advertisement

อินไซต์เศรษฐกิจ

รวมมิตร "ทวิภาคี" เอเปค 2022 ไทยคุย 2 ฝ่ายกับใคร และได้อะไรมาบ้าง?

21 พ.ย. 65
รวมมิตร "ทวิภาคี" เอเปค 2022 ไทยคุย 2 ฝ่ายกับใคร และได้อะไรมาบ้าง?

advertisement

รวมมิตร "ทวิภาคี" เอเปค 2022 ไทยคุย 4 แขกพิเศษของรัฐบาล และ 6 ผู้นำเอเปค ลงนามข้อตกลงเศรษฐกิจ-การค้า เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์เพื่อชาติ

จบลงไปแล้วอย่างราบรื่นสำหรับการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) หรือ APEC 2022 ที่ประเทศไทยเวียนกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในรอบ 19 ปี และเป็นการประชุมแบบพบหน้ากันครั้งแรกในรอบเกือบ 4 ปี หลังยุคโควิด

ชนิดที่นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จัทร์โอชา ถึงกับประกาศว่าเป็น “ความสำเร็จอย่างงดงาม” ของการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม

เพราะในภาพรวมนั้น ที่ประชุม 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค "สามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ทั้งในระดับผู้นำเอเปค (Leaders' Declaration) และในระดับการประชุมรัฐมนตรีเอเปค (Ministerial Joint Statement)" ท่ามกลางสถานการณ์เรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยังคุกรุ่นอยู่ ซึ่งความขัดแย้งทางการเมืองนี่เองเคยทำให้ที่ประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคเมื่อต้นปีนี้ ไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ เช่นเดียวกับที่ประชุมระดับผู้นำเอเปค เมื่อปี 2018 ที่ปาปัวนิวกินี ซึ่งไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมของผู้นำได้เช่นกัน จากความขัดแย้งของจีนและสหรัฐในขณะนั้น

ที่สำคัญก็คือ ผู้นำทั้ง 21 เขตเศรษฐกิจเอเปค ยังได้ให้การรับรอง “เป้าหมายกรุงเทพฯ ว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG” หรือเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy: BCG Model) เพื่อวางรากฐานในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกอย่างครอบคลุม ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ซึ่งโอกาสนี้ เอเปคได้ร่วมเปิดตัวเว็บไซต์ bangkokgoals.apec.org อีกด้วย

ไม่เพียงเท่านั้น ประเทศไทยยังได้ใช้โอกาสในฐานะเจ้าภาพเอเปคจัดการประชุมแบบ "ทวิภาคี" หรือการประชุม 2 ฝ่ายกับบรรดาผู้นำเอเปค และแขกพิเศษของรัฐบาล เพื่อกระชับความสัมพันธ์และเจรจาด้านการค้า การลงทุน และอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยด้วย

ทีมข่าว Spotlight ได้ประมวลการหารือทวิภาคีระหว่างผู้นำของไทยและผู้นำ 10 เขตเศรษฐกิจและแขกพิเศษของรัฐบาล มารวมไว้ที่นี่ ดังนี้


4 แขกพิเศษของรัฐบาล และ 6 ผู้นำเอเปค

การหารือทวิภาคีของผู้นำไทยนอกรอบการประชุมเอเปค 2022 อาจแบ่งได้หลักๆ เป็นการหารือในระดับ "แขกของรัฐบาลไทย" กับในฐานะ "ผู้นำประเทศเอเปค" ดังนี้ 

แขกของรัฐบาลไทย

  • เวียดนาม  16 พ.ย.  MOU 5 ฉบับ
  • ฝรั่งเศส    17 พ.ย.  ออกถ้อยแถลงร่วม
  • ซาอุดิอาระเบีย 18 พ.ย.  MOU 3 ฉบับ
  • จีน         19 พ.ย.  ความร่วมมือ 5 ฉบับ

หมายเหตุ: ผู้นำกัมพูชาไม่ได้มาร่วมประชุม

ผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค

  • ญี่ปุ่น 17 พ.ย.
  • แคนาดา 18 พ.ย.
  • *ฮ่องกง 19 พ.ย.
  • *ออสเตรเลีย 19 พ.ย.
  • *นิวซีแลนด์ 19 พ.ย.
  • สหรัฐอเมริกา 19 พ.ย.

*หมายเหตุ: เป็นการหารือทวิภาคีแบบสั้น (pull-aside) นอกรอบการประชุมเอเปค ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


messageimage_1668995889249   

ไทย-เวียดนาม: ตั้งเป้าการค้า 2 ชาติทะลุ 8 แสนล้าน


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และนายเหวียน ซวน ฟุก ประธานาธิบดีเวียดนาม ได้หารือแบบทวิภาคี ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit) ที่ทำเนียบรัฐบาล ซึ่งมีการลงนามข้อตกลง 5 ฉบับ และมีข้อสรุป 5 ด้าน ในการเจรจาทวิภาคี ดังนี้ 

ความตกลง 5 ฉบับ

  • แผนปฏิบัติการว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งไทย-เวียดนามในระยะ 5 ปีข้างหน้า (2565-2570)
  • ความตกลงว่าด้วยความร่วมมือช่วยเหลือซึ่งกันและกันในคดีแพ่ง
  • บันทึกความเข้าใจเพื่อสถาปนาความสัมพันธ์บ้านพี่เมืองน้องระหว่างราชอาณาจักรไทยกับนครดานัง
  • บันทึกความเข้าใจระหว่างสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยกับหอการค้าและอุตสาหกรรมแห่งเวียดนาม 
  • สัญญาสนับสนุนการค้าและการลงทุนระหว่างธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยหรือ เอ็กซิมแบงค์ กับธนาคารพาณิชย์เพื่อการค้าระหว่างประเทศแห่งเวียดนาม 

ข้อสรุปการเจรจา 5 ด้าน     

  1. การส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเพื่อสันติภาพและเสถียรภาพ - กระชับความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงในทุกระดับ 
  2. การเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการฟื้นฟูและการเติบโตที่ยั่งยืนและยืดหยุ่น

    - ตั้งเป้าหมายการค้าทวิภาคี ที่ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 875,000 ล้านบาท) ภายในปี 2568
    - ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการให้กระบวนการการนำเข้าและส่งออกง่ายขึ้น อำนวยความสะดวกการค้า ข้ามแดนและการนำผ่านสินค้าไปยังประเทศที่สาม แก้ปัญหาอุปสรรคการลงทุน และศึกษาโอกาสความร่วมมือใหม่ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจดิจิทัล พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และเทคโนโลยีทางด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงการชำระเงินข้ามพรมแดนผ่านระบบคิวอาร์โค้ด (QR Code)
    - ส่งเสริมการอำนวยความสะดวก และคุ้มครองการลงทุนในทั้งสองประเทศ โดยนายกฯ ยินดีต่อความสนใจของนักลงทุนเวียดนามที่จะลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น และหวังว่าจะเห็นการลงทุนจากเวียดนามในไทยเพิ่มขึ้น

    3. เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็งระหว่างไทย และเวียดนาม ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้เกิดความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจ รองทั้งสองประเทศผ่านยุทธศาสตร์ “การเชื่อมโยงสามด้าน” ได้แก่

    - การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของทั้งสองประเทศ เช่น ปิโตรเคมี การเกษตร เครื่องจักร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
    - การเชื่อมโยงเศรษฐกิจฐานรากของทั้งสองประเทศ 
    - การเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน ระหว่างโมเดล BCG ของไทย และยุทธศาสตร์การพัฒนาสีเขียวของเวียดนาม 

    4. ส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาและการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน

    5. เสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ

aw1hz2uvmjaymi0xms9hmtjizmfho

ไทย-ฝรั่งเศส: เร่งฟื้นเจรจา FTA ไทย–อียู


การหารือทวิภาคีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือทวิภาคี กับ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในฐานะแขกพิเศษของไทย เมื่อวันที่ 17 พ.ย. 2565 มีสาระสำคัญ ดังนี้

  • นายกฯ ขอให้ฝรั่งเศสสนับสนุนการรื้อฟื้นการเจรจา FTA ไทย–อียู ด้วยเช่นกัน ซึ่งประธานาธิบดีฝรั่งเศสพร้อมสนับสนุนนโยบายระหว่างไทยกับ EU และพร้อมผลักดันการรื้อฟื้นการเจรจา FTA ไทย–อียู

  • ส่วนความร่วมมือในกรอบอนุภูมิภาคและภูมิภาค นายกฯ ยืนยันว่า ไทยพร้อมสนับสนุนฝรั่งเศสในการมีส่วนร่วมและมีบทบาทที่สร้างสรรค์ ทั้งในกรอบยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง (ACMECS) อาเซียน – ฝรั่งเศส และอาเซียน – EU รวมถึงการขับเคลื่อนวาระสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์อินโด – แปซิฟิก และมุมมองอาเซียนต่ออินโด – แปซิฟิก 

  • ขณะที่การสมัครเป็นเจ้าภาพจัดงาน Expo 2028 ที่จังหวัดภูเก็ต ของไทย นายกฯ ขอรับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสสำหรับการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งการจัดงาน Expo 2028 – Phuket Thailand ในเดือนมิถุนายน 2566 ระหว่างช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่ ครั้งที่ 172 ที่กรุงปารีส โดยประธานาธิบดีฝรั่งเศสพร้อมให้การสนับสนุนไทยในประเด็นนี้

  • ความร่วมมือด้านการอำนวยความสะดวก - จัดทำความตกลงว่าด้วยการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางราชการไทย - ฝรั่งเศส คาดว่าภายในเดือนมกราคม 2566 จะมีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม

  • ความร่วมมือด้านความมั่นคง - นายกรัฐมนตรีพร้อมเร่งรัดการจัดตั้งกลไกการหารือ 2+2 dialogue ไทย - ฝรั่งเศส เพื่อหารือในประเด็นท้าทายด้านความมั่นคง 

  • ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ - จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยไทยจะเน้นผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิรูปสีเขียวของ EU จึงเป็นโอกาสดีที่ทั้งสองฝ่ายจะสนับสนุนการส่งออกสินค้าสิ่งแวดล้อมและการลงทุนในธุรกิจสีเขียว - ไทยร่วมกับสมาชิกเอเปคลดอัตราภาษีนำเข้าทั่วไปสำหรับรายการสินค้าสิ่งแวดล้อม 54 รายการ จึงเชิญชวนให้ฝรั่งเศสใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ ขณะที่ฝรั่งเศสพร้อมมีความร่วมมือในด้านการผลิตและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรกรรม และพร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการพัฒนา EEC 

  • ความร่วมมือด้านการศึกษาและวิชาการ - สนับสนุนให้มีการแลกเปลี่ยนนักศึกษา นักวิชาการ และนักวิจัยระหว่างกันมากขึ้น 

   
000_32nw4a9

ไทย-ซาอุฯ: ทวิภาคี 3 ฉบับ ฟื้นสัมพันธ์การทูต-ร่วมมือเศรษฐกิจ


การหารือทวิภาคีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อาล ซะอูด มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย มีข้อสรุป ดังนี้
 
1.แผนการขับเคลื่อนเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย (พ.ศ.2565- 2567) ภายใต้แผนงานการขับเคลื่อนตามยุทธศาสตร์ความร่วมมือทั้ง 3 ส่วน คือ

- ความร่วมมือด้านการเมืองและความมั่นคง เช่น ยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับผู้ถือหนังสือเดินทางทูต หนังสือเดินทางพิเศษ และหนังสือเดินทางราชการ และจัดหาที่ดินที่มีความเหมาะสมสำหรับสถานเอกอัครราชทูต และทำเนียบเอกอัครราชทูตซาอุดีอาระเบียในกรุงเทพฯ 

- ความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ เช่น ศึกษาประเด็นความร่วมมือในภาคพลังงาน เพิ่มการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มวัสดุก่อสร้าง ปิโตรเคมี ผลิตภัณฑ์อาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค การค้าปลีก และผลิตภัณฑ์อื่นๆ แลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสทางการลงทุนหรือการเงิน และจัดทำความตกลง 2 ฉบับเกี่ยวกับการรับสมัครแรงงานไทย

- ความร่วมมือด้านสังคมและวัฒนธรรม เช่น ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในด้านศิลปะและกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ และแสวงหาความร่วมมือด้านกีฬา อีสปอร์ต และการท่องเที่ยวเชิงกีฬา นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายจะเร่งรัดการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตระหว่างกันด้วย เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคีและอำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อน

2.บันทึกความเข้าใจการจัดตั้งสภาความร่วมมือซาอุดี – ไทย

3.บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เพื่อการส่งเสริมการลงทุนโดยตรง ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย  ภายใต้กรอบความร่วมมือ 3 ด้าน คือ

- การแลกเปลี่ยนข้อมูลสถิติเกี่ยวกับการลงทุนโดยตรงและโอกาสทางธุรกิจ
- การแลกเปลี่ยนกฎหมายและกฎระเบียบเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนโดยตรง และการเสริมสร้างบรรยากาศการลงทุนของทั้งสองประเทศ
- การแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับโอกาสในการลงทุนของทั้งสองประเทศ 


000_32nx6qb

ไทย-จีน: ย้ำความสัมพันธ์อันดี เชื่อมยุทธศาสตร์ร่วมกัน


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้การต้อนรับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในฐานะแขกของรัฐบาล และได้เข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค โดยทั้งสองฝ่ายมีการหารือเต็มคณะ และมีการประกาศเอกสารความร่วมมือและความตกลงที่มีการลงนามในช่วงการเยือน จำนวน 5 ฉบับ ได้แก่     

  • แผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย - จีน ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ฉบับที่4 (พ.ศ. 2565-2569)
  • แผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนว่าด้วย การร่วมกันส่งเสริมเส้นทางเศรษฐกิจสายไหมและเส้นทางสายไหมทางทะเลแห่งศตวรรษที่ 21
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างกระทรวงพาณิชย์แห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือทางวิชาการ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งราชอาณาจักรไทย และสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน
  • บันทึกความเข้าใจว่าด้วยการก่อตั้งคณะทำงานความร่วมมือด้านการลงทุนและเศรษฐกิจระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมแห่งราชอาณาจักรไทยกับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน


นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเยือนไทยของประธานาธิบดีจีนครั้งนี้มีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านการกระชับความสัมพันธ์ ที่จะได้ร่วมกันกำหนดทิศทางความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านที่ครบรอบ 10 ปีในปีนี้ และมุ่งไปสู่การฉลองครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2568 

ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน รู้สึกยินดีเป็นเกียรติที่ได้หารือกับนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ พร้อมกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการจัดการต้อนรับ ทั้งนี้ มิตรภาพจีน-ไทยสืบทอดกันมาหลายพันปี ประชาชนมีความสัมพันธ์เหมือนพี่น้องกัน

โดยจีนให้ความสำคัญกับการพัฒนาความสัมพันธ์จีน-ไทย เพราะจีนและไทยไม่ใช่อื่นไกลคือพี่น้องกัน จีนพร้อมร่วมมือกันสรรค์สร้างความเจริญรุ่งเรืองและอนาคตร่วมกัน เปิดศักราชใหม่ของความร่วมมือ เพื่อผลประโยชน์ให้แก่ประชาชนของทั้งสองประเทศ 

สาระสำคัญของการหารือ สรุปได้ดังนี้

ด้านการสร้างความมั่นคง - ทั้งสองฝ่ายหารือถึงแนวทางความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง นายกรัฐมนตรีเสนอให้เสริมสร้างปฏิสัมพันธ์และหารือยุทธศาสตร์ในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ และกระชับความร่วมมือในด้านความมั่นคง โดยเฉพาะด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด การค้ามนุษย์ การหลอกลวงทางโทรศัพท์ ซึ่งจีนยินดีร่วมมือกับไทย เพื่อผลประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ รวมถึงต่อภูมิภาคโดยรวม 

ประธานาธิบดีจีน ยินดีร่วมมือเพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ซึ่งทั้งสองประเทศควรปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการร่วมว่าด้วยความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย – จีน ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2565-2569) เพื่อผลักดันและบูรณาการความร่วมมือในหลายหลายมิติให้ได้ผลเป็นรูปธรรม

ด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน - ไทยและจีนเห็นพ้องการเพิ่มพูนมูลค่า และอำนวยความสะดวกทางการค้าด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและผลไม้ พร้อมทั้งส่งเสริมการลงทุนซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมสีเขียวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีจีนยังขอให้ทั้งสองฝ่ายใช้ประโยชน์จากความตกลง RCEP และส่งเสริมความเชื่อมโยงด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะการเชื่อมโยงทางราง รวมถึงการดำเนินการโครงการรถไฟไทย-จีน ให้เป็นไปตามที่กำหนด 

ประธานาธิบดีจีนเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรต่อยอดความร่วมมือแบบดั้งเดิมทั้งเรื่องการลงทุน การค้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือแบบใหม่ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจดิจิทัล รถยนต์พลังงานทดแทน นวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง 
พร้อมชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่มองว่า ควรจะเร่งความร่วมมือสามฝ่ายไทย-จีน-ลาว ในเรื่องการเชื่อมโยงระบบรถไฟ โดยไทยและจีนควรส่งเสริมการเชื่อมโยงตั้งแต่ EEC ของไทยไปยังรถไฟจีน-ลาว ต่อไปจนถึงมณฑลยูนนานของจีน และเชื่อมไปยังเส้นทางขนส่งสินค้าทางบกและทางน้ำสายใหม่ของจีน 

สำหรับในขั้นต่อไปจีนหวังว่า จะมีการเชื่อมโยงทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ และระบบศุลกากรเพื่อขยายการขนส่งสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย เช่น ทุเรียนและมังคุด

ด้านความยั่งยืน - ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง พร้อมเสริมสร้างมิตรภาพและความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ประธานาธิบดีจีนชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความยากจนในไทย และมีแนวคิดว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จีนยินดีร่วมกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในเรื่องการลดความยากจนและการพัฒนาชนบท 

โดยรัฐบาลจีนมีภาระหน้าที่สำคัญในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจีน และสร้างสรรค์บ้านเมืองในการพัฒนาประเทศให้ทันสมัย มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างรอบด้านโดยมีอัตลักษณ์ของจีน ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ของไทย จีนเห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรจะเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่สอดคล้องกันของทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืน   

ด้านการศึกษา การท่องเที่ยว - นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณจีนที่อนุญาตให้นักศึกษาไทยทยอยกลับไปศึกษาต่อในจีนได้ รวมทั้งพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนกลับมาเที่ยวไทยอีกครั้ง ซึ่งประธานาธิบดีจีนกล่าวว่า จีนและไทยเป็นเหมือนพี่น้องและญาติมิตร จีนส่งเสริมให้ประชาชนของทั้งสองฝ่ายเดินทางไปมาหาสู่กันได้ หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง 
พร้อมทั้งกล่าวชื่นชมนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาโควิด-19 ได้สำเร็จด้วยดี เชื่อว่าหากทุกฝ่ายสามัคคีร่วมมือกัน จะนำไปสู่ผลประโยชน์แก่ประเทศชาติและประชาชนได้ในระยะยาว
 
ด้านความร่วมมือในกรอบพหุภาคี - ทั้งสองฝ่ายต่างมองว่า สถานการณ์โลกและภูมิภาคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ความท้าทายจากความมั่นคงรูปแบบใหม่ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคระบาด ความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน และความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำให้ไทยและจีนต้องร่วมมือรับความท้าทาย เพื่อสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกัน เพื่อเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีจีนยืนยันที่จะแสดงบทบาทอย่างสร้างสรรค์ และพร้อมร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในกรอบพหุภาคีต่าง ๆ ทั้งเวทีอาเซียน ACMECS รวมถึงกรอบความร่วมมือแม่โขง – ล้านช้าง 

 

messageimage_1668997385247

ไทย-สหรัฐฯ: ย้ำความเป็นพันธมิตร หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ 


พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หารือทวิภาคีกับ นางคามาลา แฮร์ริส รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ในโอกาสเดินทางเข้าร่วมการประชุมผู้นำ APEC 2022

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า ไทย-สหรัฐฯ เป็นมิตรประเทศที่สำคัญกันมาอย่างยาวนาน โดยในปี 2566 จะครบรอบ 190 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน ทั้งสองประเทศมีความร่วมมือระหว่างกันในทุกมิติและมีพลวัตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการจัดทำแถลงการณ์ว่าด้วยความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ เชื่อมั่นว่าการเยือนไทยในครั้งนี้จะช่วยเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรและหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ไทย-สหรัฐฯ ที่ใกล้ชิดให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

ด้านสหรัฐฯ พร้อมร่วมมือกับไทยเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างกันให้ดำเนินต่อไปอย่างราบรื่นและใกล้ชิดยิ่งขึ้นในทุกมิติ โดยได้ชื่นชมบทบาทการเป็นเจ้าภาพการประชุม APEC 2022 ของนายกรัฐมนตรี และของไทย ซึ่งประสบความสำเร็จด้วยดี โดย สหรัฐฯ ในฐานะเจ้าภาพการประชุมเอเปคในปีหน้า พร้อมสานต่อประเด็นและผลลัพธ์สำคัญจากการประชุมฯ ในครั้งนี้ โดยเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ BCG ของไทยซึ่งสอดคล้องกับประเด็นที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ

สำหรับประเด็นความร่วมมือที่สำคัญร่วมกัน มีดังนี้

ด้านความมั่นคงและการบังคับใช้กฎหมาย - ทั้งสองฝ่ายมีความร่วมมือด้านความมั่นคงที่ใกล้ชิด และมีส่วนช่วยรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคมายาวนาน โดยเห็นพ้องจะเพิ่มความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างกันมากขึ้น 
รวมทั้ง อยู่ระหว่างการดำเนินการร่วมกันเพื่อสนับสนุนโครงการเพิ่มขีดความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายและการป้องกัน/ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ 5 โครงการ ครอบคลุมความร่วมมือป้องกัน/ปราบปรามการลักลอบขนส่งยาเสพติดตามแนวชายแดน การเพิ่มศักยภาพการลาดตระเวนของตำรวจน้ำ และการต่อต้านการฟอกเงิน 

ด้านรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขอบคุณไทยสำหรับการสนับสนุนความร่วมมือด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ระหว่างกัน

ด้านเศรษฐกิจ - ไทยเป็นฐานการลงทุนและการผลิตที่สำคัญของภาคเอกชนสหรัฐฯ มายาวนาน และมีห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็ง โดยการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ขยายตัวอย่างต่อเนื่องแม้จะได้รับผลกระทบจากช่วงโควิด-19 

อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายยังมีศักยภาพที่จะขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างกันได้อีกมาก โดยเฉพาะด้านการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ พลังงานสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมดิจิทัล ขยายความร่วมมือเชื่อมธุรกิจของสหรัฐฯ สู่ภูมิภาคผ่าน Thailand+1 

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยินดีขยายความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับไทยผ่านข้อตกลงต่าง ๆ ที่ได้มีการผลักดันร่วมกัน

ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาพลังงานสะอาด - ทั้งสองประเทศมีเป้าหมายที่สอดคล้องกัน โดยมุ่งเน้นเสริมสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมผ่านโมเดลเศรษฐกิจ BCG มุ่งสู่การเป็นสังคมปลอดคาร์บอน รวมถึงความร่วมมือภายใต้ข้อริเริ่ม Net Zero World

ด้านรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ชื่นชมความมุ่งมั่นในการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมของไทย โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG นอกจากนี้ ไทยยังเป็นประเทศแรกที่เข้าร่วมข้อริเริ่มความต้องการพลังงานสะอาดของสหรัฐฯ โดยทั้งสองหวังว่าไทยกับสหรัฐฯ จะมีบทบาทร่วมกันในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ได้

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการสนับสนุนและเพิ่มความร่วมมือกับสหรัฐฯ อย่างรอบด้าน มีความสัมพันธ์แบบในรูปแบบ "ใจถึงใจ" เพื่อเดินหน้าสู่ 2 ศตวรรษแห่งความสัมพันธ์ระหว่างกันต่อไป

advertisement

Relate Post

Spotlight