
18 มกราคม 2569 เพนตากอน หรือกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ สั่งให้เจ้าหน้าที่ทหาร 1,500 นายที่ประจำการอยู่ในอะแลสกา เตรียมการอาจต้องเคลื่อนกำลังไปรัฐมินนิโซตา พื้นที่ที่มีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลกว้างขวาง
กองทัพสหรัฐฯ มีคำสั่งให้ทหารหน่วยต่าง ๆ เตรียมการถูกส่งกำลังไปรัฐมินนิโซตาหากเกิดเหตุความรุนแรงในรัฐแห่งนี้ แม้ขณะนี้จะยังไม่แน่ชัดว่าหน่วยใดจะถูกส่งไป
ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์เตือนอาจใช้กฎหมายก่อการจลาจล ให้กองกำลังทหารเข้าควบคุมพื้นที่ หากเจ้าหน้าที่พรรคเดโมแครตในรัฐมินนิโซตาไม่สามารถหยุดผู้ประท้วง ไม่ให้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ICE) ได้ หลังจากมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ ICE ในพื้นที่
การปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ส่วนกลางสหรัฐฯ และประชาชนในพื้นที่ทวีความตึงเครียดขึ้นตั้งแต่ เรเน่ กู๊ด วัย 37 ปี ถูกยิงเสียชีวิตภายในรถของเธอโดยเจ้าหน้าที่ ICE โจนาธาน รอสส์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569
การสังหารกู๊ดสร้างความโกรธแค้นให้ประชาชน และปลุกการประท้วงทั่วประเทศ โดยเฉพาะในรัฐมินนิโซตา เหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ส่วนกลางสหรัฐฯ ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน เจ้าหน้าที่ส่วนกลางสหรัฐฯ ระบุว่า การสังหารกู๊ดเป็นการป้องกันตัวเท่านั้น
เมื่อวันเสาร์ที่ 17 มกราคมที่ผ่านมา เจ็ก แลง พยายามรวบตัวผู้สนับสนุนการเพิ่มมาตรการตรวจคนเข้าเมืองในเมืองมินนิอาโพลิสและล้มเหลว เขาคือชาวอเมริกาสายขวา มีจุดยืนรักชาติ เป็นคนคริสเตียนเคร่งครัด ต่อต้านมุสลิม และต่อต้านยิว เขาเคยได้รับการเชิดชูจากทรัมป์ระหว่างการจลาจลที่กรุงวอชิงตันเมื่อปี 2021
มีคนเพียง 5 คนร่วมขบวนต่อต้านมุสลิมของแลง ผู้เข้าร่วม 2 คนถือป้ายที่เขียนไว้ว่า “คนอเมริกันต่อต้านการทำให้เป็นอิสลาม” และเขายังสัญญาว่าจะเผาทำลายคัมภีร์อัลกุรอ่านอีกด้วย
ขบวนคนกลุ่มหลักของแลงพบกันกับขบวนผู้ประท้วงอุดมการณ์ฝ่ายตรงข้าม ซึ่งพ่นสเปรย์พริกไทยใส่แลง ราดน้ำเย็นจัดใส่เขา และวิ่งไล่ต้อนเขาหนีไป อย่างไรก็ตาม ภาพของแลงและหนึ่งในผู้ประท้วงมีเลือดออกหลังจากพบกับกลุ่มผู้ประท้วงถูกส่งต่อบนอินเทอร์เน็ต ในฐานะหลักฐานความรุนแรงที่เกิดขึ้นในมินนิอาโพลิส
วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม 2568 เจคอบ เฟรย์ ผู้ว่าการเมืองกล่าวว่า การให้ทหารเข้ามาประจำการนั้น “ไร้สาระ” และมีแต่จะทำให้สถานการณ์ความตึงเครียดรุนแรงขึ้น ก่อนหน้าทรัมป์ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและลาดตระเวนชายแดนกว่า 3,000 คนเข้ามารับมือการประท้วงอย่างสันติครั้งนี้อยู่แล้ว
“คงจะเป็นก้าวที่น่าตกใจมาก” เฟรย์กล่าวกับสำนักข่าว NBC “เราไม่ต้องการเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเพิ่มมาดูแลความปลอดภัยหรอก เราปลอดภัยอยู่แล้ว”
ด้านคริสตี โนเอม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าว CBS ในวันเดียวกันว่า เฟรย์ต้องจัดพื้นที่ “การประท้วงอย่างสันติ” ให้ผู้ประท้วง เพราะจุดประสงค์ของผู้ประท้วงไม่ใช่แค่การส่งเสียงคัดค้าน แต่คือการทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ ICE ยากขึ้น ทั้งด้วยการเยาะเย้ยถากถาง เป่าปากขับไล่ และคอยเตือนเพื่อนบ้านผู้อพยพเมื่อเจ้าหน้าที่เหล่านี้มาปรากฏตัว
กลุ่มผู้ประท้วงได้ล้อเลียนการบุกเข้ามินนิโซตาของเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางว่า เหมือนกับ “การบุกรัสเซียของนโปเลียน” แชร์ภาพเจ้าหน้าที่ ICE ที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพอากาศลื่นล้มบนพื้นน้ำแข็ง รัฐบาลจึงมองหาเจ้าหน้าที่ที่มีความคุ้นเคยกับสภาพอากาศหนาวเย็น คือเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการในอะแลสกา
ทรัมป์โจมตีรัฐมินนิโซตาหลายครั้ง แต่ด้วยหัวข้อที่ไม่เกี่ยวกับการประท้วงครั้งนี้โดยตรง คือการยักยอกเงินทุนรัฐบาลกลางที่สำรองไว้สำหรับโครงการสวัสดิการสังคมในมินนิโซตา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองต้องลงพื้นที่
ขณะที่มีรายงานว่า ประธานาธิบดีและเจ้าหน้าที่รัฐบาลพุ่งเป้าโจมตีชุมชนผู้อพยพชาวโซมาลีในรัฐมินนิโซตาเป็นพิเศษ
เจ้าหน้าที่ ICE ยังพุ่งเป้าไปที่ชุมชนผู้อพยพชนชาติอื่น ๆ ในทวินซิตี (Twin Cities) ด้วย เมื่อวันอาทิตย์ที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่บุกเข้าบ้านหลังหนึ่งที่เซนต์พอล พาตัวชายชราคนหนึ่งที่สวมใส่เพียงแค่ชุดชั้นในและผ้าห่มผืนหนึ่งออกมา เพื่อนบ้านข้างเคียงตะโกนขับไล่เจ้าหน้าที่ให้ออกไป
ชายชราคนดังกล่าวเป็นสมาชิกชุมชนชาวม้ง ที่อพยพเข้ามาตั้งรกรากในสหรัฐฯ จากภูมิภาคหนึ่งในลาวเริ่มเมื่อทศวรรษที่ 1970 หลังจากพวกเขาเข้าข้างสหรัฐฯ ช่วงสงครามเวียดนาม ข้อมูลจาก Pew Research Center ชี้ว่า ชาวม้งกว่า 1 ใน 3 ในสหรัฐฯ เป็นผู้อพยพ
ทรัมป์ได้ส่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเพิ่มไปยังมินนิอาโพลิส และเซนต์พอลเมื่อเดือนก่อน เป็นส่วนหนึ่งของแผนการแทรกแซงการเมืองวงกว้างทั่วสหรัฐฯ โดยเน้นพื้นที่ที่บริหารงานโดยนักการเมืองพรรคเดโมแครต อย่าง ลอสแองเจลิส ชิคาโก พอร์ตแลนด์ โอเรกอน หรือรัฐใดก็ตามที่ไม่ได้โหวตให้เขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งก่อน
ทรัมป์อ้างว่า การส่งเจ้าหน้าที่ไปประจำการเพิ่มนั้นเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อปกป้องทรัพย์สินของรัฐบาลกลางจากผู้ประท้วง แต่เดือนนี้เขาได้เรียกเจ้าหน้าที่กลับจากชิคาโก ลอสแองเจลิส และพอร์ตแลนด์ เนื่องจากประสบปัญหาด้านกฎหมาย
ผู้นำชุมชนหลายคนกล่าวหาว่า ทรัมป์ทำเกินกว่าเหตุ และเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอยู่แล้วเป็นครั้งคราวเป็นข้ออ้างในการส่งทหารเข้ามา
ตามที่กระทรวงความปลอดภัยสาธารณะรายงานเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ทิม วอลซ์ และผู้ว่าการเมืองมินนิอาโพลิสกำลังถูกสอบสวนทางอาญาในข้อหาขัดขวางการบุกจับผู้อพยพ ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐเพื่อทำงานให้การบังคับใช้กฎหมายในระดับรัฐ และเพื่อการประท้วงอย่างสันติ
หากกองกำลังที่ทรัมป์และกลาโหมสหรัฐกล่าวถึงเข้าประจำการในมินนิโซตาแล้ว ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า ทรัมป์จะใช้กฎหมายการก่อการจลาจลหรือไม่ กฎหมายฉบับดังกล่าวจะให้อำนาจประธานาธิบดีส่งกองกำลังหรือกองทัพเข้าปราบปรามการก่อจลาจลภายในประเทศได้
แต่ถึงแม้ไม่ใช้กฎหมายฉบับดังกล่าว ประธานาธิบดีก็มีอำนาจสั่งให้กองทัพเข้าประจำการในพื้นที่หนึ่งเพื่อเหตุผลเฉพาะเจาะจงภายในประเทศ อย่างเช่นการปกป้องทรัพย์สินส่วนกลาง ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ทรัมป์ใช้สร้างความชอบธรรมในการส่งทหารเรือเข้าไปในลอสแองเจลิสเมื่อปีก่อน
นอกจากการส่งกองกำลังพิเศษแล้ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ยังสามารถจัดตั้งกองกำลังรักษาความสงบแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่เข้าไปควบคุมสถานการณ์อย่างรวดเร็วได้
“กระทรวงการสงครามเตรียมพร้อมรับคำสั่งจากผู้บัญชาการสูงสุดเสมอ” ฌอน พาร์เนล โฆษกกลาโหมสหรัฐฯ หรือในอีกชื่อคือกระทรวงการสงครามเปิดเผย
ด้านทำเนียบขาวยังไม่ตอบรับหรือให้ความเห็นใด
ที่มา: The Guardian