
หลายสัปดาห์ที่ผ่านมานับตั้งแต่การจับกุมตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร ดำเนินการโดยรัฐบาลสหรัฐฯ รัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ก็ได้เข้าควบคุมและขายน้ำมันเวเนซุเอลา มูลค่ารวมหลายล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้สร้างความกังวลให้ฝ่ายนิติบัญญัติและอุตสาหกรรมน้ำมันว่า อาจมีการทุจริตเกิดขึ้น
รัฐบาลทรัมป์กล่าวว่า มาดูโรเป็นผู้นำเครือข่ายค้ายาเสพติดขนาดใหญ่ จึงสั่งกองทัพเรือสหรัฐฯ โจมตีเรือน้ำมันเวเนซุเอลาหลายครั้ง และบุกจับกุมมาดูโร พร้อมด้วยภริยาเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 ก่อนนำตัวมาขึ้นศาลนิวยอร์ก ขณะนี้ ผู้นำเวเนซุเอลาและภริยาถูกคุมขัง และอยู่ระหว่างการพิจารณาคดีในศาลรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็ประกาศเข้าควบคุมเวเนซุเอลา รวมถึงเรื่องการค้าขายน้ำมันมหาศาลของประเทศ
ตั้งแต่ยื่นมือเข้าไปควบคุมน้ำมันเวเนซุเอลา ทรัมป์เปิดเผยว่า ได้ทำข้อตกลงใหญ่มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขายน้ำมันจากคลังสำรองของเวเนซุเอลา ซึ่งถูกควบคุมโดยรัฐวิสาหกิจและถูกสั่งห้ามไม่ให้บริษัทสัญชาติอเมริกันทุกแห่งเข้าไปยุ่งเกี่ยวมานานหลายปี ยกเว้นเพียงบริษัท เชฟรอน
น้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาเหล่านี้ตกค้างสะสมมาจากการที่รัฐบาลทรัมป์ใช้มาตรการปิดกั้นเรือขนส่งน้ำมัน รวมถึงการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน
ทรัมป์มุ่งหวังให้น้ำมันสำรองของเวเนซุเอลาไหลเข้าสู่บริษัทสหรัฐฯ พร้อมกล่าวว่า สหรัฐฯ จะเป็นผู้ดูแลการขายด้วย และอิงตามการให้สัมภาษณ์ของทรัมป์เมื่อวันที่ 24 มกราคม กับสำนักข่าว New York Post น้ำมันจากเวเนซุเอลาเริ่มไหลเข้าสู่โรงกลั่นในฮิวสตันแล้ว
“พูดอย่างนี้แล้วกัน พวกเขาไม่มีน้ำมันแล้ว เราเอาน้ำมันมาแล้ว” ทรัมป์กล่าว
เมื่อวันที่ 9 มกราคม ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร กำหนดให้รายได้จากการขายน้ำมันถือเป็น 'เงินที่ชำระให้แก่หรือถือครองโดย' รัฐบาลสหรัฐฯ 'ในนามของรัฐบาลเวเนซุเอลา' ขณะที่สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ธนาคารในเวเนซุเอลา 4 แห่งได้รับเงินงวดแรกจำนวน 300 ล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปขายต่อให้กับบริษัทต่างๆ ในเวเนซุเอลาที่กำลังต้องการเงินตราต่างประเทศ
ตามข้อมูลแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมน้ำมันของ USA Today รัฐบาลทรัมป์ได้มอบใบอนุญาตให้แก่บริษัทค้าน้ำมัน 2 แห่ง ได้แก่ ไวทอล (Vitol) และ ทราฟิกูร่า (Trafigura) จัดการการขายในระยะแรก แต่บริษัทอื่น ๆ ยังไม่ได้รับใบอนุญาตใด ๆ
อยากไรก็ตาม การเข้าไปบริหารน้ำมันของทรัมป์ทำให้หลายส่วนกังวลถึงช่องว่างให้มีการทุจริตเกิดขึ้น ทำให้เมื่อวันที่ 15 มกราคม สมาชิกวุฒิสภาเดโมแครต 5 คนส่งจดหมายพิเศษถึงธนาคารใหญ่ 15 แห่งในสหรัฐฯ เพื่อสอบถามว่าธนาคารใหญ่เหล่านี้ได้รับเงินจากการค้าขายน้ำมันของรัฐบาลบ้างหรือไม่
สมาชิกทั้ง 5 คนได้แก่ เอลิซาเบ็ธ วาร์เรน, รอน ไวเดน, เชลดอน ไวท์เฮ้าส์, ปีเตอร์ เวลช์, และไบรอัน ชัทซ์ ส่วนธนาคารใหญ่ที่พวกเขาส่งจดหมายถึง อาทิ Bank of America, Deutsvhe Bank, Citigroup, HSBC, และ Morgan
“เนื่องจากสถานการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเช่นนี้ และฝ่ายบริหารก็ล้มเหลวในการให้ความกระจ่างว่าแผนการของพวกเขาต่อน้ำมันเวเนซุเอลา และเงินในการขายน้ำมัน เราจึงเขียนจดหมายถึงพวกคุณเพื่อหาคำตอบ” จดหมายถึงธนาคารใหญ่ระบุ
แหล่งข่าวของ USA Today ชี้ว่า รัฐบาลทรัมป์นำรายได้ส่วนหนึ่งจากการขายน้ำมันไปฝากไว้ในบัญชีธนาคารของกาตาร์ ซึ่งบริหารจัดการตามดุลยพินิจของรัฐบาลทรัมป์
นอกจากนี้ส.ว. เดโมแครต คริสต์ เมอร์ฟี จากรัฐคอนเนตทิคัตยังกล่าวว่า ทรัมป์ต้องการควบคุมน้ำมันเพื่อเกื้อหนุน “พรรคพวก”
Financial Times รายงานว่า จอห์น แอดดิสัน นักลงทุนอาวุโสบริษัทไวทอล บริจาคเงิน 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ทรัมป์ในช่วงเดินสายหาเสียงเลือกตั้ง
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทั้งสองบริษัทค้าน้ำมันต่างถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการติดสินบนในลาตินอเมริกา โดยในปี 2020 บริษัท ไวทอล ได้ตกลงที่จะจ่ายค่าปรับทางอาญามูลค่า 135 ล้านดอลลาร์ เพื่อยุติข้อหาที่มีส่วนพัวพันในขบวนการติดสินบนในเอกวาดอร์ บราซิล และเม็กซิโก
นอกจากนี้ ตามเอกสารของศาลระบุว่า อดีตผู้ค้าของบริษัทไวทอลรายหนึ่ง ได้ให้การรับสารภาพในปี 2024 ว่าได้จ่ายเงินสินบนจำนวน 600,000 ดอลลาร์ ให้แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐวิสาหกิจน้ำมันในเม็กซิโก
เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2569 กลุ่มวุฒิสมาชิกสังกัดเดโมแครตอีกร่วมสิบคน ส่งจดหมายอีกฉบับเรียกร้องให้รัฐบาลทรัมป์เปิดเผย “ผลประโยชน์ทางการเงินใด ๆ ในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสกัด แปรรูป หรือการจำหน่ายน้พมันของเวเนซุเอลา”
เทย์เลอร์ โรเจอร์ส โฆษกทำเนียบขาวตอบประเด็นดังกล่าวในแถลงการณ์ถึง USA Today ว่า “หากไม่ใช่เพราะการกระทำอันกล้าหาญและความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีทรัมป์ เวเนซุเอลาคงยังอยู่ภายใต้การปกครองของพ่อค้ายาเสพติดมาดูโร และน้ำมันของเวเนซุเอลาคงยังจะเพิ่มความมั่งคั่งให้ศัตรูของเราต่อไป”
“ข้อตกลงด้านพลังงานครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลาจะฟื้นฟูความมั่งคั่งและความปลอดภัยให้เวเนซุเอลา พร้อมทั้งปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติสหรัฐฯ” แถลงทำเนียบขาวกล่าวต่อ
คล้ายคลึงกันกับที่ทำเนียบขาวยืนยันก่อนหน้า เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2568 รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ มาร์โก รูบิโอ ซึ่งมาแสดงตนเป็นพยานต่อหน้าคณะกรรมการวุฒิสภา เรื่องการบริหารงานของทรัมป์ในเวเนซุเอลา ยืนยันว่า การดำเนินการของทรัมป์จะนำมาสู่ความมั่งคั่งและมั่นคงของเวเนซุเอลาเอง
สมาชิกคณะกรรมการกิจการต่างประเทศหลายคนได้เรียกร้องให้มีการไต่สวนตั้งแต่เกิดกรณีโจมตีที่เวเนซุเอลา และจับกุมตัวนิโคลัส มาดูโร รวมถึงสอบถามถึงความเป็นไปของเวเนซุเอลาขณะนี้
วุฒิสภาเดโมแครตจะซัดทอดรูบิโอในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะในประเด็นความไม่โปร่งใสและสุ่มเสี่ยงคอร์รัปชันของข้อตกลงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ จนถึงขณะนี้รัฐบาลได้ขายน้ำมันไปแล้วมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
รูบิโอไม่ได้มีท่าทีเสียใจต่อการจับกุมมาดูโร และให้คำตอบ (ซึ่งตรงกับทรัมป์อาทิตย์ก่อน) ว่า เงินที่ได้จากการค้าคายน้ำมัน เบื้องต้นจะเก็บไว้ในบัญชีที่กาตาร์ แต่ภายหลังจะย้ายมาที่ “บัญชีเงินฝากที่ถูกระงับโดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ในสหรัฐอเมริกา”
รูบิโอกล่าวว่า ข้อดีของการดำเนินการอย่างนี้คือ กำไรที่ได้จากการค้าขายน้ำมันเวเนซุเอลา จะนำไปอุดหนุนสินค้าที่ผลิตในสหรัฐฯ ตั้งแต่อาหาร จนถึงสารเคมีสำหรับโรงกลั่นน้ำมัน แทนที่เอาไปใช้ซื้อผลิตภัณฑ์จากรัสเซียและจีน
ด้านการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติมในเวเนซุเอลานั้น รูบิโอระบุว่า ไม่ใช่สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการ และหวังว่าจะไม่ต้องทำ และเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ทำสงคราม
เป้าหมายด้านน้ำมันของสหรัฐฯ
ในแถลงของรูบิโอ เขากล่าวว่า แผนการด้านพลังงานของสหรัฐฯ คือการโอนถ่ยการควบคุมภายในประเทศกลับคืนสู่เวเนซุเอลา ภายใต้รัฐบาลประชาธิปไตยที่มั่นคง
ที่มา: USA Today, Financial Times, BBC