Logo site Amarintv 34HD
logo duooneLogo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จลาจลฝรั่งเศสถล่มธุรกิจ คาดเสียหายราว 1,500แห่ง รายเล็กเสี่ยงล้มไม่ลุก
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จลาจลฝรั่งเศสถล่มธุรกิจ คาดเสียหายราว 1,500แห่ง รายเล็กเสี่ยงล้มไม่ลุก

20 ต.ค. 69
12:22 น.
แชร์

การประท้วงในฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2569 ซึ่งลุกลามเป็นเหตุจลาจลและปล้นสะดมในบางพื้นที่ สร้างความเสียหายแก่ธุรกิจราว 1,500 แห่ง คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านยูโร ตามการประเมินของอเล็กซองดร์ บอมพาร์ด (Alexandre Bompard) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Carrefour และประธานสมาพันธ์ค้าปลีก FCD

อย่างไรก็ตาม มูลค่าความเสียหายที่ประเมินได้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหา เนื่องจากธุรกิจแต่ละประเภทมีศักยภาพในการฟื้นตัวแตกต่างกันอย่างมาก

เครือข่ายค้าปลีกและแบรนด์หรูรายใหญ่มีทั้งเงินทุน ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย และทีมงานส่วนกลางที่พร้อมซ่อมแซมร้านและเร่งกลับมาเปิดดำเนินการ ตรงกันข้ามกับร้านค้าอิสระและธุรกิจครอบครัว ซึ่งต้องรับมือพร้อมกันทั้งสินค้าที่สูญหาย กระแสรายได้ที่หยุดชะงัก และขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหม โดยเจ้าของกิจการจำนวนมากอาจต้องจัดการทุกอย่างด้วยตนเอง ความเสียหายที่บริษัทขนาดใหญ่ยังพอรับมือได้ จึงอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้ร้านค้ารายเล็กต้องปิดกิจการ

ดร. ชาฮีนา จันจูฮา-จีฟราช ผู้เขียนบทความให้กับฟอร์บส และผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการของ HEC Paris รวมถึงที่ปรึกษาผู้บริหารและวิทยากร เรียกความเหลื่อมล้ำนี้ว่า “Recovery Gap” หรือ “ช่องว่างการฟื้นตัว” ซึ่งหมายถึงช่องว่างระหว่างระดับความเสียหายที่ธุรกิจเผชิญกับความสามารถในการกลับมาดำเนินกิจการอีกครั้ง ทั้งในด้านเงินทุน การบริหารจัดการ และสภาพจิตใจของเจ้าของกิจการ

ดังนั้น โจทย์การฟื้นฟูปารีสจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการซ่อมแซมความเสียหายของเมือง แต่ยังรวมถึงการช่วยให้ร้านค้ารายย่อยมีโอกาสกลับมาเปิดและดำเนินธุรกิจต่อไปได้จริงด้วย

จลาจลฝรั่งเศสลามหนัก ร้านเล็กถึงแบรนด์หรูถูกปล้น

เจ้าหน้าที่ประเมินว่า มีผู้เข้าร่วมการเดินขบวนทั่วฝรั่งเศสราว 550,000 คน เมื่อวันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม เพื่อประท้วงปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้นและสภาพของโรงเรียนในประเทศที่เสื่อมโทรม อย่างไรก็ตาม การชุมนุมบางส่วนในปารีส ลียง มาร์แซย์ บอร์โดซ์ และเมืองอื่น ๆ กลับลุกลามเป็นเหตุจลาจลและปล้นสะดม

ในกรุงปารีส ธุรกิจที่ตกเป็นเป้าหมายมีตั้งแต่ซูเปอร์มาร์เก็ต Carrefour, Franprix และ Monoprix ไปจนถึงร้านไวน์ ร้านเทคโนโลยี บาร์ ร้านบุหรี่ไฟฟ้า และร้านสินค้าแบรนด์หรู โดยร้าน Celine บนถนน Avenue Montaigne ถูกบุกปล้น ขณะที่ปรากฏภาพการปล้นสะดมร้าน Dior บนถนน Rue Saint-Honoré และร้าน Lacoste ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน

ผู้ก่อเหตุยังพยายามบุกห้าง Galeries Lafayette สาขาหลักบนถนน Boulevard Haussmann ก่อนที่ตำรวจจะเข้าขัดขวาง ส่วนในมาร์แซย์ ร้าน Louis Vuitton และ Hermès ถูกงัด ขณะที่ร้าน Apple ในลีลและบอร์โดซ์ รวมถึงร้าน Sephora ในปัวตีเย ถูกปล้นสะดม

ห้าง Galeries Lafayette ในบอร์โดซ์ แรนส์ และช็องเบรี ก็ตกเป็นเป้าการโจมตีเช่นกัน เช่นเดียวกับร้านของแบรนด์ Decathlon, Intersport, Fnac และ Hugo Boss เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า การจลาจลนี้สร้างความเสียหายกระจายเป็นวงกว้าง ครอบคลุมทั้งธุรกิจขนาดใหญ่ ร้านค้าเฉพาะทาง และผู้ประกอบการรายย่อย

เอ็มมานูเอล เกรกัวร์ (Emmanuel Grégoire) นายกเทศมนตรีกรุงปารีส ระบุว่า ความเสียหายครั้งนี้มีขนาดใหญ่และไม่เคยเกิดขึ้นในระดับนี้มาก่อน ขณะที่เหตุปล้นสะดมปะทุขึ้นอีกครั้งในวันอาทิตย์ และมีผู้ถูกจับกุมจากเหตุการณ์ทั่วประเทศเกือบ 2,400 คน

หน้าร้านซ่อมได้ แต่รายเล็กอาจฟื้นไม่ไหว

เช้าวันอาทิตย์ ร่องรอยความรุนแรงยังปรากฏชัดทั่วกรุงปารีส ทั้งหน้าร้านที่ถูกทุบ ชั้นวางสินค้าที่ถูกกวาดจนเกลี้ยง และกลิ่นไหม้จากถังขยะที่ถูกเผา หนึ่งในจุดที่เสียหายหนักที่สุดคือจัตุรัสเรปูบลิก บริเวณรอยต่อระหว่างเขต 3 เขต 10 และเขต 11

เจ้าของร้านรับซื้อทองคำรายหนึ่งในย่านนี้เล่าให้ Business Insider ฟังว่า เธอปิดร้านเร็วกว่าปกติในวันเสาร์ หลังสถานการณ์เริ่มบานปลาย ต่อมาเพื่อนบ้านที่ทำงานอยู่ในร้านอาหารข้าง ๆ โทรมาแจ้งว่ามีคนกลุ่มหนึ่งกำลังงัดประตูร้าน เมื่อเธอกลับมาถึง ของภายในร้านก็ถูกขโมยไปจนหมดแล้ว

ความเสียหายของร้านเล็ก ๆ เช่นนี้อาจไม่ปรากฏเป็นตัวเลขในรายงานของบริษัทจดทะเบียน หรือถูกกล่าวถึงในคำแถลงของผู้บริหารรายใหญ่ แต่ชะตากรรมของร้านค้าอิสระเหล่านี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า ปารีสสามารถฟื้นตัวจากเหตุรุนแรงได้จริงเพียงใด เพราะต่อให้ซ่อมหน้าร้านและเก็บกวาดถนนจนกลับมาเรียบร้อย ก็ไม่ได้หมายความว่าเจ้าของร้านจะมีทรัพยากรมากพอที่จะกลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้ง

รายใหญ่มีทุนประคอง รายเล็กเสี่ยงล้มก่อนประกันจ่าย

บอมพาร์ดระบุว่า เฉพาะค่าซ่อมแซมสาขา Carrefour ที่ได้รับความเสียหายก็คาดว่าจะทะลุ 11 ล้านดอลลาร์ และตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านั้นมาก แต่แม้เป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ บริษัทขนาดใหญ่ยังมีทั้งฐานะการเงินที่แข็งแรง ผู้เชี่ยวชาญด้านประกันภัย งบรักษาความปลอดภัย และทีมงานส่วนกลางคอยรับมือกับวิกฤต

ด้วยทรัพยากรที่มี แบรนด์อย่าง Dior, Celine, Louis Vuitton และ Hermès จึงน่าจะเปลี่ยนกระจกหน้าร้านที่เสียหายได้ภายในไม่กี่วัน ต่างจากร้านไวน์อิสระหรือร้านรับซื้อทองคำใกล้จัตุรัสเรปูบลิก ซึ่งยังไม่มีหลักประกันว่าจะกลับมาเปิดกิจการได้อีกครั้ง

สำหรับร้านเล็ก ด่านแรกของการฟื้นตัวคือการหาเงินมาจ่าย “ค่าเสียหายส่วนแรก” หรือเงินส่วนที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเองตามเงื่อนไขกรมธรรม์ แต่เจ้าของร้านบางรายไม่มีเงินสดสำรองเพียงพอ ขณะเดียวกันยังต้องจัดเตรียมเอกสาร ติดต่อบริษัทประกัน และพยายามประคองกิจการให้เดินหน้าต่อไปพร้อมกัน

ทุกวันที่ร้านต้องปิดหมายถึงรายได้ที่หายไป โดยเฉพาะในช่วงที่ฤดูกาลขายสำคัญปลายปีกำลังใกล้เข้ามา ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าบางส่วนที่ถูกขโมยยังเป็นของที่ซื้อมาแบบเครดิต แม้ไม่มีสินค้าเหลือขาย แต่เจ้าของร้านยังต้องชำระค่าสินค้าเหล่านั้น นอกจากปัญหาด้านการเงินแล้ว พวกเขายังต้องเรียกความเชื่อมั่นของลูกค้ากลับคืนมา หลังผู้บริโภคอาจเริ่มมองว่าถนนหรือย่านการค้านั้นไม่ปลอดภัย

ความแตกต่างจึงอยู่ที่ว่า ธุรกิจแต่ละแห่งสามารถรอค่าสินไหมได้นานเพียงใด เครือข่ายค้าปลีกขนาดใหญ่ยังมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับประคองธุรกิจระหว่างรอเงินประกัน แต่ร้านค้าครอบครัวที่มีเงินสดจำกัดอาจรอได้นานไม่เท่ากัน ความเสียหายที่บริษัทใหญ่บันทึกเป็นผลขาดทุนรายไตรมาส จึงอาจกลายเป็นเรื่องชี้เป็นชี้ตายของร้านเล็ก

ภาระฟื้นฟูที่ตกอยู่กับเจ้าของและลูกจ้าง

ผลกระทบไม่ได้เกิดกับร้านค้าอิสระเท่านั้น เพราะแม้แต่ร้านที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันก็มีศักยภาพรองรับความเสียหายไม่เท่ากัน บอมพาร์ดเตือนว่า ผู้ประกอบการแฟรนไชส์จะต้องลดชั่วโมงทำงานของพนักงานหลายสิบคน ต้นทุนจากเหตุรุนแรงจึงไม่ได้หยุดอยู่ที่บริษัทหรือเจ้าของร้าน แต่ยังส่งต่อไปถึงลูกจ้างที่มีเงินสำรองอยู่จำกัด

ส่วนเจ้าของร้านที่บริหารกิจการด้วยตัวเองต้องรับผิดชอบงานแทบทุกด้านพร้อมกัน ตั้งแต่ดูแลร้าน จัดเตรียมเอกสารประกัน ปลอบขวัญพนักงานที่ยังหวาดกลัว ไปจนถึงตอบคำถามและคลายความกังวลให้ลูกค้า

นอกจากนี้ ยังมีงานฟื้นฟูอีกมากที่ต้องจัดการ ทั้งเก็บกวาดเศษกระจก ถ่ายภาพความเสียหาย ติดตามความคืบหน้าจากผู้ประเมิน ติดต่อผู้จัดส่งสินค้า และเรียกความเชื่อมั่นจากลูกค้าประจำกลับคืนมา งานเหล่านี้กินทั้งเวลาและแรง แต่ไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในตัวเลขประเมินความเสียหาย และยิ่งกลายเป็นภาระหนักสำหรับกิจการขนาดเล็กที่ไม่มีทีมงานคอยช่วยแบ่งเบา

เธียร์รี กีแบร์ (Thierry Guibert) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Lacoste เตือนว่า ความเสียหายครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงทรัพย์สินที่ถูกทำลาย แต่ยังรวมถึงตำแหน่งงาน ผลงานที่สั่งสมมาหลายปี และความทุ่มเทของพนักงานหลายพันคน

ขณะเดียวกัน พนักงานของร้านแห่งหนึ่งใกล้ย่านมาเรส์ยังคงให้บริการลูกค้า ทั้งที่แก๊สน้ำตาลอยเข้ามาทางประตูร้าน แผนฟื้นฟูจึงต้องครอบคลุมถึงคนทำงานเหล่านี้ ซึ่งเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจของเมืองยังเดินหน้าต่อไป

ความไม่สงบที่เกิดซ้ำ กลายเป็นความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจ

เหตุรุนแรงครั้งล่าสุดเกิดขึ้นหลังฝรั่งเศสเผชิญความไม่สงบครั้งใหญ่มาแล้วหลายระลอก ตั้งแต่เหตุจลาจลในเขตชานเมืองเมื่อปี 2548 ไปจนถึงการประท้วงของกลุ่มเสื้อกั๊กเหลืองในช่วงปี 2561-2562 ซึ่งมีร้านสินค้าแบรนด์หรูบนถนนช็องเซลีเซถูกปล้นและเผาทำลาย

ในปี 2566 เหตุจลาจลที่ปะทุขึ้นหลังนาเอล แมร์ซูก วัย 17 ปี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ส่งผลให้ร้านค้าทั่วฝรั่งเศสมากกว่า 1,000 แห่งถูกทำลาย โจมตี หรือวางเพลิง ก่อนจะเกิดเหตุรุนแรงระหว่างการเฉลิมฉลองของ PSG ในปี 2568 และตามมาด้วยเหตุการณ์ล่าสุดในปี 2569

ข้อมูลจากเหตุจลาจลปี 2566 สะท้อนให้เห็นว่า ร้านค้ารายย่อยมีความเปราะบางเพียงใด โดยร้านยาสูบเป็นธุรกิจที่ถูกโจมตีมากที่สุดถึง 436 แห่ง และประมาณสามในสี่ถูกปล้นสะดม ร้านเหล่านี้จำนวนมากเป็นธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กและมีบทบาทสำคัญในชุมชน ขณะที่ผลกระทบจากเหตุรุนแรงยังลุกลามไปถึงภาคการท่องเที่ยวและการเดินทางมายังกรุงปารีส

เมื่อเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำ ความไม่สงบจึงได้กลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงทางธุรกิจที่ผู้ค้าปลีกในปารีสต้องเผชิญ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่เริ่มวางแผนรองรับความเสี่ยงดังกล่าวแล้ว แต่ร้านค้าอิสระส่วนใหญ่ยังไม่มีความพร้อม เพราะขาดทั้งเวลา คำแนะนำที่จำเป็น และทรัพยากรสำหรับเตรียมรับมือ

ธุรกิจครอบครัวต้องเตรียมพร้อมมากกว่าการส่งต่อกิจการ

ดร. ชาฮีนา ระบุว่า เมื่อพูดถึงการสืบทอดและการกำกับดูแลกิจการ เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับคำถามว่าใครจะรับช่วงต่อและควรส่งมอบกิจการเมื่อใด แต่มีเพียงส่วนน้อยที่เตรียมแผนรองรับกรณีธุรกิจต้องหยุดชะงักกะทันหัน

เหตุปล้นสะดมทำให้คำถามที่มักถูกมองข้ามกลายเป็นเรื่องเร่งด่วน หากร้านถูกงัดกลางดึก ใครมีอำนาจสั่งปิดร้าน ตัดสินใจเปิดอีกครั้ง หรือติดต่อบริษัทประกัน การกำหนดตัวผู้รับผิดชอบและขอบเขตอำนาจตัดสินใจไว้ล่วงหน้าจึงเป็นส่วนสำคัญของการเตรียมพร้อมรับวิกฤต

อีกเรื่องที่ต้องประเมินคือ ครอบครัวผูกอนาคตทางการเงินไว้กับกิจการมากน้อยเพียงใด เพราะร้านค้าแห่งหนึ่งอาจเป็นทั้งแหล่งรายได้ ทรัพย์สินก้อนหลัก และมรดกสำหรับคนรุ่นต่อไป ขณะเดียวกัน ต้องตรวจสอบด้วยว่าบัญชีสินค้า บันทึกทางธุรกิจ และเอกสารประกันภัยมีสำเนาเก็บไว้นอกสถานที่หรือไม่ เพื่อให้ยังเข้าถึงข้อมูลสำคัญได้หากร้านได้รับความเสียหาย

สภาพคล่องเป็นอีกปัจจัยชี้ขาด หากต้องปิดร้านนานหนึ่งเดือนระหว่างรอผลพิจารณาค่าสินไหม ครอบครัวมีเงินสดเพียงพอสำหรับประคองตัวหรือไม่ คำตอบจะกำหนดทั้งความสามารถในการรอรับความช่วยเหลือและโอกาสที่จะกลับมาเปิดกิจการอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม เงินประกันอาจช่วยบรรเทาความเสียหายทางการเงิน แต่ไม่อาจชดเชยบาดแผลทางจิตใจได้ทั้งหมด สำหรับครอบครัวที่ดูแลร้านเดิมมาหลายสิบปี ร้านไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนและสถานะในชุมชน การเห็นกิจการที่ดูแลมานานถูกปล้นทำลายจึงกระทบต่อความรู้สึกอย่างหนัก และอาจมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะสร้างร้านขึ้นใหม่หรือยุติธุรกิจลงถาวร

เมื่อร้านค้าอิสระต้องปิดตัวลงหลังวิกฤต ผู้เสียหายจึงไม่ได้มีเพียงครอบครัวเจ้าของกิจการ แต่ยังรวมถึงชุมชนโดยรอบด้วย หากร้านเหล่านี้หายไป ปารีสอาจสูญเสียเอกลักษณ์ของแต่ละย่าน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาอยู่อาศัยและเดินทางมาเยือนเมือง

มาตรการช่วยเหลือต้องทำให้ร้านเล็กมีเวลารอและเงินประคองตัว

ด้านการช่วยเหลือ นายกเทศมนตรีกรุงปารีสเรียกร้องให้จัดตั้งคณะทำงานฉุกเฉิน เพื่อช่วยเจ้าของร้านประเมินความเสียหาย ประสานบริษัทประกัน และจัดการขั้นตอนทางธุรการ ขณะที่ประธานาธิบดีมาครงให้คำมั่นว่า จะไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการต้องรับมือกับปัญหาเพียงลำพัง

ในวันจันทร์ ตลาดหุ้นยุโรปเปิดตลาดปรับตัวลง ขณะที่เซบาสเตียง เลอกอร์นู (Sébastien Lecornu) นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมรับมือวิกฤต ส่วนแซร์จ ปาแป็ง (Serge Papin) รัฐมนตรีด้านการค้า ได้หารือร่วมกับผู้ค้าปลีก ธนาคาร และบริษัทประกัน ดร. ชาฮีนา ระบุว่า การหารือครั้งนี้จึงเป็นจังหวะสำคัญที่จะเปลี่ยนคำมั่นของรัฐบาลให้กลายเป็นมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจน

มาตรการเร่งด่วนข้อแรกคือ การกำหนดระยะเวลาแจ้งเคลมประกันให้เพียงพอตั้งแต่ต้น โดยหลังเหตุจลาจลปี 2566 บริษัทประกันเคยตกลงขยายกรอบเวลาจาก 5 วันเป็น 30 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรวบรวมข้อมูลและเอกสารความเสียหายได้ทัน

ภาครัฐและเมืองควรให้ความสำคัญกับร้านค้ารายย่อยเป็นอันดับแรก ทั้งการเร่งพิจารณาค่าสินไหม ลดค่าเสียหายส่วนแรก และจัดหาเงินทุนระยะสั้นเพื่อช่วยประคองกิจการระหว่างรอเงินประกัน

ขณะเดียวกัน เครือข่ายค้าปลีก เจ้าของพื้นที่ และธนาคารควรร่วมกันดูแลร้านรายย่อยในย่านเดียวกัน เช่น จัดระบบรักษาความปลอดภัยร่วมกัน ผ่อนปรนค่าเช่าชั่วคราว หรือช่วยเหลือด้านการดำเนินงาน เพราะหากร้านค้าในพื้นที่ทยอยปิดตัว จำนวนผู้คนที่เข้ามาจับจ่ายย่อมลดลง และกระทบต่อผู้ค้าทุกรายในย่าน

อีกด้านหนึ่ง ควรมีมาตรการแบ่งเบาผลกระทบจากการลดชั่วโมงทำงาน เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการแฟรนไชส์และลูกจ้างต้องแบกรับต้นทุนทั้งหมดเพียงลำพัง ส่วนธุรกิจครอบครัวควรจัดทำแผนรับมือกรณีกิจการหยุดชะงัก ควบคู่ไปกับแผนสืบทอดธุรกิจ

แผนดังกล่าวควรระบุให้ชัดว่าใครมีอำนาจตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน เก็บสำเนาเอกสารสำคัญไว้นอกสถานที่ ตรวจสอบว่ากรมธรรม์ครอบคลุมความเสียหายจากเหตุไม่สงบหรือไม่ และเตรียมเงินสดสำรองให้เพียงพอสำหรับรองรับการปิดร้านอย่างน้อยหนึ่งเดือน

อ้างอิง: Forbes, BBC


แชร์
จลาจลฝรั่งเศสถล่มธุรกิจ คาดเสียหายราว 1,500แห่ง รายเล็กเสี่ยงล้มไม่ลุก