
“ไม่ใช่แค่เรา แต่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบกันหมด” นั่นคือคำบอกเล่าจากคุณกุลเกตุ โตทับเที่ยง หรือคุณเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานปฏิบัติการ และคุณปวิตา โตทับเที่ยง หรือคุณแอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร สองผู้บริหารทายาทรุ่นที่ 2 ของปุ้มปุ้ย ซึ่ง Spotlight ตั้งคำถามถึงผลกระทบจากจากสงครามในตะวันออกลางที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว ไปจนถึงการทำธุรกิจอย่างไรให้ยั่งยืน? ในบ่ายวันหนึ่งที่งาน Thaiflex- Anaga Asia 2026
ท่ามกลางผู้ประกอบการจำนวนมากที่เข้าร่วมมหกรรมอาหารสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้น ณ เมืองทองธานี ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 26-30 พฤษภาคม 2569 เราตั้งคำถามสำคัญถึงเรื่องนี้ เพราะสงครามที่ยืดเยื้อไม่ได้กระทบเพียงแค่ราคาพลังงานหรือเส้นทางเดินเรือโลกเท่านั้น แต่เริ่มลามมาถึงต้นทุนอาหารบนชั้นวางสินค้า รวมถึง “อาหารกระป๋อง” ที่หลายคนคุ้นเคยในชีวิตประจำวันด้วย
แม้ว่าภาพจำของแบรนด์ “ปุ้มปุ้ย” สำหรับชาวไทยอาจจะเป็นอาหารกระป๋อง แต่ปัจจุบัน ปุ้มปุ้ยไม่ได้มีแค่ปลากระป๋องหรือหอยลายกระป๋อง แต่ยังขยายไปสู่อาหารพร้อมทาน อาหารพร้อมปรุง และซอสหรือเครื่องแกงในรูปแบบผงที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกมากขึ้น โดยหลายผลิตภัณฑ์สามารถนำไปต่อยอดเมนูได้หลากหลาย ทั้งใช้เป็นท็อปปิ้ง หรือปรุงร่วมกับอาหารชนิดอื่น
คุณแอร์ ผู้บริหารของปุ้มปุ้ยยังบอกกับเราว่า จุดขายสำคัญของแบรนด์ยังคงเป็น “รสชาติไทยแท้” ที่พัฒนาจากโรงงานในจังหวัดตรัง ทำให้อาหารใต้หลายเมนูยังคงความเข้มข้นจัดจ้าน ไม่ว่าจะเป็นแกงส้ม แกงไตปลา หรือน้ำยาต่าง ๆ ที่กลายเป็นหนึ่งในสินค้าหลักของแบรนด์
เมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โลกปะทุขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สงครามในตะวันออกกลางที่เริ่มเข้าสู่เดือนที่ 3 แล้ว ทางผู้บริหารก็ยอมรับว่า ขณะนี้บริษัทได้รับผลกระทบจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบทั้งหมด ทั้งซองอาหารพร้อมทาน และอาหาร Ready to cook ทำให้บริษัทต้องเร่งควบคุมต้นทุนอย่างใกล้ชิด แม้ตอนนี้จะยังพยายามแบกรับภาระไว้เอง แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ก็อาจมีความจำเป็นต้องปรับขึ้นราคาในอนาคต
โดยเฉพาะสินค้าอาหารทะเล ที่ได้รับแรงกระแทกทั้งจากค่าขนส่งและต้นทุนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นตามสถานการณ์โลก
เมื่อถามว่า สงครามในตะวันออกกลางกระทบตลาดส่งออกอย่างไร ผู้บริหารของปุ้มปุ้ยบอกเราว่า แม้ปุ้มปุ้ยจะไม่ได้มีตลาดหลักอยู่ในตะวันออกกลาง เพราะส่วนใหญ่เป็นการส่งขายให้คนไทยที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคนั้น แต่ความไม่แน่นอนจากสงคราม ก็ทำให้บริษัทต้องชะลอการขยายตลาดในตะวันออกกลางออกไปก่อน
“เรามองมันเป็นโอกาสมากกว่า” คุณเกตุบอกกับเราเช่นนั้น ดังนั้น ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ปีนี้ ปุ้มปุ้ยจึงหันกลับมาโฟกัสตลาดเอเชียมากขึ้น ทั้งเอเชียใต้ จีน ไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยหวังสร้างฐานลูกค้าใหม่ผ่านงาน Thaiflex พร้อมปรับภาพลักษณ์แบรนด์ จากเดิมที่หลายคนจดจำในฐานะ “อาหารกระป๋อง” ไปสู่ตลาดอาหารพร้อมทานที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่มากขึ้น
ขณะที่หลายประเทศเริ่มกังวลเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร” คุณแอร์มองว่า ประเทศไทยอาจจะถือว่าโชคดี ด้วยสภาพอากาศ ดินและน้ำที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ดังนั้น ไทยจึงเหมาะกับการเป็นศูนย์กลางการส่งออกอาหาร รวมถึงเรื่องรสชาติอาหารก็ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก ส่วนราคาก็ถือว่าถูกมาก อย่างสินค้าอาหารกระป๋องของปุ้มปุ้ยนั้น ราคาก็จับต้องได้และมีคุณภาพที่ดีมาก
ส่วนคุณเกตุระบุว่า สำหรับประเทศไทย ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอาจไม่ได้มาจากสงครามเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติที่เกิดถี่ขึ้นด้วย
และนั่นกลับกลายเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจอาหารพร้อมทาน โดยเฉพาะ “ข้าวพร้อมทาน” ที่สามารถเปิดรับประทานได้ทันที และมักถูกส่งไปช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดน้ำท่วมหรือภัยพิบัติ
ในวันที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง “ปลากระป๋อง” ยังคงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในสินค้าที่สะท้อนกำลังซื้อของผู้บริโภคไทย แม้วันนี้จะมีทางเลือกด้านอาหารหลากหลายขึ้น แต่จุดแข็งสำคัญของอาหารกระป๋อง คือการเก็บรักษาได้นาน ปลอดภัย และหยิบมารับประทานได้ทันทีในวันที่ต้องการ
พร้อมกันนี้ ปุ้มปุ้ยยังเดินหน้าปรับตัวรับพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ ด้วยการพัฒนาสินค้าสายสุขภาพมากขึ้น ทั้งสูตรน้ำตาลน้อย และโซเดียมต่ำ ล่าสุด ยังได้รับตราสัญลักษณ์ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคอีกด้วย
ท่ามกลางความกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่เริ่มส่งผลกระทบตั้งแต่ต้นน้ำของอุตสาหกรรมอาหาร ไปจนถึงระบบนิเวศทางทะเล “ปุ้มปุ้ย” มองว่า การทำธุรกิจในวันนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายสินค้า แต่ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว เพราะเมื่อทำธุรกิจด้านอาหารทะเล ปุ้มปุ้ยจึงไม่สามารถแยกตัวออกจากปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ เพราะจุดเริ่มต้นของแบรนด์ล้วนผูกพันอยู่กับทะเลและระบบนิเวศชายฝั่ง
นั่นจึงกลายเป็นที่มาของโครงการ “Save the Ocean” ที่บริษัทเดินหน้าฟื้นฟูทะเลในจังหวัดตรัง ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งของโรงงานและเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชน
คุณแอร์เล่าว่า หนึ่งในปัญหาที่บริษัทให้ความสำคัญ คือการเสื่อมโทรมของ “หญ้าทะเล” จากภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลให้หญ้าทะเลจำนวนมากตายลง กระทบต่อระบบนิเวศ เพราะเป็นทั้งแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และอาหารสำคัญของพะยูน
ปุ้มปุ้ยมองว่า การฟื้นฟูหญ้าทะเล ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องอนุรักษ์ธรรมชาติ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการลดโลกร้อน เพราะหญ้าทะเลสามารถดูดซับคาร์บอนได้สูงกว่าระบบนิเวศทั่วไปหลายเท่า หรือที่เรียกว่า “Blue Carbon”
ที่ผ่านมา บริษัทจึงร่วมมือกับหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และนักวิจัย เพื่อสนับสนุนโครงการฟื้นฟูทะเล ตั้งแต่การปลูกหญ้าทะเล การสนับสนุนอุปกรณ์วิจัย ไปจนถึงการรณรงค์สร้างการรับรู้ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมผ่านการซื้อสินค้า
และแม้วันนี้ พะยูนจะเริ่มกลับคืนสู่ทะเลตรังอีกครั้ง แต่ปุ้มปุ้ยมองว่า ภารกิจฟื้นฟูธรรมชาติยังไม่จบ เพราะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศยังคงเป็นความท้าทายสำคัญ ที่อาจกระทบทั้งสิ่งแวดล้อม ชุมชน และความยั่งยืนของธุรกิจอาหารทะเลในอนาคต