
หุ้นของ Elice สตาร์ทอัพด้านศูนย์ข้อมูลและบริการ AI คลาวด์จากเกาหลีใต้ ร่วงแรงในการซื้อขายวันแรกบนตลาด Kosdaq เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 แม้บริษัทเพิ่งระดมทุนผ่านการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ IPO ได้ 2.0109 แสนล้านวอน นับเป็น IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาด Kosdaq ในปีนี้
ราคาหุ้น Elice ซึ่งกำหนดราคา IPO ไว้ที่หุ้นละ 90,500 วอน ลดลงประมาณ 32% มาอยู่ที่ 61,400 วอนในช่วงต้นของการซื้อขาย ก่อนร่วงลงมากที่สุด 36% แตะระดับ 58,300 วอนในช่วงบ่าย และฟื้นขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 58,600 วอน ขณะที่ดัชนี Kosdaq ปรับตัวลงประมาณ 3%
ผลงานวันแรกที่อ่อนแอเกิดขึ้นสวนทางกับความต้องการจองซื้อก่อนเข้าตลาด โดยนักลงทุนรายย่อยวางเงินจองซื้อรวมประมาณ 10.3 ล้านล้านวอน ส่งผลให้หุ้นส่วนที่จัดสรรแก่นักลงทุนกลุ่มนี้มียอดจองมากกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายกว่า 400 เท่า อย่างไรก็ตาม เมื่อหุ้นเริ่มซื้อขายจริง ความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI กลับมีน้ำหนักเหนือแรงสนับสนุนจากยอดจองซื้อ
Elice ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 โดยนักศึกษาระดับปริญญาเอก 3 คนจากสถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นสูงแห่งเกาหลี หรือ KAIST เริ่มต้นจากการเป็นแพลตฟอร์มสอนเขียนโปรแกรม ก่อนปรับทิศทางธุรกิจเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐาน AI และบริการ AI คลาวด์
ปัจจุบันบริษัทให้บริการผลิตภัณฑ์ตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ ชิปที่ใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว อุปกรณ์คลาวด์และเครือข่าย ตลอดจนซอฟต์แวร์ นอกจากนี้ยังพัฒนาแพลตฟอร์มศูนย์ข้อมูลแบบโมดูลาร์ ซึ่งใช้ระบบจ่ายไฟความหนาแน่นสูงและเทคโนโลยีระบายความร้อนด้วยของเหลวสำหรับรองรับคลัสเตอร์ชิป AI ประสิทธิภาพสูง
บริษัทใช้ผลประกอบการช่วงครึ่งแรกของปีเป็นหนึ่งในจุดขายสำคัญระหว่างเสนอขายหุ้น โดยรายได้เพิ่มขึ้น 200% มาอยู่ที่ 3.44 หมื่นล้านวอน ขณะที่ผลประกอบการพลิกมามีกำไรจากการดำเนินงาน 1.03 หมื่นล้านวอน ส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่า มาอยู่ที่ 2.32 หมื่นล้านวอน
ดักลาส คิม นักวิเคราะห์ของ Smartkarma คาดว่า ยอดขายของ Elice จะเพิ่มขึ้น 83% ในปี 2569 และบริษัทจะมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานประมาณ 33%
ด้วยผลประกอบการดังกล่าว Elice สามารถกำหนดราคา IPO ที่หุ้นละ 90,500 วอน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของกรอบราคาเสนอขาย และทำให้บริษัทมีมูลค่าตามราคาตลาดหลังเข้าจดทะเบียนมากกว่า 1 ล้านล้านวอน แต่ราคาหุ้นในวันแรกแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนยังคงใช้ความระมัดระวังกับบริษัทที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน AI
การเข้าตลาดของ Elice ถูกจับตามองในฐานะบททดสอบความต้องการลงทุนในธุรกิจ AI หลังบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกันทั่วโลกเผชิญเหตุสะดุดต่อเนื่อง
ความกังวลสำคัญอยู่ที่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยพึ่งพาเงินกู้ ตลอดจนคำถามว่าการใช้จ่ายจำนวนมหาศาลจะสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใดในระยะยาว ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้หลายบริษัทชะลอแผน IPO หรือถอนตัวจากข้อตกลงลงทุน
ขณะเดียวกัน อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น ความผันผวนของตลาดหุ้น และความไม่แน่นอนทางการเมือง ยังสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อบริษัทเทคโนโลยีที่เตรียมเข้าจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 4
Firmus Grid บริษัทที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ Nvidia และได้รับการสนับสนุนจาก Coatue และ Blackstone ยกเลิกแผนนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในซิดนีย์เมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยเดิมตั้งเป้าระดมทุนเกือบ 5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะเป็น IPO ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในรอบ 30 ปี
ด้าน AirTrunk ผู้ประกอบการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจาก Blackstone ชะลอแผนนำทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เข้าจดทะเบียนในสิงคโปร์ ท่ามกลางความผันผวนของตลาด ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และต้นทุนการกู้ยืม
Nscale Global Holdings ก็กำลังเผชิญแรงต้านต่อเป้าหมายมูลค่าบริษัทสำหรับการทำ IPO ขณะที่ Microsoft เพิ่งถอนตัวจากข้อตกลงเช่ากำลังประมวลผลของศูนย์ข้อมูล Nscale ในสหราชอาณาจักร เนื่องจากปัญหาด้านการจ่ายไฟ
ส่วน CoreWeave บริษัท AI คลาวด์ของสหรัฐฯ ซึ่งขยายธุรกิจโดยพึ่งพาเงินกู้ ราคาหุ้นลดลง 25% ในสัปดาห์ก่อนหน้า และยังปิดลดลงท่ามกลางการซื้อขายที่ผันผวนในวันจันทร์ โดยราคาหุ้นลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้วเมื่อเทียบกับจุดสูงสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม
อัลเบิร์ต ยอง หุ้นส่วนผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่การลงทุนของ Petra Capital Management ระบุว่า การเข้าตลาดของ Elice เกิดขึ้นในช่วงที่ความเชื่อมั่นต่อบริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI อ่อนแอลง โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในอุตสาหกรรมนี้มีความผันผวนสูงและมักไม่สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัท
แม้บรรยากาศการลงทุนจะอ่อนแอลง แต่นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยนักวิเคราะห์ของโนมูระระบุในบทวิเคราะห์ว่า ตลาดอาจกำลังประเมินความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจตลอดห่วงโซ่มูลค่า AI ต่ำเกินไป
ผลขาดทุนของห้องปฏิบัติการ AI และผู้ให้บริการคลาวด์ยุคใหม่บางแห่ง รวมถึงความต้องการเงินสดจำนวนมากเพื่อเร่งขยายกำลังการให้บริการ มีส่วนทำให้ตลาดมองในภาพรวมว่าการลงทุนด้าน AI ยังไม่สามารถสร้างกำไรได้ อย่างไรก็ตาม โนมูระมองว่า ภาพดังกล่าวอาจบดบังกำไรจากการดำเนินงานที่เกิดขึ้นแล้วในธุรกิจสำคัญหลายส่วนของระบบนิเวศ AI
สำหรับ Elice คิม โด-จุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Zian Investment Management มองว่า บริษัทยังต้องแสดงให้เห็นว่าจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรในระดับปัจจุบันไว้ได้หรือไม่ แม้ขณะนี้ธุรกิจ AI คลาวด์จะเริ่มสร้างกำไรจากการดำเนินงานแล้ว และบริษัทมีแผนนำเงินจาก IPO ไปขยายการรองรับความต้องการจากภาคเอกชน
อย่างไรก็ตาม เขาระบุด้วยว่า โครงสร้างทางการเงินของ Elice แตกต่างจาก CoreWeave ค่อนข้างมาก นักลงทุนจึงไม่จำเป็นต้องมองว่า Elice มีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษเพียงเพราะความเชื่อมั่นต่ออุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากราคาหุ้น CoreWeave
การเสนอขายหุ้นของ Elice เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาด IPO ของเกาหลีใต้ค่อนข้างซบเซา แม้การระดมทุนในตลาดหุ้นภูมิภาคเอเชียโดยรวมจะเพิ่มขึ้น
ข้อมูลที่ Bloomberg รวบรวมระบุว่า บริษัทที่เข้าจดทะเบียนในกรุงโซลเป็นครั้งแรกระดมทุนได้รวมประมาณ 1.4 พันล้านดอลลาร์ในปี 2569 เทียบกับมากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปีตลอดช่วงสามปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน SK Hynix เพิ่งดำเนินการขายหุ้นในสหรัฐฯ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นประวัติการณ์สำหรับบริษัทต่างชาติ
Elice ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัทร่วมลงทุนหลายแห่ง รวมถึง Vertex Ventures และ Altos Ventures วางแผนนำเงินจาก IPO ไปสร้างศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มเติมทั้งในเกาหลีใต้และต่างประเทศ โดยมี Mirae Asset Securities และ Samsung Securities เป็นผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหลัก
แจวอน คิม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Elice ระบุว่า บริษัทกำลังทุ่มทรัพยากรเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจรในตลาดโลก และการระดมทุนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งทางการเงินสำหรับดำเนินแผนดังกล่าว
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในวันแรกสะท้อนว่า แม้ Elice จะมีรายได้เติบโต พลิกมาทำกำไร และได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงจองซื้อ นักลงทุนยังคงจับตาว่าบริษัทจะสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรไปพร้อมกับการลงทุนขยายศูนย์ข้อมูลทั้งในและต่างประเทศได้หรือไม่