
เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ลงนามประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระดับโลกทั้งหมด 66 แห่ง ซึ่งเป็นองค์กรที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติ 35 แห่ง และหน่วยงานของสหประชาชาติ (UN) อีก 31 แห่ง โดยอ้างว่า องค์กรเหล่านี้ส่งเสริมนโยบายสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง การบริหารจัดการโลก และแผนงานเชิงอุดมการณ์ที่ขัดแย้งกับอธิปไตยและความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ
หน่วยงานเหล่านี้รวมถึง องค์กรต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (GCTF) องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ กองทุนสร้างสันติภาพแห่งสหประชาชาติ ศูนย์การค้าระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ หรือแม้แต่องค์การอนามัยโลก (WHO)
ในมุมมองของทรัมป์ เขามองว่า สหรัฐฯ กำลังถูกเอาเปรียบ โดยต้องจ่ายเงินมหาศาลเพื่ออุดหนุนองค์กรที่บางครั้งกลับทำงานขัดแย้งกับผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เอง พร้อมกับต้องการบีบให้องค์กรเหล่านี้ปฏิรูปการทำงาน โดยกดดันให้ประเทศสมาชิกอื่น ๆ เพิ่มสัดส่วนการจ่ายเงินให้มากขึ้นระดมทุนให้องค์กรมากขึ้น
แน่นอนว่าการถอนตัวครั้งใหญ่ สร้าง “สุญญากาศทางอำนาจ” และยังเป็นการเปิดทางให้มหาอำนาจอีกฝั่งอย่างจีนอาจจะรีบเข้ามา “ทำแทน” สหรัฐฯ โดย โจนาธาน ผิง รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยบอนด์ ในโกลด์โคสต์ ประเทศออสเตรเลียกล่าวว่า จีนมีโอกาสเข้าควบคุมหน่วยงานสำคัญ เช่น กรมเศรษฐกิจและสังคม (UN DESA) ซึ่งเป็นหัวใจของการกำหนดทิศทางนโยบายโลก การก้าวเข้ามาช่วยเรื่องการฝึกอบรมและเทคนิค จะทำให้จีนสามารถส่งออก "โมเดลการพัฒนาแบบจีน" ให้กลายเป็นมาตรฐานที่กลุ่มประเทศซีกโลกใต้ยอมรับ
อย่างไรก็ตาม ช่ง จา เอี้ยน นักรัฐศาสตร์และรองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เห็นตรงข้าม เขากล่าวว่า “จีนในวันนี้ไม่ใช่สาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อสิบปีก่อน” และจีนในวันนี้ มีเงินให้โปรยเล่นน้อยลงกว่าเดิมมาก Spotlight ชวนอ่านบทความวิเคราะห์ เหตุใด จีนสงวนท่าที ไม่รีบ ‘ทำแทน’ สหรัฐฯ หลังทรัมป์สั่งถอนตัวจากสถาบันโลก
แม้ในอดีต จีนจะดูเหมือนเป็นมหาอำนาจที่มีงบประมาณมหาศาลสำหรับโครงการต่างประเทศ แต่ผู้เชี่ยวชาญอย่าง Chong Ja Ian จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) ระบุชัดเจนว่า "จีนในวันนี้ไม่ใช่จีนเมื่อ 10 ปีก่อน" ปัจจุบันปักกิ่งมีเงินให้ใช้อย่างฟุ่มเฟือยน้อยลงกว่าเดิมมาก ทำให้ทุกการขยับตัวในเวทีโลกต้องผ่านการคำนวณที่ถี่ถ้วน
ความระมัดระวังนี้เกิดจากบทเรียนในอดีตที่ว่า การมีส่วนร่วมสูงไม่ได้หมายถึงความสำเร็จเสมอไป แต่บ่อยครั้งกลับนำมาซึ่ง "ผลกระทบด้านลบ" เมื่อโครงการล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความขัดแย้งด้านแรงงานในเหมืองที่จีนลงทุนในแซมเบีย หรือความล้มเหลวของโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติในอดีต รัฐบาลปักกิ่งจึงตระหนักดีว่าการก้าวขึ้นเป็นผู้นำต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาลและความเสี่ยงที่อาจไม่คุ้มเสีย
ด้วยเหตุนี้ จีนจึงเปลี่ยนกลยุทธ์มาเป็นการ "เลือกรับเฉพาะส่วน" โดยจะเน้นไปที่สถาบันหรือโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางการทูตและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนเท่านั้น มากกว่าการพยายามเป็นผู้นำในทุกกระดานเพื่อแข่งกับสหรัฐฯ
แม้จีนจะสงวนท่าทีและเมินเฉยต่อช่องว่างที่สหรัฐฯ หยิบยื่นให้ แต่ก็มีหลายจุดที่รัฐบาลปักกิ่งยังมองเป็นโอกาสทองที่จะเข้าฉกชิง เพราะเชื่อว่าจะช่วยพลิกเกมการเมืองโลกได้ จีนจึงรุกคืบในด้านกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ILC) ของ UN ซึ่งร่างข้อความมักจะกลายเป็นรากฐานของสนธิสัญญาใหม่ ๆ ในอนาคต
เมื่อสหรัฐฯ ถอยห่าง จีนและรัสเซียย่อมพบช่องทางที่ง่ายขึ้นในการผลักดันการตีความกฎหมาย" ให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ของตนเองมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาลจากการที่มหาอำนาจไร้ซึ่งตัวถ่วงดุลในเชิงบรรทัดฐานสากล
นอกจากนี้ การบริหารจัดการสภาพภูมิอากาศ ยังเป็นอีกหนึ่งโดเมนที่จีนก้าวเข้ามามีบทบาทนำ ในฐานะผู้ผลิตพลังงานสะอาดรายใหญ่ที่สุด จีนมีอำนาจในการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีและการเงินสีเขียว โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ ซึ่งช่วยให้โมเดลการพัฒนาแบบจีนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของโลกไปโดยปริยาย
การถอนตัวของสหรัฐฯ ไม่ได้ส่งผลแค่ในระดับนโยบายโลก แต่กำลังเปลี่ยนดุลอำนาจใน "สวนหลังบ้าน" ของเอเชียและแปซิฟิกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อหน่วยงานที่เป็นเสาหลักด้านความมั่นคงและสิ่งแวดล้อมขาดการสนับสนุนจากรัฐบาลวอชิงตัน จีนจึงเห็นโอกาสในการขยับฐานะจาก "ผู้สังเกตการณ์" มาเป็น "ผู้สนับสนุนหลัก" แทน
สุญญากาศในหมู่เกาะแปซิฟิกเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผ่านหน่วยงานอย่าง SPREP องค์กรดูแลสิ่งแวดล้อมแปซิฟิก ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดงบประมาณอย่างหนักในการรับมือกับวิกฤตโลกร้อน และนับเป็นเรื่องคอขาดบาดตายของประเทศหมู่เกาะ เมื่อสหรัฐฯ ตัดท่อน้ำเลี้ยง จีนจึงก้าวเข้ามาพร้อม "เช็คเปล่า" และเงินทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อช่วยเกาะเหล่านี้ปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศ ทำให้ประเทศแถบแปซิฟิกเริ่มต้องพึ่งพิงเม็ดเงินจากปักกิ่งเป็นทางหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การถอนตัวของสหรัฐฯ จากข้อตกลง ReCAAP หรือความร่วมมือต่อต้านโจรสลัด ส่งผลให้กลไกการประสานงานพหุภาคีอ่อนแอลง จีนจึงใช้จังหวะนี้เสนอความช่วยเหลือแบบ "ทวิภาคี" แทน ไม่ว่าจะเป็นการส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรม หรือการเสนอลาดตระเวนทางทะเลร่วมกัน ซึ่งนี่คือการขยายอิทธิพลผ่านการสร้างบุญคุณ และการวางรากฐานทางระบบความมั่นคงให้เป็นไปตามแบบฉบับของจีน
อย่างไรก็ตาม ซัน เฉิงห่าว ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยชิงหัว วิเคราะห์ว่า จีนไม่ได้ตะกละตะกลามฮุบทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่จีนใช้หลักการประเมินความสามารถในการควบคุมเป็นที่ตั้ง จีนจะหลีกเลี่ยงการเข้าไปพัวพันในประเด็นที่เปราะบางเกินไป หรือประเด็นที่เสี่ยงต่อการถูกลากไปเป็นจำเลยทางการเมืองโลก จีนเลือกเฉพาะจุดที่ตนเองมีอำนาจต่อรองสูงและสามารถบริหารความเสี่ยงได้ เพื่อป้องกันไม่ให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ย้อนกลับมาทำลายตัวเองในภายหลัง
หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้จีนต้องสงวนท่าที คือ ความกดดันภายในประเทศ ในช่วงปีที่จีนกำลังมุ่งหน้าสู่แผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 15 และการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 21 ในปี 2027 รัฐบาลปักกิ่งต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพภายในเป็นอันดับแรก ทั้งปัญหาการว่างงานของเยาวชนและการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของผู้บริโภค
นักวิเคราะห์มองว่า "ต้นทุนค่าเสียโอกาส" ของการไปรับพันธสัญญาภายนอกนั้นสูงเกินไปในขณะนี้ จีนจึงต้องเน้นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ในและนอกประเทศทับซ้อนกันเท่านั้น เช่น การเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน หรือการบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์สากลโดยไม่ทำให้ทรัพยากรภายในต้องตึงตัวจนเกินไป
นอกจากนี้ รัฐบาลปักกิ่งยังระแวงว่า การเข้าไปแทนที่สหรัฐฯ ในทันทีอาจถูกมองว่าเป็น "การขยายอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์" ซึ่งจะกลายเป็นข้ออ้างให้ชาติตะวันตกสถาปนาการสร้างตราบาป และระดมพลเพื่อต่อต้านจีนหนักขึ้นกว่าเดิม จีนจึงเลือกที่จะหลบอยู่หลังกรอบพหุภาคีอย่าง UN เพื่อแชร์ความรับผิดชอบกับประเทศอื่น ๆ แทน
ท่าทีของ สี จิ้นผิง บนเวทีโลกสะท้อนชัดว่า จีนไม่ได้มุ่งหวังขึ้นมาปกครองโลกเพียงผู้เดียว แต่กำลังผลักดัน "พหุพาคีนิยมที่แท้จริง" เพื่อลดการผูกขาดอำนาจจากมหาอำนาจเดียว และเพิ่มพื้นที่ให้ประเทศกำลังพัฒนาได้มีส่วนร่วมมากขึ้น การเดินเกมของปักกิ่งจึงเน้นการปรับเปลี่ยนโครงสร้างโลกให้มีความสมดุล เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อผลประโยชน์ของจีน โดยไม่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้งในฐานะผู้นำโลกเพียงลำพัง
บทสรุปของเกมนี้จึงไม่ใช่การที่จีนจะเข้ามาเป็น "ตำรวจโลก" แทนสหรัฐฯ แต่คือการเลือกขยับหมากอย่างใจเย็นในจุดที่ได้เปรียบ ในวันที่ระเบียบโลกเดิมกำลังเปลี่ยนผ่านสู่สภาวะ "หลายขั้วอำนาจ" อย่างเต็มตัว แม้โลกใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาต่อรองที่หลากหลายขึ้น แต่ก็นำมาซึ่งความไม่แน่นอนมหาศาลสำหรับประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ต้องเร่งหาความสมดุลท่ามกลางสุญญากาศทางอำนาจที่ยังไม่มีใครยอมเข้ามาเติมเต็มอย่างเบ็ดเสร็จ