
เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1 ปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งกำลังซื้อผู้บริโภคที่ชะลอตัว ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่อยู่ในระดับสูงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและสินค้าเกี่ยวกับบ้านบางรายยังต้องรับผลกระทบจากฐานรายได้ที่สูงในปีก่อนหน้า เนื่องจากมาตรการ Easy E-Receipt ในปี 2568 ช่วยกระตุ้นการจับจ่ายสินค้าเกี่ยวกับบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัทค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและของใช้ในบ้านรายใหญ่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้ง โฮมโปร (HMPRO), โกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) และดูโฮม (DOHOME) จึงเดินหน้าปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาการเติบโตและความสามารถในการทำกำไร ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มสัดส่วนสินค้า house brand และ private brand การบริหาร product mix การควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่าย การพัฒนารูปแบบร้านค้าใหม่ รวมถึงการขยายสาขาเพื่อเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่ต่าง ๆ มากขึ้น
แม้ทั้งสามบริษัทจะดำเนินธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน และเผชิญปัจจัยเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน แต่ผลประกอบการในไตรมาสนี้แตกต่างกันพอสมควร บางบริษัทสามารถผลักดันกำไรให้เติบโตได้จากการบริหารต้นทุนและการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง ขณะที่บางบริษัทยังได้รับแรงกดดันจากยอดขายที่ชะลอตัวและค่าใช้จ่ายจากการขยายสาขาใหม่ ส่งผลให้ทิศทางรายได้ อัตรากำไร และกำไรสุทธิของแต่ละบริษัทออกมาแตกต่างกัน
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 17,149.05 ล้านบาท ลดลง 8.07% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 1,403.97 ล้านบาท ลดลง 17.77% สะท้อนแรงกดดันจากกำลังซื้อผู้บริโภคที่ยังชะลอตัว รวมถึงผลกระทบจากฐานรายได้ที่สูงในปีก่อนหน้าจากมาตรการ Easy E-Receipt ของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม HMPRO ยังสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 26.60% จาก 26.18% ในปีก่อน
วีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังเผชิญแรงกดดัน แต่บริษัทฯ ยังสามารถบริหารโครงสร้างสินค้าและต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นยังปรับตัวดีขึ้น พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์เพื่อเสริมศักยภาพการเติบโตในระยะยาว ทั้งการเพิ่มสัดส่วนสินค้ามาร์จิ้นสูง การพัฒนา Hybrid Store และการสร้าง Engagement กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยหลักที่กดดันผลประกอบการของ HMPRO มาจากรายได้จากการขายสินค้าและบริการที่ลดลงเหลือ 16,041.90 ล้านบาท หรือลดลง 8.58% จากช่วงเดียวกันปีก่อนหน้า หลังปี 2568 ได้รับแรงหนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษี Easy E-Receipt ขณะที่ปีนี้ไม่มีมาตรการกระตุ้นลักษณะเดียวกัน ประกอบกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นและภาวะเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค
แม้ยอดขายโดยรวมจะชะลอลง แต่ HMPRO ระบุว่า ยังได้รับแรงหนุนจากสินค้ากลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้าทำความเย็น โดยเฉพาะเครื่องปรับอากาศและพัดลม ที่มียอดขายเร่งตัวขึ้นในช่วงเดือนมีนาคมตามปัจจัยฤดูกาล ช่วยบรรเทาผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนตัวในช่วงต้นไตรมาสได้บางส่วน บริษัทฯ ยังใช้แนวทาง Seasonal Agile Strategy ในการบริหารห่วงโซ่อุปทานและวางแผนสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการในแต่ละช่วงเวลา ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็วมากขึ้น
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงความสามารถในการทำกำไร คือ การบริหาร product mix และ margin optimization ผ่านการเพิ่มสัดส่วนสินค้าที่อัตรากำไร (margin) สูง โดยเฉพาะสินค้า private brand ซึ่งบริษัทระบุว่า สามารถช่วยชดเชยผลกระทบจากส่วนลดทางการค้าที่ลดลงตามปริมาณการสั่งซื้อที่ปรับลดให้สอดคล้องกับอุปสงค์ของผู้บริโภค นอกจากนี้ HMPRO ยังควบคุมค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและบริหารต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะต้นทุนพลังงานที่ยังผันผวน
ในส่วนรายได้ค่าเช่า HMPRO ยังสามารถรักษาการเติบโตได้ โดยมีรายได้ค่าเช่า 472.09 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการจัดเก็บค่าเช่าพื้นที่ในสาขาโฮมโปรและศูนย์การค้ามาร์เก็ตวิลเลจได้มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ท่องเที่ยว ขณะที่รายได้อื่นอยู่ที่ 635.06 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกับคู่ค้าและเงินสนับสนุนทางการตลาดที่ลดลงตามยอดขาย
ด้านค่าใช้จ่าย มีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร 3,262.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.19% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีปัจจัยหลักจากค่าเสื่อมราคาและค่าซ่อมแซมที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 20.34% จาก 18.19% ในปีก่อนหน้า แม้ว่าบางรายการ เช่น ค่าใช้จ่ายทางการตลาด จะปรับลดลงก็ตาม ขณะที่ต้นทุนค่าเช่าลดลง 5.22% จากค่าซ่อมแซมและค่าเสื่อมราคาของพื้นที่เช่าที่ลดลง
ด้านต้นทุนทางการเงิน มีค่าใช้จ่ายทางการเงิน 170.67 ล้านบาท ลดลง 3.60% จากการครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง และออกหุ้นกู้ใหม่ในต้นทุนที่ต่ำกว่า แม้ว่าดอกเบี้ยจากสัญญาเช่าและเงินกู้ระยะสั้นจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ลดลง 18.24% ตามกำไรก่อนภาษีที่ลดลง
HMPRO เดินหน้ากลยุทธ์สร้างการเติบโตระยะยาวผ่านโมเดล ‘Hybrid Store’ ซึ่งเป็นการผสานจุดแข็งของโฮมโปรและเมกาโฮมเข้าด้วยกัน เพื่อรองรับลูกค้าได้หลากหลายทั้งกลุ่ม B2C และ B2B พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการใช้ทรัพยากรภายใน ปัจจุบันบริษัทมีสาขารวม 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา โฮมโปรเอส 4 สาขา เมกาโฮม 21 สาขา Hybrid Store 14 สาขา และสาขาในประเทศมาเลเซียอีก 7 สาขา
ขณะเดียวกัน HMPRO เดินหน้ากิจกรรมทางการตลาดเพื่อสร้าง engagement กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งแคมเปญ Double Day บริการ ‘ช่างโฮมโปร’ และโครงการ ‘แลกเก่าเพื่อโลกใหม่’ (Trade-in)
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 HMPRO และบริษัทย่อย มีสินทรัพย์รวม 69,156.66 ล้านบาท ลดลง 2.11% จากสิ้นปี 2568 โดยเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดลดลง 1,343.50 ล้านบาท ขณะที่สินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้น 400.64 ล้านบาท ส่วนหนี้สินรวมลดลง 6.35% เหลือ 41,723.32 ล้านบาท โดยหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยลดลงกว่า 2,140 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 1.52 เท่า และอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.60 เท่า
ส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น 5.12% มาอยู่ที่ 27,433.34 ล้านบาท และมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 20.98% ขณะที่กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานเพิ่มขึ้น 2,447.41 ล้านบาท แม้เงินสดสุทธิรวมจะลดลงจากการใช้เงินในกิจกรรมลงทุนและจัดหาเงิน โดยบริษัทฯ ระบุว่ายังคงมีแหล่งเงินทุนระยะสั้นเพียงพอ ทั้งวงเงินเบิกเกินบัญชี ตั๋วเงินระยะสั้น และวงเงินสินเชื่อการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรองรับสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง
บริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOBAL รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 8,775.20 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.36% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 798.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 29.24% ขณะที่กำไรสุทธิเฉพาะกิจการอยู่ที่ 757.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.28% สะท้อนการเติบโตของยอดขายสินค้า house brand และประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่าย ส่งผลให้อัตรากำไรสุทธิคิดเป็น 9.29% ของยอดขาย
ปัจจัยหลักที่สนับสนุนผลประกอบการของ GLOBAL มาจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 8,589.72 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.58% โดย GLOBAL ระบุว่า แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากยอดขายสินค้ากลุ่ม house brand ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังสามารถบริหารต้นทุนสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
แม้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจยังมีความผันผวน แต่ GLOBAL ระบุว่า ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในองค์กร ทั้งด้านต้นทุน การจัดการคลังสินค้า และระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน
ในด้านความสามารถในการทำกำไร GLOBAL มีกำไรขั้นต้น 2,286.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.63% ตามยอดขายที่เพิ่มขึ้น และมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.62% ของรายได้จากการขาย ขณะที่ต้นทุนในการจัดจำหน่ายและค่าใช้จ่ายในการบริหาร (ไม่รวมค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย) อยู่ที่ 1,164.89 ล้านบาท ลดลง 1.04% หรือคิดเป็น 13.56% ของยอดขาย
GLOBAL บอกว่า การลดลงของค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาจากการปรับนโยบายค่าใช้จ่ายด้านการตลาดให้สอดคล้องกับการควบคุมต้นทุน รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารคลังสินค้าและระบบโลจิสติกส์ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากศูนย์กระจายสินค้าไปยังสาขาปรับลดลง
ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ที่ 37.88 ล้านบาท ลดลง 40.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงิน และการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยลดลงและสนับสนุนการเติบโตของกำไรสุทธิในงวดปัจจุบัน
ด้านรายได้อื่น GLOBAL มีรายได้อื่น 185.48 ล้านบาท ลดลง 6.78% จากรายได้ส่งเสริมการขายจากคู่ค้าที่ลดลงตามรอบกิจกรรมทางการตลาด ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่า เป็นปัจจัยตามช่วงเวลา และคาดว่าจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงถัดไป ขณะที่ค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น 24.05% ตามกำไรก่อนภาษีที่เพิ่มขึ้น
อีกหนึ่งตัวเลขสำคัญ คือ EBITDA ที่อยู่ที่ 1,357.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.03% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการสร้างผลกำไรจากการดำเนินงานหลักที่ดีขึ้น ทั้งจากรายได้รวมที่เพิ่มขึ้นและการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ในด้านการขยายธุรกิจ GLOBAL เดินหน้าเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ได้เปิดสาขาโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย เพิ่มอีก 1 แห่ง ส่งผลให้ปัจจุบันมีสาขาในจังหวัดหนองคายรวม 2 สาขา และ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ มีสาขาในประเทศรวม 97 สาขา เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 6 สาขา รวมถึงมีสาขาของบริษัทย่อยในประเทศกัมพูชาอีก 2 สาขา
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 GLOBAL ยังได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรจากองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ซึ่งสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
ด้านฐานะการเงิน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 39,056.32 ล้านบาท ลดลง 2.82% จากสิ้นปี 2568 โดยมีปัจจัยหลักจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดที่ลดลง 443.13 ล้านบาท และสินค้าคงเหลือที่ลดลง 679.55 ล้านบาท จากการบริหารสินค้าคงเหลือให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละพื้นที่
ขณะที่หนี้สินรวมอยู่ที่ 12,722.24 ล้านบาท ลดลง 11.64% โดยมีปัจจัยหลักจากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นจากสถาบันการเงิน ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ลดลงมาอยู่ที่ 0.48 เท่า สะท้อนโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งขึ้น ส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 26,334.08 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.10% จากกำไรสะสมที่เพิ่มขึ้นตามผลการดำเนินงาน
ด้านสภาพคล่อง GLOBAL มีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงาน 3,345.95 ล้านบาท ได้แรงหนุนจากกำไรหลังปรับปรุงรายการที่ไม่กระทบเงินสด การลดลงของสินค้าคงเหลือ และการเพิ่มขึ้นของเจ้าหนี้การค้า ขณะที่มีเงินสดใช้ไปในกิจกรรมลงทุน 107.79 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้ลงทุนที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ตามแผนขยายสาขา และใช้เงินในกิจกรรมจัดหาเงิน 3,689.28 ล้านบาท จากการชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นและดอกเบี้ย ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาส บริษัทฯ มีอัตราส่วนสภาพคล่องอยู่ที่ 1.36 เท่า ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่าอยู่ในระดับเพียงพอรองรับการดำเนินธุรกิจต่อเนื่อง
บริษัท ดูโฮม จำกัด (มหาชน) หรือ DOHOME รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีรายได้รวม 8,162.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 250.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.3% คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิ 3.1% แม้เศรษฐกิจภายในประเทศยังชะลอตัว และได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ต้นทุนสินค้า และต้นทุนอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
DOHOME ระบุว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจจะยังเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย แต่รายได้ของกลุ่มบริษัทฯ ยังสามารถเติบโตได้จากจุดแข็งด้านฐานลูกค้าที่หลากหลาย รวมถึงกลยุทธ์การผลักดันรายได้ผ่านทุกช่องทาง ทั้งการขยายสาขา การพัฒนาช่องทางการขาย และการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง
รายได้หลักของบริษัทฯ มาจากรายได้จากการขายและบริการ ซึ่งอยู่ที่ 8,098.45 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทฯ ระบุว่าปัจจัยสำคัญมาจากรายได้ของสาขาใหม่ที่เปิดเพิ่มในช่วงที่ผ่านมา ช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขาย แม้กำลังซื้อโดยรวมยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่
ในด้านการขยายธุรกิจ ไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทฯ เปิดสาขาขนาดใหญ่ (Size L) เพิ่มอีก 1 สาขา และเปิดสาขาขนาดเล็ก “Dohome ToGo” เพิ่มอีก 4 สาขา ส่งผลให้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีสาขาขนาดใหญ่รวม 27 สาขา และสาขา Dohome ToGo รวม 26 สาขา ซึ่งบริษัทฯ มองว่าเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงลูกค้าในหลายพื้นที่ และช่วยกระจายฐานรายได้ในระยะยาว
แม้รายได้รวมจะเติบโตเพียงเล็กน้อย แต่ DOHOME ยังสามารถรักษาระดับกำไรขั้นต้นไว้ได้ โดยมีกำไรขั้นต้น 1,424.57 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 17.6% ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการบริหารต้นทุนสินค้าและโครงสร้างราคาได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้นทุนพลังงานและต้นทุนสินค้าจะยังอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม การขยายสาขาใหม่ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น โดยอยู่ที่ 1,102.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักมาจากค่าใช้จ่ายของสาขาขนาดใหญ่และสาขา Dohome ToGo ที่เปิดใหม่ ทั้งค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน ค่าใช้จ่ายพนักงาน และค่าสาธารณูปโภค
DOHOME ระบุว่า ยังคงเดินหน้าปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการทำงานในหลายด้าน ทั้งการบริหารจัดการภายใน การพัฒนาช่องทางการขาย และการจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการแข่งขันและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนผลประกอบการในไตรมาสนี้ คือ รายได้อื่นที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 63.74 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีสาเหตุหลักจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน และรายได้สนับสนุนจากซัพพลายเออร์ ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นบางส่วน
ขณะเดียวกัน ต้นทุนทางการเงินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยอยู่ที่ 82.02 ล้านบาท ลดลง 34.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งบริษัทฯ ระบุว่าสอดคล้องกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงตามสถานการณ์ ส่งผลให้ภาระดอกเบี้ยของบริษัทฯ ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า
ด้านค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้อยู่ที่ 57.02 ล้านบาท ลดลง 2.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทฯ ระบุว่าเป็นผลจากการบริหารค่าใช้จ่ายที่สามารถนำมาหักภาษีได้มากขึ้น
ภาพรวมผลประกอบการจึงสะท้อนว่า แม้เศรษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่ได้ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ DOHOME ยังสามารถรักษาการเติบโตของรายได้และกำไรไว้ได้ ผ่านการขยายสาขา การเพิ่มช่องทางการขาย และการควบคุมต้นทุนทางการเงิน ขณะเดียวกันการลงทุนเปิดสาขาใหม่ยังสะท้อนทิศทางการเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตในระยะถัดไป