
วันที่ 8 พ.ค.2569 ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจากชาวบ้านรายหนึ่งว่าไปซื้อปลากระป๋องที่ร้านค้าแห่งหนึ่งในหมู่ 7 ต.ชำแระ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ซึ่งที่กระป๋องติดฉลากไว้ว่าเป็นซาร์ดีนในซอสมะเขือเทศ แต่เมื่อเปิดออกมาพบว่าเนื้อปลาข้างในนั้นไม่ใช่ปลาซาร์ดีนเหมือนที่เคยกิน แต่กลับคล้ายปลานิลหรือปลาหมอคางคำ จึงไม่กล้ากินต้องเทให้สุนัขที่บ้านกิน และไปบอกแม่ค้าที่ร้านที่ซื้อมาว่าอย่าเพิ่งขายให้กับลูกค้าคนอื่น แต่ให้ติดต่อพ่อค้าที่นำมาขายส่งให้เพื่อคืนสินค้า เพราะผลิตภัณฑ์ที่ได้มาไม่ตรงปก
ผู้สื่อข่าวได้พบกับนางสาวสุพรรณี สินวาด อายุ 36 ปี ลูกค้าที่ซื้อปลากระป๋องไม่ตรงปกไป ก็เล่าให้ฟังว่า เมื่อวานนี้ (7 พ.ค.69) ตนซื้อปลากระป๋องยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งเป็นกระป๋องใหญ่ในราคากระป๋องละ 25 บาท ไป 2 กระป๋อง เมื่อไปเปิดที่บ้านเพื่อจะกิน ก็พบว่าเนื้อปลาในกระป๋องนั้นเหมือนปลานิลที่ตัดหัวแล้วจำนวน 2 ตัว อัดอยู่ในกระป๋อง โดยตามตัวปลายังมีลายดำปนน้ำตาล ส่วนที่ท้องที่ติดกับหัวเมื่อตัดหัวออกไปก็จะมีคราบสีดำติดอยู่ด้านใน ซึ่งแตกต่างจากปลากระป๋องที่เคยกินมาก และเป็นทั้งสองกระป๋องที่ซื้อมา จึงไม่กล้ากินและรีบไปแจ้งแม่ค้าว่าอย่าเพิ่งขายให้ใครและให้เก็บไว้ให้ทางคนขายส่งได้มาดูและอาจจะคืนสินค้าไป เพราะหากคนที่ไม่รู้มาซื้อไปอีกพอมาเจอลักษณะของปลาในกระป๋องก้อาจจะไม่กล้ากินเหมือนตนเองก็จะเสียเงินฟรี และเมื่อนำปลากระป๋องยี่ห้อเดียวกันที่เป็นกระป๋องเล็กกว่า ก็พบว่าเนื้อปลานั้นเป็นปลาซาร์ดีนปกติก็ถือว่าตรงปก
ส่วนนางน้อย อินขำ แม่ค้าที่ขายของก็บอกว่า ทุกอาทิตย์จะมีพ่อค้าส่งนำสินค้ามาขายในราคาส่งให้ ซึ่งซื้อกันมานานแล้วแต่เมื่อมาเจอปลากระป๋องที่ไม่ตรงปก ก็จะต้องคุยกับทางพ่อค้าส่งเพื่อขอคืนปลากระป๋องที่ไม่ตรงปกไปเพราะลูกค้าไม่กล้าที่จะซื้อไปกินแล้วแม้ว่าจะราคาถูก
นอกจากนี้ผู้สื่อข่าวได้นำปลากระป๋องที่ร้านค้ามาให้กับนางจินตนา มิธรรม หัวหน้ากลุ่มบริหารจัดการด้านการประมง สำนักงานประมง จ.ราชบุรี ได้ดูเนื้อปลาในกระป๋อง ก็บอกว่า ปลาที่พบนั้นเป็นปลานิล ซึ่งกินได้ เพียงแต่ทางบริษัทที่ผลิตปลากระป๋องยี่ห้อนี้นั้นสำแดงฉลากสินค้าผิด สินค้าไม่ตรงกับฉลากที่แสดง ซึ่งได้ทำการตรวจสอบแล้วก็พบว่า ปลากระป๋องยี่ห้อนี้ผลิตที่ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งใช้เนื้อปลานิลแทนปลาซาร์ดีน ซึ่งทางสำนักงานประมงจ.สมุทรสงครามได้เข้าไปตรวจแล้วและทางสำนักงานสาธารณะสุขจ.สมุทรสงครามก็ได้เข้าไปเก็บตัวอย่างมาตรวจแล้ว ซึ่งทางบริษัทที่ผลิตจะผิดก็ตรงที่สำแดงฉลากไม่ตรงกับผลิตภัณฑ์ แต่สามารถรับประทานได้ ซึ่งทางบริษัทที่ผลิตนั้นจะส่งไปขายให้กับแรงงานต่างด้าวซึ่งเป็นตลาดหลักของบริษัท แต่เกิดหลุดออกมา ซึ่งหากเป็นปลาซาร์ดีนราคาก็จะแพงกว่านี้ และคุณภาพก็จะดีกว่า ซึ่งทางบริษัทผลิตมาประมาณ 1,600 กระป๋อง แต่หลุดมาประมาณ 250 กระป๋อง ซึ่งขณะนี้ทางบริษัทกำลังไล่เก็บอยู่ และไม่ว่าจะเป็นปลานิลหรือปลาหมอคางดำก็สามารถรับประทานได้ แต่เราจะติดเรื่องของปลากระป๋องต้องเป็นปลาซาร์ดีน และทางบริษัทที่ผลิตก็น่าจะแจ้งที่ฉลากสินค้าว่าเป็นปลาประเภทใดด้วย
Advertisement