
ค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่าขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เริ่มใกล้ถึงจุดอิ่มตัว หลังธนาคารแห่งประเทศไทยขยับบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการดูแลค่าเงิน ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงทางการเมืองจากการยุบสภาและการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ก็กลับมาสร้างความไม่แน่นอนให้กับมุมมองของนักลงทุนในตลาดการเงิน
นักกลยุทธ์ตลาดเงินประเมินว่า แม้เงินบาทจะได้แรงหนุนจากปัจจัยภายนอกหลายด้านในช่วงที่ผ่านมา แต่การแข็งค่าในอัตราเร่งเริ่มสร้างแรงกดดันเชิงนโยบาย หลังผู้กำหนดนโยบายส่งสัญญาณชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินเริ่มเบี่ยงเบนจากปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจไทย ความเสี่ยงจากการเข้ามาแทรกแซงของภาครัฐจึงเพิ่มน้ำหนักมากขึ้นในสายตาตลาด
ผลสำรวจนักวิเคราะห์ที่ Bloomberg รวบรวมระบุว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่ามาอยู่ที่ระดับราว 32.1 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในไตรมาสแรกของปี 2569 จากระดับประมาณ 31.51 บาทในช่วงต้นการซื้อขายล่าสุด หลังค่าเงินหยุดสถิติแข็งค่าต่อเนื่องยาวนานถึง 6 สัปดาห์ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยสั่งให้สถาบันการเงินรายงานธุรกรรมเงินตราต่างประเทศที่มีมูลค่าตั้งแต่ 200,000 ดอลลาร์ขึ้นไป เพื่อบริหารจัดการแรงแข็งค่าของเงินบาท
ตลอดปี 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นราว 8% จนกลายเป็นสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดอันดับสองในเอเชีย อย่างไรก็ดี ความสำเร็จดังกล่าวกลับกลายเป็นดาบสองคม เมื่อผู้กำหนดนโยบายเตือนว่า การปรับขึ้นของค่าเงินบาทรวดเร็วเกินกว่าที่ปัจจัยพื้นฐานจะรองรับได้
นักวิเคราะห์จึงเริ่มประเมินว่าทางการอาจใช้มาตรการเพิ่มเติมเพื่อชะลอการแข็งค่า ไม่ว่าจะเป็นการเข้มงวดการตรวจสอบเงินทุนไหลเข้า การกำกับดูแลธุรกรรมขายดอลลาร์ และการติดตามกระแสเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำอย่างใกล้ชิด
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ธปท.จะเลือกใช้มาตรการแบบค่อยเป็นค่อยไปในการดูแลค่าเงิน โดยยอมรับว่ากระแสเงินตราต่างประเทศที่เชื่อมโยงกับการค้าทองคำเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในบางช่วงคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 20% ของกิจกรรมในตลาดทั้งหมด ซึ่งเป็นปัจจัยที่ซ้ำเติมแรงกดดันขาขึ้นต่อค่าเงินบาท ธปท.จึงอยู่ระหว่างหารือกับผู้ค้าทองคำ เพื่อหาแนวทางลดอิทธิพลของทองคำที่มีต่อค่าเงินมากเกินไป
นอกเหนือจากปัจจัยเชิงนโยบาย นักกลยุทธ์ยังมองว่า โมเมนตัมของเงินบาทอาจเริ่มชะลอลงจากแรงกดดันด้านเศรษฐกิจและการเมือง ในช่วงที่ผ่านมาความคาดหวังว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ฤดูกาลท่องเที่ยวที่เข้าสู่ช่วงพีค และราคาทองคำที่พุ่งขึ้นมากกว่า 60% ในปีที่ผ่านมา เป็นแรงหนุนหลักที่ผลักดันเงินบาทให้แข็งค่ามาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ค่าเงินที่แข็งเกินไปเริ่มเพิ่มความเสี่ยงต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจปรับลดดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม หากภาวะเศรษฐกิจอ่อนแรงลงหรือความเสี่ยงเงินฝืดทวีความรุนแรง โดยข้อมูลเงินเฟ้อเดือนธันวาคมซึ่งจะประกาศในวันที่ 7 มกราคม ถูกคาดการณ์ว่าจะหดตัว 0.3% เมื่อเทียบรายปี หลังจากลดลง 0.49% ในเดือนพฤศจิกายน ปัจจัยดังกล่าวอาจเพิ่มแรงกดดันต่อค่าเงินบาทในช่วงต้นปีหน้า
ด้านความเสี่ยงทางการเมืองก็เป็นอีกปัจจัยถ่วงสำคัญ หลังนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภา เปิดทางให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้รัฐบาลรักษาการที่มีขีดความสามารถด้านนโยบายการคลังจำกัด นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อเข้าสู่ช่วงการรณรงค์หาเสียง ปัจจัยภายในประเทศอาจเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดทิศทางค่าเงินบาท ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ยังมีความผันผวนและยากต่อการคาดการณ์
ที่มา: Bloomberg