
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ก่อให้เกิดกระแสความไม่พอใจครั้งใหญ่ หลังประกาศว่า จะพาสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อมุ่งแก้วิกฤตสภาพอากาศ
โดยเอกสารที่ได้รับการเผยแพร่เมื่อวานนี้ (7 มกราคม 2026) ระบุว่า ทรัมป์ได้พาสหรัฐฯ ถอนตัวออกจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ UNFCCC ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ยังถอนตัวออกจากคณะกรรมการ หน่วยงาน องค์กรอื่น ๆ อีก 65 แห่ง โดยเรียกการเป็นสมาชิกเหล่านั้นว่า เป็นการ “ขัดแย้งต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ”
ทั้งนี้ UNFCCC คือสนธิสัญญาระหว่างประเทศหลักที่จัดตั้งขึ้นเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย และเป็นรากฐานสำคัญของการเจรจาข้อตกลงด้านสภาพอากาศโลก เช่น พิธีสารเกียวโต (Kyoto Protocol) และความตกลงปารีส โดยสหรัฐฯ เข้าร่วมอนุสัญญาดังกล่าวตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี 1992
ด้านทรัมป์ ซึ่งมักจะมองปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศว่าเป็นเรื่องหลอกลวง มีนโยบายชัดเจนที่จะยังคงใช้พลังงานฟอสซิลต่อไป ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ เริ่มลดการใช้พลังงานฟอสซิลและเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น หลังปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศเป็นสาเหตุทำให้เกิดคลื่นความร้อน พายุรุนแรง ภัยแล้ง และอื่น ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก
จีนา แม็กคาร์ธี อดีตที่ปรึกษาด้านสภาพภูมิอากาศระดับสูงของทำเนียบขาวในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน วิจารณ์การตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็น “การตัดสินใจที่มองเพียงระยะสั้น น่าอับอาย และโง่เขลา”
เธอกล่าวว่า ในฐานะประเทศเดียวในโลกที่ไม่เป็นภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทิ้งบทบาทผู้นำด้านการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ และความร่วมมือระดับโลกที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ พร้อมทั้งสละความสามารถของประเทศในการมีอิทธิพลต่อเงินลงทุน นโยบาย และการตัดสินใจมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปกป้องสหรัฐฯ จากภัยพิบัติที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก
ด้านมานิช บัฟนา ประธานองค์กร Natural Resources Defense Council ระบุว่า การตัดสินใจของทรัมป์ในการถอนตัวออกจาก UNFCCC เป็นความผิดพลาดที่ไม่จำเป็น และเป็นการทำร้ายตัวเอง เพราะจะยิ่งบั่นทอนความสามารถของสหรัฐฯ ในการแข่งขันกับจีน ซึ่งกำลังมีบทบาทนำมากขึ้นในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก
บัฟนากล่าวว่า ขณะที่รัฐบาลทรัมป์กำลังละทิ้งบทบาทผู้นำระดับโลกของสหรัฐฯ ประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกกลับเดินหน้าปรับเปลี่ยนไปใช้แหล่งพลังงานที่สะอาดขึ้น และเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง
เขาย้ำว่า รัฐบาลทรัมป์กำลังยกโอกาสการลงทุนมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์จากการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดให้กับประเทศที่พร้อมยึดถือหลักวิทยาศาสตร์ และเลือกใช้แหล่งพลังงานที่สะอาดและมีต้นทุนต่ำที่สุด
เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์ก็ประกาศว่า สหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส ซึ่งหลายประเทศร่วมตกลงเพื่อจำกัดอุณหภูมิของโลก ขณะเดียวกัน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ ก็ปฏิเสธที่จะส่งผู้แทนไปร่วมประชุมว่าการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศของสหประชาชาติ หรือ COP ซึ่งปีที่แล้วจัดขึ้นที่ประเทศบราซิล