Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
รวมเรทดอกเบี้ยเงินกู้แบงก์มี.ค.69 หลังกนง.ผ่อนนโยบายการเงินช่วยลูกหนี้
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

รวมเรทดอกเบี้ยเงินกู้แบงก์มี.ค.69 หลังกนง.ผ่อนนโยบายการเงินช่วยลูกหนี้

11 มี.ค. 69
10:53 น.
แชร์

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเริ่มส่งผ่านมายังระบบธนาคารพาณิชย์ หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางนโยบายการเงินที่เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น

การปรับลดดังกล่าวนำโดยธนาคารขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-SIBs (Domestic Systemically Important Banks) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการส่งผ่านนโยบายการเงินสู่เศรษฐกิจจริง ผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่ออ้างอิงหลัก ได้แก่ MOR, MLR และ MRR 

ในด้านผลกระทบ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การปรับลดดอกเบี้ยทั้งในช่วงปลายปี 2568 และรอบล่าสุด จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ทั้งระบบในปี 2569 ได้ประมาณ 14,000-14,700 ล้านบาท โดยภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์ราว 8,000-8,600 ล้านบาท และลูกหนี้รายย่อยประมาณ 6,000-6,100 ล้านบาท ช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเผชิญความผันผวนในหลายๆ ด้าน

ธนาคารไทยลดดอกเบี้ยเงินกู้ ขานรับแนวทางกนง. ลดดอกเบี้ยนโยบาย

ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนมีนาคม 2569 ธนาคารพาณิชย์ไทยเริ่มทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่ในกลุ่ม D-SIBs (Domestic Systemically Important Banks) ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักของระบบการเงิน การปรับลดดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลัง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติ 4 ต่อ 2 ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จากระดับ 1.25% เหลือ 1.00% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย ณ วันที่ 9 มีนาคม 2569 ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงหลักของธนาคารพาณิชย์ 3 ประเภท ได้แก่ MOR (Minimum Overdraft Rate), MLR (Minimum Loan Rate) และ MRR (Minimum Retail Rate) ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อสำหรับภาคธุรกิจและครัวเรือนในระบบการเงินไทย ได้มีการปรับลดลงตามทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย

MOR (Minimum Overdraft Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำประเภท "เงินเบิกเกินบัญชี" (Overdraft หรือ O/D) ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีหรือธุรกิจที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยมีจุดเด่นคือความยืดหยุ่นสูง เบิกใช้เมื่อไหร่ก็ได้ และคำนวณดอกเบี้ยเฉพาะยอดที่เบิกจริง อัตรานี้จึงสะท้อนต้นทุนการกู้เงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ 

ปัจจุบัน MOR ของธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงประมาณ 6.27-7.20% ต่อปี โดยธนาคารกรุงไทยอยู่ที่ 6.27% ธนาคารไทยพาณิชย์ 6.275% ธนาคารกสิกรไทย 6.34% ธนาคารกรุงศรีอยุธยา 6.375% ธนาคารกรุงเทพ 6.50% และธนาคารทหารไทยธนชาต 6.60% ขณะที่ธนาคารทิสโก้อยู่ที่ 7.10% และธนาคารยูโอบีมีอัตราสูงสุดในกลุ่มตามภาพที่ 7.20%

MLR (Minimum Loan Rate) คือ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี เช่น มีประวัติการเงินที่ดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันอย่างเพียงพอ โดยส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ระยะยาวที่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน เช่น สินเชื่อเพื่อการประกอบธุรกิจ อัตราดอกเบี้ยนี้จึงสะท้อนต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ 

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า MLR ของธนาคารกรุงไทยอยู่ที่ 6.30% ต่อปี ขณะที่ธนาคารกรุงเทพและธนาคารไทยพาณิชย์อยู่ที่ 6.35% ธนาคารกสิกรไทยอยู่ที่ 6.52% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา 6.55% ส่วนธนาคารทหารไทยธนชาตกำหนดไว้ที่ 6.95% ธนาคารทิสโก้ 7.35% และธนาคารยูโอบีอยู่ในระดับสูงสุดที่ 7.52%

สำหรับ MRR (Minimum Retail Rate) ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยขั้นต่ำสำหรับสินเชื่อรายย่อย เช่น สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อบุคคล และสินเชื่อผู้บริโภคทั่วไป เป็นอัตราที่ประชาชนคุ้นเคยมากที่สุด โดยปกติ MRR จะอยู่ในระดับสูงกว่า MLR เนื่องจากสะท้อนความเสี่ยงของลูกค้ารายย่อย 

จากข้อมูลพบว่า MRR ของธนาคารกรุงเทพอยู่ที่ 6.50% ธนาคารไทยพาณิชย์ 6.575% ธนาคารกสิกรไทย 6.58% และธนาคารกรุงศรีอยุธยา 6.67% ขณะที่ธนาคารกรุงไทยอยู่ที่ 6.845% ธนาคารทหารไทยธนชาตอยู่ที่ 7.105% ธนาคารทิสโก้ 7.40% และธนาคารยูโอบีอยู่ในระดับสูงสุดที่ 8.08%

ในส่วนของ สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ซึ่งมีบทบาทสนับสนุนนโยบายเศรษฐกิจและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ อัตราดอกเบี้ยโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำกว่าธนาคารพาณิชย์ โดยธนาคารออมสินกำหนด MOR ที่ 5.695% MLR ที่ 6.025% และ MRR ที่ 6.045% ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งเน้นสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย กำหนด MOR ที่ 5.850% MLR ที่ 6.150% และ MRR ที่ 6.145%

ด้าน SME D Bank ซึ่งมุ่งสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจขนาดกลาง กำหนด MOR ที่ 7.15% MLR ที่ 7.05% และ MRR ที่ 7.025% ส่วน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กำหนด MOR และ MLR เท่ากันที่ 6.025% และกำหนด MRR ที่ 6.575%

โดยภาพรวม หลังการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในระบบธนาคารไทยยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 6-8% ต่อปี ขึ้นอยู่กับประเภทสินเชื่อและกลุ่มลูกค้า ขณะที่ธนาคารแต่ละแห่งยังคงกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันตามต้นทุนเงินทุน กลยุทธ์ธุรกิจ และระดับความเสี่ยงของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม

ลดดอกเบี้ยกู้ช่วยลูกหนี้ 1.4 หมื่นล้าน แต่ NIM เผชิญแรงกดดัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในรอบนี้ แม้มีเป้าหมายหลักเพื่อลดภาระต้นทุนทางการเงินของลูกหนี้ในระบบเศรษฐกิจ แต่ในทางปฏิบัติ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เกิดขึ้นในอัตราที่มากกว่าการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก ส่งผลให้ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิของธนาคารพาณิชย์ (Net Interest Margin: NIM) เผชิญแรงกดดันเพิ่มขึ้น

ปัจจัยสำคัญมาจากโครงสร้างเงินฝากของระบบธนาคารไทยที่ยังคงพึ่งพาเงินฝากประเภท CASA หรือ Current Account and Savings Account เป็นหลัก โดยเงินฝากกระแสรายวันและเงินฝากออมทรัพย์มีสัดส่วนรวมประมาณ 72% ของยอดคงค้างเงินฝากทั้งหมด ขณะที่เงินฝากประจำมีสัดส่วนราว 28%

โครงสร้างดังกล่าวทำให้การส่งผ่านการปรับลดดอกเบี้ยฝั่งเงินฝากทำได้ค่อนข้างจำกัดในระยะสั้น เนื่องจากเงินฝากประจำจำนวนมากยังคงล็อกอัตราดอกเบี้ยตามเงื่อนไขสัญญาเดิม โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่า เงินฝากประจำประมาณ 46.1% ของพอร์ตเงินฝากในระบบธนาคารไทยจะยังไม่ได้รับการปรับลดดอกเบี้ยภายในไตรมาสแรกของปี 2569

ในด้านผลประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า การปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ทั้งสองระลอก ได้แก่ การปรับลดช่วงปลายปี 2568 และการปรับลดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของลูกหนี้ทั้งระบบในปี 2569 ได้ประมาณ 14,000-14,700 ล้านบาท โดยผลของการปรับลดดอกเบี้ยจะทยอยส่งผ่านเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจตลอดทั้งปี

เมื่อจำแนกตามประเภทลูกหนี้ พบว่า ภาคธุรกิจจะได้รับประโยชน์มากที่สุด โดยต้นทุนดอกเบี้ยจะลดลงราว 8,000-8,600 ล้านบาท ขณะที่ลูกหนี้รายย่อยจะได้รับประโยชน์ประมาณ 6,000-6,100 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือน และช่วยประคองกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงที่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบสำคัญที่ตามมาคือแรงกดดันต่อรายได้ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ โดยแนวโน้ม NIM ของระบบธนาคารไทยมีทิศทางปรับลดลงต่อเนื่อง จากระดับ 3.08% ในปี 2566 และ 3.09% ในปี 2567 ลดลงมาอยู่ที่ 2.76% ในปี 2568 และคาดว่าจะลดลงต่อในปี 2569 เหลือประมาณ 2.50-2.60%

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวัฏจักรดอกเบี้ยในระบบการเงินไทย โดยแม้การปรับลดดอกเบี้ยจะช่วยบรรเทาภาระของลูกหนี้และสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารพาณิชย์อาจต้องเผชิญแรงกดดันด้านความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากต้นทุนเงินฝากยังปรับลดลงได้ช้ากว่ารายได้ดอกเบี้ยจากเงินกู้



แชร์
รวมเรทดอกเบี้ยเงินกู้แบงก์มี.ค.69 หลังกนง.ผ่อนนโยบายการเงินช่วยลูกหนี้