
“ไม่มีอะไรจะมาขวางทางเราได้”
นั่นคือคำกล่าวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขณะกล่าวคำสาบานตนรับตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ ในสมัยสอง เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2568 ผ่านมาวันนี้ครบ 1 ปีพอดีของรัฐบาลทรัมป์ 2.0 โลกได้รู้แล้วว่า คำที่ทรัมป์กล่าวในวันนั้นเป็นคำเตือน เพราะว่าเขาลงมือทำจริงเพื่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นที่ตั้ง และเปลี่ยน “ระเบียบโลก” ไปตลอดกาล
ทั้งนี้ ระเบียบโลก (World Order) คือ ระบบกฎเกณฑ์และกระบวนการที่จัดระเบียบความสัมพันธ์และการจัดการกิจการระหว่างประเทศ โดยอาศัยดุลอำนาจ, ชุดความคิด และบรรทัดฐานระหว่างประเทศ มักเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจใหญ่ ๆ
ในยุคปัจจุบัน ระเบียบโลกเปลี่ยนไปอย่างไร เรากำลังเข้าสู่ยุคระเบียบโลกใหม่จาก “ทรัมป์” หรือตอนนี้เรากำลังเข้าสู่โลกไร้ระเบียบ?
ในการกล่าวสุนทรพจน์ของเขา มีการอ้างถึงแนวคิดในศตวรรษที่ 19 ที่เรียกว่า “Manifest Destiny” หรือความเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาได้รับการกำหนดจากพระเจ้าให้ขยายอาณาเขตครอบคลุมทั้งทวีป พร้อมเผยแพร่อุดมการณ์แบบอเมริกันไปทั่วแผ่นดิน
ในขณะนั้น คลองปานามากลายเป็นเป้าหมายในสายตาของเขา โดยทรัมป์ประกาศอย่างแข็งกร้าวว่า “เราจะเอาคืนมา” และในวันนี้ ถ้อยคำประกาศแบบเดียวกัน ที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว กำลังถูกหันไปใช้กับกรีนแลนด์
“เราจำเป็นต้องได้มันมา” กลายเป็นวาทกรรมใหม่ที่ถูกย้ำอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่ตึงเครียดและแฝงไว้ด้วยความเสี่ยงร้ายแรงต่อโลก
แม้ประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเต็มไปด้วยการรุกราน การยึดครองและปฏิบัติการโค่นล้มรัฐบาลและระบอบการปกครองของชาติอื่น แต่ในอดีตที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีอเมริกันคนใดที่จะข่มขู่ยึดดินแดนพันธมิตร และตั้งใจจะเข้าไปปกครองโดยที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของประชาชนในดินแดนนั้นเลย
อีกทั้งยังไม่มีผู้นำสหรัฐฯ คนใดที่กล้าล้มล้างบรรทัดฐานทางการเมืองอย่างรุนแรง และสั่นคลอนพันธมิตรระยะยาวซึ่งเป็นเสาหลักของระเบียบโลกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง
แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า กติกาเก่า ๆ กำลังถูกทำลายลงอย่างไม่เกรงกลัวว่าจะมีกระทบใดตามมา
โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถูกขนานนามว่าอาจเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ “เปลี่ยนแปลงประเทศมากที่สุด” คนหนึ่ง เขาได้รับเสียงเชียร์จากผู้สนับสนุนทั้งในและนอกประเทศ ขณะที่รัฐบาลของหลายประเทศทั่วโลกต่างรู้สึกตื่นตระหนก ส่วนรัสเซียและจีนเลือกจับตาดูสถานการณ์อย่างเงียบงัน
ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ออกคำเตือนอย่างตรงไปตรงมาบนเวทีการประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส โดยไม่ได้เอ่ยชื่อทรัมป์โดยตรงว่า “นี่คือการเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกที่ไร้กติกา ที่กฎหมายระหว่างประเทศถูกเหยียบย่ำ และกฎหมายเพียงอย่างเดียวที่ดูเหมือนจะมีความหมาย คือกฎหมายของผู้แข็งแกร่งที่สุด พร้อมกับการหวนกลับมาของความทะเยอทะยานเชิงจักรวรรดินิยม”
ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับความเป็นไปได้ของสงครามการค้าที่จะสร้างความเจ็บปวดกำลังเพิ่มสูงขึ้น และยังมีความหวั่นเกรงว่า พันธมิตรทางทหารนาโต ซึ่งมีอายุยาวนานถึง 76 ปี อาจตกอยู่ในความเสี่ยง หากอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ พยายามยึดกรีนแลนด์ด้วยกำลังทางทหาร
คำถามสำคัญที่ตามมาคือ พันธมิตรของสหรัฐฯ ซึ่งกำลังวิตกกังวล จะรับมืออย่างไร ในสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่า ไม่มีสิ่งใดสามารถหยุดยั้งทรัมป์ได้อีกต่อไป
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา วาทกรรมมากมายถูกหยิบยกขึ้นมา ท่ามกลางความพยายามทางการทูตที่ซับซ้อน เพื่อหาวิธีรับมือกับประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของสหรัฐฯ ที่คาดเดาได้ยาก
หนึ่งในประโยคที่ถูกพูดถึงบ่อยคือ “เราต้องจริงจังกับเขา แต่ไม่จำเป็นต้องตีความตามตัวอักษร” ซึ่งเป็นมุมมองของฝ่ายที่เชื่อว่าทุกอย่างยังสามารถคลี่คลายได้ผ่านการเจรจา
แนวคิดนี้พอจะได้ผลอยู่บ้าง แต่ก็มีขีดจำกัด โดยเฉพาะในการพยายามสร้างท่าทีร่วมกันของยุโรปต่อสงครามรุนแรงของรัสเซียในยูเครน
ทรัมป์มักเปลี่ยนจุดยืนอยู่เสมอ จากสัปดาห์หนึ่งไปอีกสัปดาห์หนึ่ง บางครั้งแสดงท่าทีใกล้ชิดกับรัสเซีย จากนั้นก็เอนเอียงไปทางยูเครน ก่อนจะหันกลับเข้าสู่วงโคจรของรัสเซียอีกครั้ง
บีบีซีรายงานมุมมองผู้เชี่ยวชาญที่มองว่า ทรัมป์คือนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ดังนั้นเขาจึงจุดยืนแบบสุดโต่งที่สะท้อนกลยุทธ์การเจรจาต่อรองจากยุคที่เขาทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในนิวยอร์ก
แนวคิดลักษณะเดียวกันนี้สะท้อนให้เห็นในคำขู่ใช้กำลังทางทหารต่ออิหร่านที่ทรัมป์เอ่ยซ้ำหลายครั้ง แม้จะชัดเจนว่าทางเลือกทางทหารยังคงเป็นหนึ่งในตัวเลือกบนโต๊ะที่แน่นขนัดของเขา
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในเสียงหลักที่พยายามลดระดับถ้อยคำข่มขู่ของทรัมป์เกี่ยวกับกรีนแลนด์ โดยย้ำว่าประธานาธิบดีต้องการ “ซื้อ” แผ่นน้ำแข็งเชิงยุทธศาสตร์ขนาดมหึมานี้ ไม่ใช่บุกยึดด้วยกำลัง
เขาชี้ว่า ทรัมป์ได้พิจารณาทางเลือกในการซื้อเกาะที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งนี้ เพื่อถ่วงดุลภัยคุกคามจากจีนและรัสเซีย มาตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งวาระแรก
อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธได้ถึงวิธีการแบบกดดัน ข่มขู่ การดูแคลนความร่วมมือพหุภาคี และความเชื่อของทรัมป์ว่า “อำนาจคือความชอบธรรม”
แซนนี มินตัน เบดดาส บรรณาธิการบริหารของนิตยสาร Economist มองว่า ทรัมป์คือผู้ชายที่เต็มไปด้วยอำนาจแบบดิบ ๆ และอำนาจแห่งการต่อรอง เป็นอำนาจสไตล์มาเฟีย และทรัมป์จะไม่มองผลประโยชน์ของพันธมิตร เขาไม่ได้มองอุดมการณ์ของอเมริกาเป็นอุดมการณ์ เขาไม่ได้ให้คุณค่าอะไรสิ่งเหล่านั้นเลย และเขาก็ไม่เคยซ่อนความรู้สึกเอาไว้
การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวล่าสุดของวอชิงตันโดยสถาบัน Think Tank ที่ชื่อว่า Brookings Institution ซึ่งตั้งอยู่ในสหรัฐฯ สรุปว่า มุมมองร่วมของรัฐบาลต่างชาติหลายประเทศคือ ภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ กำลังถดถอยลง
รายงานระบุว่า ทัศนคติในเชิงบวกต่อสหรัฐอเมริกาลดลงอย่างรวดเร็วในหมู่ประเทศพันธมิตร ขณะที่การรับรู้ถึงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนกลับเพิ่มสูงขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในระดับมหาอำนาจเท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปในหลายประเทศก็เริ่มปรับมุมมองต่อจีนและสหรัฐฯ เช่นกัน ดังนั้น สำหรับสหรัฐฯ นี่ไม่ใช่ข่าวดี
ผลการศึกษาทั่วโลกที่เพิ่งเผยแพร่โดยสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งยุโรป (European Council on Foreign Relations) พบว่า ชุมชนโลกจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ มองจีนในฐานะพันธมิตร หรืออย่างน้อยก็เป็นหุ้นส่วนที่จำเป็น
ขณะเดียวกัน ในหลายประเทศ ความคาดหวังต่อโดนัลด์ ทรัมป์ ในฐานะผู้นำสหรัฐฯ ลดลง เมื่อเทียบกับเมื่อ 12 เดือนก่อน
รายงานสรุปว่า ก่อนที่ทรัมป์จะเข้าแทรกแซงสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างรุนแรง แนวทางอเมริกาต้องมาก่อนที่แข็งกร้าวของเขา ก็ได้ผลักผู้คนให้เข้าใกล้จีนมากขึ้นแล้ว
รายงานยังชี้ถึงความย้อนแย้งว่า การปฏิเสธระเบียบโลกเสรีนิยมของทรัมป์ อาจเปิดช่องให้หลายประเทศรู้สึกว่าพวกเขามีอิสระมากขึ้นในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับจีน เพราะไม่จำเป็นต้องเดินตามแนวร่วมที่นำโดยสหรัฐฯ อีกต่อไป
แม้โลกในวันนี้จะดูเปิดรับจีนมากขึ้น แต่ผู้นำจำนวนไม่น้อยก็ยังระมัดระวังที่จะผูกชะตาพันธมิตรทั้งหมดไว้กับมหาอำนาจโลกเพียงฝ่ายเดียว
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า จีนมีกลไกของตนเองในการใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นอาวุธ และสามารถทำให้ประเทศคู่ค้าตกอยู่ในวิกฤตทางการเงินได้ หากความสัมพันธ์เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากพัฒนาการในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา วิสัยทัศน์ของจีนเกี่ยวกับระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจ (multipolar world order) กำลังเกิดขึ้นจริง และยังเหลือเวลาอีก 3 ปีกว่าทรัมป์จะหมดอำนาจ ดังนั้นในช่วงเวลาเช่นนี้ ระเบียบโลกแบบหลายขั้วอำนาจก็อาจจะเกิดขึ้นเร็วกว่าที่จีนคาดคิดเสียด้วยซ้ำ
BBC, ABC