
ภายในปี 2030 หรือในอีก 4 ปีข้างหน้า จีนจะผลิตเครื่องบินรบรุ่น 5 ที่มีชื่อว่า J-20 ได้ราว 1,000 ลำ หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะถือเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ใกล้กับบริเวณที่สหรัฐฯ วางยุทธศาสตร์ “ห่วงโซ่หมู่เกาะ” เอาไว้
“ห่วงโซ่หมู่เกาะ” คืออะไร? นี่คือชื่อยุทธศาสตร์ที่ได้รับการเสนอขึ้นมาตั้งแต่ปี 1951 ของสหรัฐฯ เพื่อตั้งฐานทัพตามจุดต่าง ๆ ตามหมู่เกาะ หวังปิดล้อมจีนและรัสเซียใรช่วงสงครามเย็น และไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแนวหมู่เกาะที่ว่านี้
รายงานจากสถาบัน Royal United Services ซึ่งเป็น Think Tank ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงลอนดอนของอังกฤษระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบการเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจในศักยภาพการทหารของจีนที่จะมาท้าทายอำนาจเหนือท้องฟ้าของชาติตะวันตก โดยอ้างอิงถึงการผลิตเครื่องบินรบรุ่น 4 และ 5 ที่มีศักยภาพสูงและทันสมัย
ขณะที่การประเมินความแข็งแกร่งของการสู้รบทางอากาศของกองทัพจีนเมื่อปี 2020 ชี้ว่า กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมีเครื่องบินรุ่น J-20 อยู่ราว 50 ลำ แต่ในช่วงกลางปี 2025 ที่ผ่านมา พบว่า เครื่องบินรุ่นดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็นราว 300 ลำแล้ว
นอกจากนี้ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เครื่องบินรุ่น 4.5 ที่มีชื่อว่า J-16 ก็เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จาก 90-100 ลำในปี 2020 เป็น 450 ลำภายในสิ้นปี 2025 ที่ผ่านมา
รายงานจึงระบุว่า ตัวเลขของเครื่องบินรบรุ่น 4 และรุ่น 5 ของกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างมากตั้งแต่ปี 2020 และจะเพิ่มขึ้นเช่นนั้นต่อไป
ส่วนอัตราการผลิตเครื่องบินขับไล่รุ่นที่ได้รับการปรับปรุงและมีเทคโนโลยีสมบูรณ์อย่าง J-20A รวมถึงรุ่นสองที่นั่งอย่าง J-20S เพิ่มขึ้นจนแตะระดับประมาณ 120 ลำต่อปีแล้ว
ดังนั้น แนวโน้มดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่า ภายในปี 2030 กองทัพอากาศปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA Air Force) จะมีเครื่องบินขับไล่ตระกูล J-20/A/S ประจำการราว 1,000 ลำ และเครื่องบินขับไล่ J-16 อีกประมาณ 900 ลำ
อย่างไรก็ตาม รายงานยังระบุด้วยว่า การขยายตัวอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษของกองกำลังเครื่องบินขับไล่ยุคที่สี่และยุคที่ห้าของจีน อาจก็อาจจะยังไม่เพียงพอในมุมมองของผู้นำกองทัพปลดปล่อยประชาชน
นอกจากนี้ นอกเหนือจากการผลิตเครื่องบินขับไล่ล่องหน J-20A/S ราว 120 ลำต่อปี แล้ว จีนยังเริ่มจัดหาเครื่องบินขับไล่ขนาดเล็กรุ่น J-35/A ให้กับกองทัพอากาศเพื่อใช้งานจากฐานบนบก
ทั้งนี้ เครื่องบินรุ่น J-20 เป็นเครื่องบินรบรุ่น 5 ลำแรกและเข้าประจำการในปี 2017 และได้มีการพัฒนาไปเป็นรุ่น J-20A ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ WS-15 ที่จีนพัฒนาขึ้นเอง เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปในระหว่างขบวนสวนสนามทางทหารของกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา
การที่จีนอาจมีเครื่องบินขับไล่ J-20 ถึง 1,000 ลำ จะทำให้ศักยภาพด้านจำนวนของกองกำลังเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้าของจีนเข้าใกล้สหรัฐอเมริกามากยิ่งขึ้น
ปัจจุบัน สหรัฐอเมริกามีเครื่องบินขับไล่ F-35 ประจำการราว 600 ลำ โดยเกือบ 400 ลำ อยู่ในสังกัดกองทัพอากาศ และมีรายงานว่า สหรัฐมีแผนส่งมอบเครื่องบินขับไล่ขั้นสูงรวมกว่า 1,700 ลำภายในช่วงทศวรรษ 2040
ตามข้อมูลของบริษัท ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) ผู้ผลิตเครื่องบิน F-35 ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถส่งมอบเครื่องบินขับไล่ยุคที่ห้าของสหรัฐได้สูงเป็นประวัติการณ์ถึง 191 ลำ เพิ่มขึ้นเกือบ 80% จากปี 2024 ที่ส่งมอบได้ 110 ลำ
รายงานของสถาบัน RUSI ถูกเผยแพร่ในช่วงที่สหรัฐและจีนกำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นด้านการฉายอำนาจทางอากาศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยมีจุดสนใจสำคัญอยู่ที่แนว “ห่วงโซ่เกาะแรก” ซึ่งทอดยาวเลียบชายฝั่งเอเชียตะวันออก ตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงทะเลจีนใต้
จากแผนยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ ล่าสุดชี้ว่า การรักษาชายแดนทางทะเลเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสกัดศัตรูไม่ให้ขยายกำลังมุ่งตรงไปยังมหาสมุทรแปซิฟิกได้
รัฐบาลจีนและสหรัฐฯ ยังแข่งขันกันพัฒนาเครื่องบินรบรุ่น 6 ซึ่งคาดว่า น่าจะมีการเพิ่มระบบล่องหน อาวุธ ปรับระบบการบินและระบบไฮเปอร์โซนิกเข้ามา อีกทั้งน่าจะมีการทำงานร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ คอมพิวเตอร์ควอนตัม และการปฏิบัติการแบบ ผสมผสานระหว่างอากาศยานที่มีนักบินและไร้นักบิน โดยมีโดรนทำหน้าที่เป็น “วิงแมน” ซึ่งเป็นบินเคียงข้างเครื่องบินขับไล่ที่มีนักบินแทน
ขณะที่ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่า บริษัท โบอิ้ง ได้รับสัญญาในการพัฒนาเครื่องบินขับไล่ยุคที่หกของสหรัฐในชื่อ F-47 ซึ่งมีกำหนดทำการบินครั้งแรกในปี 2028 และถูกวางตัวให้เข้ามาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-22 Raptor ในระยะยาว