
วิกฤติสภาพพูมิอากาศเปลี่ยนแปลงส่งผลต่อทุกประเทศ ทุกคนทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่มีบางประเทศที่มีความเปราะบางมากกว่า ทำให้ผลวิกฤตสภาพอากาศเด่นชัดกว่าใคร หนึ่งในนั้นคือสองประเทศใน ในกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก ฟิจิและตูวาลู
อ้างอิงจากรายงานของ Climate Adaptation and Protected Areas ที่มีการสำรวจความเสี่ยงประเทศด่านหน้าวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ฉบับประเทศฟิจิที่ปล่อยออกมาเมื่อเดือนมีนาคม 2568 ฟิจิถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 103 จาก 191 ประเทศ ตามดัชนีความเสี่ยง INFORM Risk Index ประจำปี 2567 ซึ่งนับว่า ได้อันดับแย่ลงเมื่อเทียบกับปี 2562
สาธารณรัฐฟิจิเป็นรัฐกำลังพัฒนาที่เป็นเกาะขนาดเล็กในลักษณะหมู่เกาะ ตั้งอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้มีพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ 18,272 ตารางกิโลเมตร ประกอบด้วยเกาะมากกว่า 332 เกาะ มีประชากรรวมประมาณ 900,000 คน โดยพลเมืองส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนเกาะที่ใหญ่ที่สุดสองแห่ง ได้แก่ เกาะวีตีเลวู (Viti Levu) และเกาะวานูอาเลวู (Vanua Levu)
ประชากรประมาณ 90% อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่ง และมากกว่าครึ่งหนึ่งในนั้นอาศัยอยู่ในเขตเมือง และตามข้อมูลรัฐบาลฟิจิปี 2561 ประชากรที่อาศัยในเมืองมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างไรก็ตาม การที่ประชากรส่วนมากอาศัยอยู่ริมชายั่ง ในประเทศเกาะที่ราบต่ำ ท่ามกลางสถานกรณ์โลรวยที่เพิ่มรดับน้ในมหาสมุทรให้สูงขึนต่อเนื่อง นี่เองคือหนึ่งภัยที่เกาะกำลังเผชิญ
ฟิจิเป็นประเทศที่เห็นความเปลี่ยนแลงของโลกจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศมากที่สุด อย่างแรกคือ การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและความรุนแรงของพายุที่เพิ่มมากขึ้น แม้อุณหภูมิเฉลี่ยของฟิจิจะเพิ่มขึ้นน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.8-1.0°C ตลอดช่วงศตวรรษที่ 20 แต่ความเปลี่ยนแปลงที่เด่นชัดคือ มีปริมาณหยาดฟ้าสะสมสูงขึ้น, ค่ำคืนที่อากาศเย็นลดลง, วันที่อากาศร้อนมีมากขึ้น, และระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นมากกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดยมีการเพิ่มขึ้นถึง 6 มม. ต่อปี นับตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา
ฟิจิมีพายุไซโคลนที่รุนแรงขึ้น ทำลายล้างมากขึ้น อย่างพายุไซโคลนเขตร้อน "วินสตัน" ในปี 2559 ซึ่งเป็นพายุไซโคลนที่รุนแรงที่สุดที่เคยมีการบันทึกมาในซีกโลกใต้ ส่งผลกระทบต่อผู้คนในฟิจิกว่า 540,000 คน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 44 ราย ตลอดจนสร้างความเสียหายและทำลายล้างเป็นวงกว้าง มูลค่าผลกระทบจากภัยพิบัติที่ประเมินได้ในฟิจิพุ่งสูงถึง 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากถึง 20% ของ GDP ทั้งยังก่อให้เกิดเหตุอุทกภัยและดินโคลนถล่มตามมา แน่นอนหมายถึงความเสียหายซ้ำซ้อน
ต่อมาในปี 2563 ขณะที่ประทศกำลังรับมือผลกระทบช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ฟิจิเจอกับพายุเขตร้อนลูกใหญ่อีกครั้ง "ฮาโรลด์" ซึ่งได้ทำลายบ้านเรือนไปกว่า 2,000 หลัง และสร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตรและโครงสร้างพื้นฐานคิดเป็นมูลค่า 22.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ผลจากสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงในฟิจิส่งผลต่อด้านอื่น ๆ อีก อาทิ
วงจรการตกของฝนที่เปลี่ยนไปส่งผลต่อการวางแผนเกษตรกรรม ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และการเติบโตของพืช ฝนที่ตกหนักขึ้นอาจทำให้เกิดน้ำขังในดิน และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคพืชบางชนิด รวมถึงอาจเซะหน้าดินชั้นบนออกไปได้อีกด้วย น้ำปริมาณมากอาจไหลบ่าไปทับถมแนวปะการัง ขวางแสงแดดไม่ให้ส่องลงไปถึง
อุณหภูมิสูงอาจส่งผลให้เกิดภัยแล้ง เป็นภัยต่อการเกษตรพืชจำพวกเผือก, มันเทศ, กลอย และอ้อย เพิ่มศัตรูพืช และอาจส่งผลต่อปศุสัตว์ เนื่องจากสัตว์ในอุตสาหกรรมเครียจากความร้อน
ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงอาจกัดเซาะชายฝั่งทำให้พื้นที่เกษตรกรรมลดลง และยังมีผลต่อการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การกัดเซาะชายฝั่งอาจทำให้ป่าชายเลนลดลง
อุณหภูมิผิวน้ำที่สูงขึ้นและน้ำทะเลเป็นกรด ก่อให้เกิดการฟอกขาวของปะการังที่รุนแรงขึ้น นำไปสู่การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยของปลาและความหลากหลายทางชีวภาพของแนวปะการังในภาพรวม ส่งผลต่อการวางไข่ของปลา และการเพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเล
ความรุนแรงไซโคลนที่มากขึ้น ก่อให้เกิดน้ำท่วม, คลื่นพายุซัดฝั่ง, ภัยแล้ง และดินโคลนถล่ม เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและระบบนิเวศอย่างมหาศาล
อ้างอิงข้อมูลจากรายงาน Climate Risk Country Profile: Tuvalu ของธนาคารโลกปี 2564 ตูวาลูเป็นรัฐขนาดจิ๋ว เป็นประเทศที่เล็กที่สุดอันดับ 4 ของโลก ประกอบด้วยเกาะปะการังวงแหวนจำนวน 9 แห่ง ณ ปี 2563 มีประชากรประมาณ 11,800 คน อาศัยอยู่บนพื้นที่รวมเพียง 26 ตารางกิโลเมตร มีความสูงเฉลี่ยเหนือระดับน้ำทะเลน้อยกว่า 3 เมตร
ตูวาลูได้รับการยอมรับในระดับสากลว่าเป็นหนึ่งในรัฐที่เปราะบางต่อสภาพภูมิอากาศมากที่สุดในโลก ไม่เพียงจากการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเท่านั้น แต่ยังมีพายุไซโคลนรุนแรงอีกด้วย นอกจากนี้ เศรษฐกิจของตูวาลูต้องพึ่งพิงความช่วยเหลือต่างชาติ มีปัญหาความยากจนและการจ้างงาน
เพราเป็นเกาะขนาดเล็ก อุณหภูมิภายในเกาะถูกควบคุมด้วยมหาสมุทรโดยรอบ จึงมีความเสถียร และก็เป็นเงาสะท้อนอุณหภูมิมหาสมุทได้เป็นอย่างดี
รายงานแห่งชาติฉบับที่สองของตูวาลูที่เสนอต่อ UNFCCC ชี้ว่า อุณหภูมิของตูวาลูเพิ่มขึ้นจากในอดีต โดยอุณหภูมิอากาศขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 0.24°C ต่อทศวรรษ และอุณหภูมิสูงสุดเพิ่มขึ้น 0.21°C ต่อทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2493 ในขณะที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 0.13°C ต่อทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2513
ยังไม่มีการตรวจพบการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางสถิติของอัตราหยาดน้ำฟ้ารายปีและตามฤดูกาล อย่างไรก็ตาม ปรากฎการณ์เอนโซ ส่งผลต่อปริมาณน้ำฝนในนานูเมอา ซึ่งเป็นเกาะปะการังที่อยู่เหนือสุดของตูวาลู
ผลจากสภพภูมิอากาศที่ส่งผลต่อตูวาลู อาทิ
คลื่นความร้อนในทะเล เพราะเขตร้อนของมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกเป็น "จุดวิกฤตระดับโลก" จากคลื่นความร้อนในทะเล และมีแนวโน้มว่าจะมากขึ้นในนาคต ผลที่ตามมาจากแนวโน้มนี้อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศทางทะเล
ภัยแล้ง ผลวิเคราะห์จากสำนักอุตุนิยมวิทยาออสเตรเลียชี้ว่า วันที่ประสบภัยแล้งอาจน้อยลงในอนาคต แต่ยังไม่มีข้อมูลที่น่าเชื่อถือใข้อนี้ได้ และสำนักอุตุฯ ออสเตรเลียก็บอกเองว่า ความน่าเชื่อถือผลวิเคราะห์ดังกล่าวยังอยู่ในระดับต่ำ เพราะมีปัจจัยมากที่ส่งผลต่อความแม่นยำในการคาดการณ์ อาทิ ที่ตั้งที่ห่างไกล การกระจายตัวของเกาะที่กว้างขวาง ความอ่อนไหวต่อปรากฏการณ์เอลนีโญ และการขาดแคลนข้อมูลในอดีต
น้ำท่วม พายุไซโคลน และคลื่นพายุซัดฝั่ง ซึ่งจะมีรูปแบบที่ซับซ้อนขึ้น มีความเสยหายจากพายุซัดฝั่ง คาดการณ์ว่า ความถี่ไซโคลนจะน้อยลง แต่มีความรุนแรงมากขึ้น
การประเมินนัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่ออันตรายจากลมรุนแรงนั้นจนถึงปัจจุบันยังได้ผลลัพธ์ที่ไม่ชัดเจน ส่วนลักษณะอื่น ๆ เช่น ความสูงสูงสุดของคลื่น พบว่า มีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับปรากฏการณ์เอนโซ
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวทีประชุมหมู่เกาะแปซิฟิกกล่าวว่า ฟิจิ และ ตูวาลูจะรองรับการประชุมเตรียมความพร้อม ก่อนการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP ครั้งที่ 31 ที่จะจัดขึ้นปลายปีนี้
การประชุม COP ครั้งที่ 31 จะจัดขึ้นที่ประเทศตุรกี เจ้าภาพหลักการประชุมประจำปี รวมถึงการประชุมสุดยอดผู้นำ อย่างไรก็ตาม การประชุมเตรียมการ หรือที่เรียกกันว่า Pre-COP นั้น เป็นความรับผิดชอบของกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก
ผลจากการประชุมเมื่อวานนี้ (พฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569) ภายใต้ข้อตกลงที่ได้รับการเจรจาระหว่างออสเตรเลียและตุรกี กลุ่มประเทศสมาชิกมอบหมายให้ฟิจิเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเตรียมความพร้อมก่อน COP31 (pre-COP31) และตูวาลูเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมในส่วนของผู้นำวาระพิเศษ
ตุรกีและออสเตรเลียเคยตกอยู่ในหล่มแย่งชิงกันป็นเจ้าภาพหลักจัดงาน COP ก่อนจะตกลงกันไว้ว่าจะเป็นเจ้าภาพร่วม และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปีที่การประชุม COP มีเจ้าภาพ 2 ชาติ แบ่งหน้าที่กันดังนี้
ตุรกี: โลจิสติกส์, การดำเนินงานของการประชุม, แต่งตั้งประธาน COP31 และตัวแทนระดับสูงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UN High-Level Climate Champion) เพื่อดูแลวาระการดำเนินงานของ COP (COP Action Agenda)
ออสเตรเลีย: เป็นผู้นำในการเจรจา โดยประธาน COP จากตุรกีจะแต่งตั้งประธานฝ่ายการเจรจาชาวออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ ประธานฝ่ายการเจรจาจะเป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการเจรจาอย่างเป็นทางการ ผลักดันร่างเอกสาร และประสานงานกับภาคีและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งปี เพื่อแจ้งผลลัพธ์สุดท้ายในการประชุม COP31
หัวข้อที่เริ่มปรากฎคร่าว ๆ คือ: การเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศ, ผลประโยชน์ของภูมิภาค, การเปลี่ยนผ่านพลังงาน, การปรับตัวและฟื้นตัว การประชุมครั้งที่ 31 นี้ คาดว่าจะต่อยอดจาก COP30 ที่ได้ชื่อว่า "COP แห่งการปฏิบัติ" ด้วยการผลักดันให้มีพันธสัญญาที่เข้มแข็งขึ้น มีแนวทางที่ชัดเจนยิ่งขึ้นสำหรับการส่งมอบผลลัพธ์ ในขณะที่กำหนดเส้นตายเป้าหมายของความตกลงปารีสเร่งรุดเข้ามา
เจเรไมอาห์ มาเนเล ประธาน PIF และนายกรัฐมนตรีหมู่เกาะโซโลมอน กล่าวถึงบทบาทของฟิจิ และตูวาลูใน COP31 ผ่านแถลงการณ์ผ่านโซเชียลมีเดีย
"ผมมีความยินดีที่จะประกาศว่า หลังจากกระบวนการปรึกษาหารือทางการเมือง การประชุม pre-COP ของ COP31 จะถูกจัดขึ้นที่ประเทศฟิจิในเดือนตุลาคม 2026 โดยจะมีส่วนของผู้นำวาระพิเศษจัดขึ้นที่ประเทศตูวาลู [...] การประชุม pre-COP เป็นโอกาสที่จะแสดงให้เห็นว่า เมื่อพูดถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศที่เปราะบางที่สุดสามารถเป็นผู้นำได้ และประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกก็สามารถรับฟังได้" เขากล่าว
นอกจากนี้เพนนี วอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียระบุว่า การประชุม pre-COP จะเป็นโอกาสดึงดูดคนจากทั่วโลกมาสัมผัสผลกระทบและแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศด้วยตนเอง
“ประเทศในแถบแปซิฟิกเป็นผู้นำด้านมาตรการทางสภาพภูมิอากาศมาอย่างยาวนาน และเสียงของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดทิศทางการตอบสนองของโลก [...] การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม COP เหล่านี้เป็นโอกาสสำหรับประชาคมโลกที่จะได้รับฟังจากประชาชนในแถบแปซิฟิกโดยตรง”