
The Economic Times รายงานว่า การที่สหรัฐฯ เข้ายึดครองเวเนซุเอลาเป็นสัญญาณการกลับมาของ "เขตอิทธิพล" (Spheres of Influence) ในรูปแบบยุคสงครามเย็น ซึ่งถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับรัสเซียในปฏิบัติการที่ยูเครน และสำหรับแนวทางของจีนที่มีต่อเอเชียและภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงสถานะอธิปไตยของไต้หวันที่อยู่นอกเหนือการปกครองของจีน
เหตุการณ์นี้หมายถึงการเริ่มต้นใหม่ของความไม่มั่นคงทั่วโลก สำหรับรัฐบาลมอสโก นี่คือหนทางที่จะเตือนสหรัฐฯ ให้นึกถึงสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกันที่รัสเซียเผชิญอยู่ในยูเครน ข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่ระบุว่า นิโคลัส มาดูโร แท้จริงแล้วคือเจ้าพ่อค้ายาเสพติดนั้น สะท้อนภาพคำกล่าวอ้างของรัสเซียที่เรียกเซเลนสกีว่าเป็น "ผู้ฝักใฝ่นาซี" โดยมีปฏิบัติการทางทหารของปูตินที่ตั้งเป้าหมายเพื่อถอนรากถอนโคนนาซีในยูเครน
มอสโกได้เรียกร้องให้มีการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) เพื่อเปิดโปงการปฏิบัติแบบ "สองมาตรฐาน" ของประเทศกลุ่ม G7 อื่นๆ ซึ่งนิ่งเฉยต่อการกระทำของสหรัฐฯ ที่ข้ามเส้นเข้าแทรกแซงอำนาจอธิปไตยในเวเนซุเอลา แต่กลับประณามการกระทำของรัสเซียที่บุกยึดเพียงพื้นที่บางส่วนของยูเครน
นักวิเคราะห์มองว่า สิ่งที่ช่วยให้ปูตินมีอำนาจต่อรองที่แข็งแกร่งขึ้นในการเจรจาเรื่องยูเครน คือผลกระทบที่สร้างความสั่นคลอนต่อยุโรป นอกจากนี้ คำพูดของทรัมป์ที่ขู่ว่าจะให้กองทัพสหรัฐฯ เข้ายึดครองกรีนแลนด์ต่อไป เป็นเพียงแค่การคุยโวโอ้อวดจริงหรือไม่? นี่เป็นอีกเรื่องที่ยุโรปต้องกังวลเป็นอย่างหนัก
ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ตึงเครียด สถานการณ์ในฝั่งเอเชียก็มีความซับซ้อนกว่าเล็กน้อย การกระทำของทรัมป์ช่วยให้จีนได้รับชัยชนะในการทำโฆษณาชวนเชื่อ ในฐานะปราการด่านหน้าและผู้พิทักษ์ระเบียบโลกที่ยึดตามกฎกติกา ในขณะที่สหรัฐฯ กำลังสวมบทบาทเป็น "รัฐอันธพาล" เสียเอง
นอกจากนี้ จีนยังได้รับบัตรผ่านในการดำเนินการใด ๆ ต่อไต้หวันและฟิลิปปินส์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะเปิดป้ายเตือนว่า "ห้ามจีนบุกรุก" ประเทศเล็ก ๆ ในมหาสมุทรแอตแลนติก และส่งคำเตือนไปยังประเทศในละตินอเมริกาว่าอย่าสนิทสนมกับจีนมากเกินไปก็ตาม แต่อย่าลืมว่า จีนคือผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลา และมีผลประโยชน์ทางการค้าและการลงทุนที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งทวีปอเมริกาใต้
CNBC รายงานว่า ความสนใจได้พุ่งไปที่จีน เพราะจีนอาจได้รับแรงกระตุ้นให้เพิ่มแรงกดดันต่อไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งถือว่า ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนตจีนมาโดยตลอด เมื่อทรัมป์และรูบิโอต่างทำตามความเชื่อที่ว่า ละตินอเมริกาเป็นสวนหลังบ้านของสหรัฐฯ
ในเดือนธันวาคม 2025 จีนได้จัดการซ้อมรบด้วยกระสุนจริงรอบเกาะไต้หวัน โดยอ้างว่า เป็นสัญญาณเตือนเกี่ยวกับการแทรกแซงจากต่างชาติ และในการกล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันปีใหม่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนประกาศว่า การรวมชาติไต้หวันนั้น “ไม่อาจหยุดยั้งได้” ซึ่งสอดคล้องกับการประเมินของหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ที่ระบุว่าปักกิ่งอาจพยายามยึดครองเกาะไต้หวันด้วยกำลังภายในทศวรรษนี้
ไรอัน ฮาส อดีตนักการทูตสหรัฐฯ และนักวิจัยอาวุโสของสถาบันบรูคกิ้งส์ เตือนว่า ไม่ควรเปรียบเทียบโดยตรงในประเด็นนี้ เขากล่าวใน X ว่า “นักวิเคราะห์นโยบายต่างประเทศอาจมีความอยากที่จะเปรียบเทียบกับไต้หวันและเตือนว่าทรัมป์อาจสร้างแบบอย่างที่ปักกิ่งสามารถนำไปใช้กับไต้หวันได้ ผมขอเตือนให้ระวังความอยากนั้น”
ฮาสกล่าวว่า จีนหลีกเลี่ยงการใช้ปฏิบัติการทางทหารโดยตรงต่อไต้หวัน ไม่ใช่เพราะเคารพกฎหมายหรือบรรทัดฐานระหว่างประเทศ แต่หันมาใช้กลยุทธ์การบีบบังคับโดยไม่ใช้ความรุนแรงแทน ปักกิ่งจะมุ่งเน้นไปที่การปกป้องผลประโยชน์ของตน การประณามการกระทำของสหรัฐฯ และการสร้างความแตกต่างกับสหรัฐฯ ในระบบระหว่างประเทศให้ชัดเจนยิ่งขึ้น มากกว่าที่จะนำเหตุการณ์ในวันนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงแนวทางที่มีต่อไต้หวัน
กระทรวงการต่างประเทศของจีนออกแถลงการณ์หลังการโจมตีว่า ”รู้สึกตกใจอย่างยิ่งและประณามอย่างรุนแรงต่อการใช้กำลังอย่างโจ่งแจ้งของสหรัฐฯ ต่อรัฐอธิปไตยและการกระทำต่อประธานาธิบดีของจีน” พร้อมเรียกการบุกรุกครั้งนี้ว่า เป็น “การกระทำที่แสดงถึงการครอบงำ” และเรียกร้องให้วอชิงตัน “หยุดละเมิดอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอื่น”
อีแวน ไฟเกนบอม จากมูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ ให้เหตุผลว่า สหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะแสวงหาเขตอิทธิพลของตนเอง ในขณะเดียวกันก็กีดกันไม่ให้จีนมีเขตอิทธิพลเช่นกัน เขาชี้ให้เห็นว่า “สหรัฐอเมริกาจะไม่ ‘ยินยอม’ ให้จีนมีอิทธิพลในเอเชีย” แต่มองว่าสหรัฐฯ จะพยายามยืนกรานที่จะมีอิทธิพลในซีกโลกของตนเอง ในขณะเดียวกันก็พยายามปฏิเสธไม่ให้จีนมีอิทธิพลในเอเชีย
เขากล่าวเพิ่มเติม ในโพสต์อีกโพสต์หนึ่งว่า“อย่าแสร้งทำเป็นว่าสหรัฐฯ มีความเสมอภาค สหรัฐฯ ย้อนแย้งและแสดงความหน้าซื่อใจคดในนโยบายต่างประเทศมาโดยตลอด”
สอดคล้องกับบทวิเคราะห์จาก Washington Office on Latin America ที่ระบุว่า การใช้กำลังทหารฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ ในเวเนซุเอลาถือเป็นความย้อนแย้งที่รุนแรง สหรัฐฯ มักประณามรัสเซียที่ละเมิดอธิปไตยของยูเครน แต่สหรัฐฯ กลับทำเช่นเดียวกันในเวเนซุเอลา โดยไม่มีฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ