวันออกกลาง และท่าทีของสหรัฐฯ ต่อการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันรัสเซีย ซึ่งยังคงเชื่อมโยงกับสถานการณ์สงครามในยูเครนอย่างใกล้ชิด

ที่มา: CNBC, Financial Times

แชร์
‘รัสเซีย’ รับอานิสงส์ศึกตะวันออกกลาง ขายน้ำมันได้วันละ 4.8 พันล้านบาท