
“ความยั่งยืน” กลายเป็นคำที่ปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทั้งในหน่วยงาน งานนิทรรศการ ไปจนถึงการแข่งขันกีฬา แต่เพียงแค่มีน้ำดื่มในบรรจุภัณฑ์กระดาษหรือวางถังขยะแยกประเภท ก็ไม่ได้หมายความว่างานนั้นจะยั่งยืนจริง ๆ
สำนักข่าว The Guardian เผยแพร่บทความชื่อ The Great Olympic lie: untold story of Winter Games’ huge environmental impact หรือ คำโกหกคำโตงานโอลิมปิก: เรื่องผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมหาศาลจากโอลิมปิกฤดูหนาวที่ไม่มีใครพูดถึง
ก่อนและระหว่างการจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาว “ความยั่งยืน” เป็นหัวข้อสำคัญที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (IOC) พยายามป่าวประกาศผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ทุกช่องทาง และ คริสตอฟ ดับบี ผู้อำนวยการบริหารโอลิมปิกเกมส์ก็กล่าวว่า สำหรับ IOC และวงการกีฬาโดยรวมแล้ว ความยั่งยืนคือลำดับความสำคัญสูงสุด
IOC อวดอ้างแนวทางความยั่งยืนมากมาย ทั้งแผนการขนส่งคาร์บอนต่ำ การใช้ช้อนส้อมที่รีไซเคิลได้ หรือแม้แต่ผ้าปูโต๊ะใยลินิน พวกเขาจะย้ำแล้วย้ำอีกว่า 85% ของสถานที่จัดงานเป็นสถานที่ที่มีอยู่เดิมหรือเป็นเพียงโครงสร้างชั่วคราว
แต่ความพยายามจะยั่งยืนที่ชูประเด็นกันมากมาย ไม่ให้ตกเทรนด์ หรือมีใครครหาได้นั้น เทียบกันได้ไหมกับการก่อสร้างพื้นที่ใหม่เพื่องานโอลิมปิก จ่ายด้วยการขุดภูเขา ตัดป่าไม้ และก่อสร้างโครงสร้างขนาดใหญ่มากมายที่ผลิตคาร์บอนมหาศาล โดยที่ 13% ในโครงสร้างเหล่านั้นเท่านั้นที่มีความจำเป็นต้องสร้างใหม่
"โอลิมปิกฤดูหนาว มิลาโน คอร์ตินา 2026 ถูกนำเสนอในฐานะโอลิมปิกแห่งความยั่งยืน แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่เลย" กองทุนคุ้มครองสัตว์ป่าโลก (WWF) อิตาลีระบุ
WWF อิตาลีเคยเป็นหนึ่งในกลุ่มองค์กรสิ่งแวดล้อมที่ร่วมหารือกับคณะกรรมการโอลิมปิกอิตาลีเพื่อหาทางจัดงานที่ยั่งยืนกว่านี้ แต่สุดท้ายพวกเขาก็จำใจต้องเดินออกจากโต๊ะเจรจาเมื่อพบว่า ผู้จัดงานไม่ได้ตั้งใจจะรับฟังจริงๆ แต่เพียงแค่ต้องการใช้พวกเขาเป็นภาพลักษณ์บังหน้าเท่านั้น
ย้อนกลับไปก่อนการก่อสร้างโครงสร้างสนามกีฬา และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ เพื่องานโอลิมปิกฤดูหนาวปีนี้ บริเวณเชิงเขา ริมฝั่งแม่น้ำในเมืองคอร์ตินา เคยมีผืนป่าแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยต้นลาร์ชสูงตระหง่าน ไม้เมืองหนาวที่นักวิทยาศาสตร์ใช้ในการวิเคราะห์วิกฤตภูมิอากาศ เนื่องจากคุณสมบัติการเติบโตของมันสัมพันธ์กับอุณหภูมิและปริมาณหิมะอย่างมาก
รุกขกรเล่าว่า ต้นที่เก่าแก่ที่สุดในป่านี้ยืนต้นมานานถึง 150 ปีแล้ว ด้านนักพฤกษศาสตร์ระบุว่า ป่าแห่งนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร เพราะเป็นเรื่องยากมากที่จะพบผืนป่าที่มีพืชชนิดเดียวเติบโตในระดับความสูงที่ต่ำเช่นนี้ในแถบเทือกเขาแอลป์ตอนใต้
สำหรับชาวบ้านในพื้นที่ ที่นี่เป็นจุดที่ผู้คนมักมาเดินเล่นในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง หรือมาเล่นเทนนิสในสนามเล็กๆ ใกล้ตีนเขา พวกเขาเรียกป่าแห่งนี้ว่า "บอสโก ดิ รอนโก"
แต่ในวันนี้มันไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
หนึ่งในการชูประเด็นด้านความยั่งยืนที่ IOC ใช้เป็นจุดขายคือ การจัดงานที่เดิม ที่คอร์ตินาซึ่งเคยจัดงานโอลิมปิกฤดูหนาวปี 1956 มาแล้ว ลดการก่อสร้างสนาม และสาธารณูปโภคต่าง ๆ ใหม่ ซึ่งเป็นกระบวนการปล่อยคาร์บอนมาก แต่บทความของ The Guardian บอกเราว่า สถานที่จัดงานเดิมส่วนใหญ่นั้นจำเป็นต้องถูกรื้อถอนและสร้างใหม่โดยขยายพื้นที่ให้กว้างขวางกว่าเดิมมาก และบทความย้ำหลายครั้งด้วยว่า การสร้างส่วนใหญ่นั้นไม่จำเป็น
ตัวอย่างการสร้างใหม่ที่บทความนี้กล่าวถึงคือ มีการขุดภูเขาในเมืองลิวินโญเพื่อสร้างสโนว์พาร์คใหม่ ทั้งที่มีอันเดิมอยู่แล้วในหุบเขาติดกันที่เมืองเทรพัลเล หรือในเมืองเปรดัซโซที่แท่นกระโดดสกีถูกสร้างใหม่ทั้งหมดห่างจากของเดิมเพียงไม่กี่ร้อยเมตร และเพื่อเปิดทางให้กับลู่วิ่งบอบสเลจใหม่ พวกเขาถึงขั้นต้องตัดป่าบอสโก ดิ รอนโก ทิ้ง จนทำให้ในตอนนี้สิ่งเดียวที่หลงเหลือให้เห็นคือคอนกรีตและเหล็กกล้ายาวกว่า 2 กิโลเมตร
นอกจากนี้ คงไม่มีการกล่าวถึงว่างบประมาณก่อสร้างทั้งหมด 98 โครงการ มีเพียง 13% เท่านั้นที่จำเป็นจริง ๆ ต่อการจัดแข่งขัน ส่วนที่เหลืออีก 87% คือโครงการโครงสร้างพื้นฐานอย่างถนน รางรถไฟ และที่จอดรถ ซึ่งส่วนใหญ่กว่าจะสร้างเสร็จการแข่งขันโอลิมปิกก็จบลงไปแล้ว อีกทั้งรัฐบาลอิตาลียังยกเว้นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ให้กับโครงการเหล่านี้ถึง 60% ทั้งที่ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกและเป็นหนึ่งในระบบนิเวศที่เปราะบางที่สุดในโลก
คาซาโนวา ผู้เขียนหนังสือสะท้อนผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากโอลิมปิกเรียกการทำลายป่าครั้งนี้ว่า "ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของความรุนแรงในโอลิมปิกครั้งนี้" และเขายังจดรายการ "บาปกรรมโอลิมปิก" อื่นๆ ไว้อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างกระเช้าลอยฟ้าบนพื้นที่ดินถล่ม การสร้างหมู่บ้านนักกีฬาขนาด 15 เฮกตาร์บนพื้นที่ธรรมชาติเพียงเพื่อจะรื้อถอนทิ้งในภายหลัง หรือการขยายทางสกีที่ต้องแลกด้วยการทำลายต้นไม้จำนวนมหาศาล
คาร์เมน เดอ ยอง ศาสตราจารย์ด้านอุทกวิทยาจากมหาวิทยาลัยสตราสบูร์ก ผู้ศึกษาผลกระทบของโอลิมปิกฤดูหนาวมาหลายปี โดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรน้ำเตือนว่า เมื่อเราดูภาพสวยงามทางโทรทัศน์ เรามักลืมไปว่าการแข่งขันเหล่านี้ไม่ได้จัดขึ้นบนหิมะจริง แต่มันคือน้ำที่ถูกดึงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ทั้งน้ำพุ แม่น้ำ หรือแม้แต่น้ำดื่มที่ต้องถูกสูบขึ้นเขาและทำให้เย็นลงก่อนใช้
ไม่ใช่แค่สูบน้ำ และเปลี่ยนน้ำเป็นหิมะขาวฟูดูสวยงาม ก่อนหน้าการแข่งขันเริ่ม ยังต้องมีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำบนที่สูงถึง 4 แห่งเพื่อผลิตหิมะเทียมปริมาณมหาศาลถึง 2.3 ล้านลูกบาศก์เมตรสำหรับฉีดพ่นบนลู่วิ่งสกีให้หนาตามเกณฑ์ที่กำหนด
นี่เป็นสัญญาณชัดเจนถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำ วิกฤตภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยในเดือนกุมภาพันธ์ที่เมืองคอร์ตินาสูงขึ้นถึง 3.6 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับตอนที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพครั้งล่าสุดเมื่อ 20 ปีก่อน ขณะที่ความหนาเฉลี่ยของหิมะลดลงไป 15 เซนติเมตรในรอบ 50 ปี
ที่สำคัญคือน้ำส่วนใหญ่ที่ใช้ในอ่างเก็บน้ำเหล่านั้น ต้องสูบขึ้นไปบนภูเขาหลังจากดึงมาจากแม่น้ำในท้องถิ่น ซึ่งในความจริงแล้วแม่น้ำเหล่านั้นต้องเผชิญกับสภาวะแห้งแล้งอยู่เกือบตลอดทั้งปี
แน่นอนว่าเสียงในท้องถิ่นก็ไม่มีทางเดียว เจ้าของธุรกิจบางแห่งสะท้อนว่า พวกเขาไม่เสียดายป่าและอยากได้รายได้จากลู่วิ่งบอบสเลจมากกว่า แม้ว่าอิตาลีเคยสร้างลู่วิ่งแบบนี้มาแล้วสองครั้งในโอลิมปิกปี 1956 และ 2006 ซึ่งสุดท้ายก็ถูกทิ้งร้างทั้งสองครั้งก็ตาม
ความเห็นที่ต่างกันนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดระหว่างความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในขณะเดียวกันการก่อสร้างเหล่านั้นกำลังทำลายความมั่นคงของชุมชนเองในระยะยาว
แต่การพัฒนาเศรษฐกิจ โดยทำให้กระบวนการยั่งยืนอย่างแท้จริง ความจริงแล้วทำได้ดีกว่านี้หรือไม่? The Guardian กล่าวว่า การที่โอลิมปิกพยายามทำตัวให้ใหม่กว่า ใหญ่กว่า และดีกว่าครั้งก่อนๆ อยู่เสมอ ทำให้คำกล่าวอ้างที่ว่านี่คือ "โอลิมปิกที่ยั่งยืน" กลายเป็นเหมือนคำดูหมิ่นต่อทั้งผู้เข้าแข่งขันและผู้ชมทุกคนทั่วโลก
ที่มา: The Guardian