Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
เศรษฐีด้วยกันยังไม่ทน  วอนรัฐขึ้นภาษีคนรวยสุดขีด ใช้เงินบงการรัฐ
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

เศรษฐีด้วยกันยังไม่ทน วอนรัฐขึ้นภาษีคนรวยสุดขีด ใช้เงินบงการรัฐ

21 ม.ค. 69
17:14 น.
แชร์

เศรษฐีและมหาเศรษฐีกว่า 400 คนจาก 24 ประเทศทั่วโลก เรียกร้องให้ผู้นำโลกเพิ่มภาษีกลุ่ม “คนรวยสุดขีด” หรือกลุ่มซุปเปอร์ริช เพราะมีข้อกังวลว่า กลุ่มคนรวยที่สุดในโลกกำลังใช้เงินซื้ออิทธิพลทางการเมือง

จดหมายเปิดผนึก เปิดพร้อมงาน World Economic Forum

จดหมายเปิดผนึกถึงเหล่าผู้นำโลก เผยแพร่พร้อมกับการประชุม World Economic Forum ที่จัดขึ้นที่ดาวอส มีเนื้อหาต้องการให้เหล่าผู้นำลดช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวยลง

จดหมายฉบับนี้ลงนามโดยบุคคลมีชื่อเสียงหลายคน อย่าง นักแสดงและนักสร้างภาพยนตร์ มาร์ก รัฟฟาโล, ไบรอัน เอโน นักดนตรี, อะบิเกล ดิสนีย์ โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์และนักดนตรี พวกเขาล้วนเห็นพ้องกันว่า กลุ่มคนรวยสุดขีดกำลังทำให้การเมืองเปรอะเปื้อน สร้างการกีดกันทางสังคม และเร่งวิกฤตสภาพอากาศให้หนักหน่วงรุนแรงขึ้น

“กลุ่มผู้มีอำนาจเพียงหยิบมือ ที่มีเงินทองมหาศาล พวกเขาซื้อประชาธิปไตยของเราไป บงการรัฐบาลเรา ปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ควบคุมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเอาไว้หมด ขุดหลุมความยากจนให้ลึกลงไปอีก ขยับจุดแตกหักของโลกเราให้ใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ” จดหมายระบุ

“สิ่งที่เราหวงแหน ไม่ว่าจะคนรวยหรือจน กำลังถูกกลืนกินโดยผู้ที่มุ่งมั่นจะขยายช่องว่างของพวกเขากับคนกลุ่มอื่นที่เหลือ” จดหมายกล่าวอีก

“พวกเรารู้ดีว่า เมื่อมหาเศรษฐีอย่างพวกเรานี้เอง ยังมองเห็นปัญหาที่เหล่าคนรวยสุดขีดสร้างให้กับทุกคน และทุกสิ่ง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สังคมกำลังสั่นคลอนอย่างอันตราย ที่ริมขอบเหวก็ไม่ปาน”

สำรวจความเห็นคนรวยต่อคนสุดจะรวย

ผลสำรวจสำรวจความเห็นกลุ่มเศรษฐีที่มีแนวคิดชาตินิยม และเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีมากขึ้นต่อกลุ่ม “คนรวยสุดขีด” ผลสำรวจฉบับนี้จัดทำกับคนที่มีทรัพย์สมบัติ (ไม่รวมบ้าน) มากกว่า 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐจำนวน 3,900 คนในกลุ่มประเทศ G20

ผลสำรวจพบว่า เศรษฐีกว่า 77% จากประเทศเห็นว่า กลุ่มคนรวยสุดขีด มีอิทธิพลต่อเวทีการเมือง และ 3 ใน 5 เชื่อว่า ทรัมป์สร้างผลกระทบเชิงลบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของโลก (ผลสำรวจนี้จัดทำขึ้นก่อนคำขู่เพิ่งกำแพงภาษีครั้งของทรัมป์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ขู่จะเพิ่มภาษีประเทศที่คัดค้านการยึดครองกรีนแลนด์ของเขา)

กว่า 60% ของผู้เก็บผลสำรวจกังวลว่า คนรวยสุดขีดจะเป็นอันตรายต่อประชาธิปไตย

กว่า 2 ใน 3 เห็นด้วยกับการเก็บภาษีคนรวยสุดขีดเพิ่มหากจะลงทุนในบริการสาธารณะ โดยมีเพียง 17% เท่านั้นที่คัดค้าน

สหรัฐฯ อเมริกาของทรัมป์ คนรวยเฟ้อ คนจนจม

บทความของ Brookings สถาบันด้านคำปรึกษาและนโยบายสาธารณะ ชื่อว่า Can billionaires buy democracy? หรือมหาเศรษฐีซื้อประชาธิปไตยได้ไหม  โดยมี ดาร์เรล เวสต์ เป็นอดีตรองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายธรรมาภิบาลศึกษาร่วมพูดคุย เนื้อหาชี้ให้เราเห็นปัญหาของการเมืองสหรัฐฯ สมัยใหม่ นั่นคือ “การสร้างความร่ำรวย” หรือ wealhification ในโลกการเมือง 

บทความบอกกับเราว่า “เงิน” กำลังเซาะกร่อนกฎหมายการระดุมทางการเมืองให้อ่อนแอลง “เงิน” เป็นใบผ่านทางให้คนรวยสุดขีดทั้งหลายมีอำนาจเหนือการเลือกตั้งผ่านการบริจาคมหาศาล และส่วนใหญ่มักจะไม่เปิดเผยต่อสาธารณะด้วย

ตัวอย่างแรกคือ การที่เศรษฐีมากมายเข้ามามีอำนาจทางการเมือง อ้างอิงข้อมูลจาก Forbes โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้สร้างสภาที่มีสมาชิกร่ำรวยที่สุดในระวัติศาสตร์สหรัฐฯ ขึ้นมาในสมัยที่ 2 ของเขา สภาที่รวมมหาเศรษฐีมากกว่า 10 คน สมาชิกมีทรัพย์สินรวมกันกว่า 7.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (เดือนสิงหาคม 2568)

ตัวอย่างเช่น อีลอน มัสก์ บุคคลที่รวยที่สุดในโลกได้นั่งตำแหน่งกระทรวงใหม่อย่างกระทรวงประสิทธิภาพ, ลินดา แมคมาฮอน (Linda McMahon) ภรรยาวินซ์ แมคมาฮอน (Vince McMahon) เจ้าพ่อวงการมวยปล้ำมีรายได้สุทธิ 3.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้นั่งตำแหน่งรัฐมนตรีศึกษา, ดั๊ก เบอร์กัม นักธุรกิจที่มีการประมาณรายได้สุทธิที่ 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้นั่งรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเชิญชวนมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีอีกหลายคน อย่าง มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก, เจฟฟ์ เบโซส, ซุนดาร์ พิชัย มาร่วมงานสาบานตนรับตำแหน่ง และสนิทชิดเชื้อกับกลุ่มคนรวยผู้มีอำนาจอีกหลายคน อาทิ ปีเตอร์ ธีล, บิล เกตส์, ชาร์ลส์ โคช, จอร์จ โซโรส, เจ. บี. พริตซ์เกอร์ ที่ล้วนมีอิทธิพลต่อการเลือกตั้งผ่านการสนับสนุนเงินให้ทรัมป์ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

เวตส์อธิบายต่อว่า ในอดีตปัญหานี้ไม่ได้รุนแรงอย่างทุกวันนี้ ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระหว่างปี 1945-1976 เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาล ทำให้ความไม่เท่าเทียมลดลงอย่างมาก การส่งต่อมรดกความร่ำรวยของตระกูลจากรุ่นสู่รุ่นไม่ใช่เรื่องง่าย และมีการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่าง สาธารณสุข การศึกาษา การขนส่งสาธารณะ ทำให้เศรษฐกิจเติบโต 

แต่หลังปี 1976 นโยบายของรัฐฯ ดูจะให้ความสนใจกับการลงทุนของเอกชนมากกว่า ราคาค่าบ้าน ค่าเล่าเรียน ค่ารักษาพยาบาลแพงขึ้น คนรวยรวยขึ้น และช่อง

ว่างระหว่างชนชั้นกว้างขึ้นไม่ต่างกัน เวตส์กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 1980 จนถึงปัจจุบัน ความไม่เท่าเทียมขยายมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“ความท้าทายของประชาธิปไตยในขณะนี้คือ ความไม่เท่าเทียมทางรายได้โตมากขึ้นเรื่อย ๆ และใคร ๆ ก็ต่างพยายามใช้ความได้เปรียบด้านฐานะให้ชนะการเลือกตั้ง ด้านนโยบายสาธารณะก็เหมือนกัน” เวตส์กล่าว

“จริง ๆ มันก็เป็นปัญหาในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกนั่นแหละ แต่ในอเมริกา ปัญหาเรื่องเงินทองดูจะเป็นความท้าทายต่อการเมืองมากกว่าที่ไหน ๆ ” เขากล่าวต่อ

ประชาธิปไตยซื้อได้ เพราะสำหรับคนรวย การเมือง=การลงทุน

เวตส์เล่าถึงทฤษฎีรัฐศาสตร์ที่เรียกว่า “investment theoery of politics” หรือการลงทุนในการเมือง ที่นักลงทุน นักธุรกิจ คนรวย มองว่า การลงทุนกับการเมือง อย่างให้เงินสนับสนุนผู้สมัครช่วงหาเสียงคือ การลงทุนอย่างหนึ่ง ที่พวกเขาจะได้ผลตอบแทนย้อนหลัง เช่น นโยบายทางการเมืองที่เปิดทางให้พสกเขาหาเงินได้มากขึ้น

“เพราะต่อให้คุณจะบริจาคเงินสัก 1 ล้าน, 5 ล้าน หรือ 10 ล้านดอลลาร์ แต่ถ้าคุณสามารถทำให้เกิดนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัทของคุณ หรือได้มลดภาษีที่เอื้อต่อธุรกิจจนสามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้ถึง 100 ล้านดอลลาร์ เงินบริจาค 5 หรือ 10 ล้านดอลลาร์ก็ถือว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า” เวตส์อธิบาย

นอกจากนี้ การเมืองยังช่วยให้เหล่าคนรวยได้รวมกลุ่มกัน เพราะนโยบายที่เอื้อพวกเขา อย่างการลดอัตราภาษี ผ่อนคลายกฎระเบียบ ทำให้พวกเขาได้ประโยชน์ไปพร้อมกัน 

สัปดาห์นี้ องค์กรการกุศลเพื่อการพัฒนา Oxfam รายงานว่า มีจำนวนมหาเศรษฐีมากขึ้นในปีก่อน จนเป็นครั้งแรกที่มีมหาเศรษฐีมากกว่า 3,000 คนทั่วโลก

“ปีก่อน ทรัพย์สินของมหาเศรษฐีมากขึ้นอย่างที่เราไม่คาดฝันมาก่อน” อามิตาบ เบฮาร์ กรรมการบริหารของ Oxfam International กล่าว

“กลุ่มคนรวยสุดขีดได้อิสระเต็มที่ อย่างฟรี ๆ ช่างเกินจะจินตนาการได้ว่า คนรวยที่สุด 1% มีทรัพย์สินในครอบครองมากกว่าทรัพย์สินสาธารณะทั้งโลกรวมกัน 3 เท่า”

“นี่คือคำประณามอย่างรุนแรง ชี้ภาพให้เห็นว่า ตอนนี้ช่องว่างระหว่างคนรวยและมนุษยชาติที่เหลือมันกว้างใหญ่จนน่าขันแค่ไหน รัฐบาลต้องบังคับเก็บภาษีกลุ่มซุปเปอร์ริชเหล่านี้ และเร่งลดความไม่เท่าเทียม โลกเราจะเดินต่อบนเส้นทางอันน่ารังเกียจแบบนี้ไม่ได้”

ที่มา: USNews, Brookings, The Guardian


แชร์
เศรษฐีด้วยกันยังไม่ทน  วอนรัฐขึ้นภาษีคนรวยสุดขีด ใช้เงินบงการรัฐ