Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
จับตาของแพงหลังสงกรานต์ สินค้า-บริการอะไรขึ้นบ้างหลังน้ำมันมีแววสูงยาว
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

จับตาของแพงหลังสงกรานต์ สินค้า-บริการอะไรขึ้นบ้างหลังน้ำมันมีแววสูงยาว

15 เม.ย. 69
18:55 น.
แชร์

เทศกาลสงกรานต์ปี 2569 กำลังจะปิดฉากลงท่ามกลางบรรยากาศคึกคักในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริเวณถนนสีลมที่มีผู้เข้าร่วมงานหนาแน่น ทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยตลอดช่วง 3 วัน ระหว่างวันที่ 12–14 เมษายน 2569 มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมรวมกว่า 652,974 คน

อย่างไรก็ตาม แม้ภาพรวมของเทศกาลจะผ่านพ้นไปด้วยบรรยากาศคึกคัก และดีกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้ก่อนหน้า แต่โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยหลังจากนี้อยู่ที่แรงกดดันด้านค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นภายหลังช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะในจังหวะที่มาตรการดูแลราคาสินค้าและพลังงานของภาครัฐ รวมถึงการตรึงราคาของภาคธุรกิจในช่วงเทศกาล เริ่มทยอยสิ้นสุดลง 

รายงานจากหลายสำนักข่าวก่อนหน้านี้ให้ภาพสอดคล้องกันว่า ราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหลักจากวิกฤตพลังงานโลกที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งเริ่มปะทุเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 

แม้มีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์จะคลี่คลายผ่านการเจรจา แต่ราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไปอีกระยะ จากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในหลายพื้นที่ที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู รวมถึงค่าความเสี่ยงด้านการขนส่งที่เพิ่มขึ้น ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่ยังอาจกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

สงครามจบ แต่ราคาน้ำมันขึ้นไม่จบ ทำไมราคาน้ำมันยังอาจสูงต่อเนื่องหลังมีดีลสงบศึก

แม้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะมีแนวโน้มผ่อนคลายลงในระยะถัดไป จากความพยายามเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แต่ทั้งหน่วยงานภาครัฐและนักวิเคราะห์ประเมินสอดคล้องกันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป และอาจไม่ปรับลดลงกลับสู่ระดับเดิมได้ในระยะสั้น

ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ยุคน้ำมันแพง” ที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างน้อย 1-2 ปี โดยมีปัจจัยหลักจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาค

แม้การยุติความขัดแย้งจะช่วยคลี่คลายแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ และเอื้อให้เส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญในตะวันออกกลางกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ แต่ในเชิงโครงสร้าง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู ขณะที่ตลาดน้ำมันยังคงสะท้อน “ค่าความเสี่ยงจากสงคราม” ไว้ในราคา เนื่องจากข้อจำกัดด้านอุปทานและความไม่แน่นอนในระยะยาวที่ยังคงกดดันตลาดอยู่

ข้อจำกัดแรกคือการฟื้นตัวของระบบขนส่งและโลจิสติกส์ แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิด แต่ปริมาณการเดินเรือมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า เนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัยยังคงอยู่ ผู้ประกอบการต้องแบกรับค่าเบี้ยประกันภัยสงครามและต้นทุนการเดินเรือที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนเหล่านี้ถูกส่งผ่านไปยังราคาพลังงาน ทำให้ราคาปลายทางลดลงได้จำกัด

ข้อจำกัดที่สองคือการฟื้นตัวของกำลังการผลิตที่ใช้เวลา ความเสียหายต่อแหล่งผลิต ท่อส่งน้ำมัน และโรงกลั่นในตะวันออกกลาง รวมถึงการหยุดดำเนินงานชั่วคราวในบางประเทศผู้ผลิต ทำให้การนำกำลังการผลิตกลับเข้าสู่ระบบไม่สามารถทำได้ทันที โดยผู้บริหารอุตสาหกรรมพลังงานยอมรับว่ายังไม่สามารถประเมินได้ชัดเจนว่าทรัพย์สินด้านพลังงานได้รับความเสียหายมากเพียงใด และต้องใช้เวลานานเท่าใดในการฟื้นตัวเต็มที่

ข้อจำกัดที่สามคือภาวะสต็อกน้ำมันที่ตึงตัวอยู่แล้วก่อนเกิดสงคราม เมื่อเกิด Energy Shock ตลาดจึงขาด buffer ในการรองรับ ส่งผลให้ราคาปรับขึ้นแรง และแม้สถานการณ์จะคลี่คลาย การเติมสต็อกกลับเข้าสู่ระบบก็ต้องใช้เวลา ขณะที่อุปสงค์พลังงานโลกยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะในภาคขนส่งและอุตสาหกรรม ทำให้ความไม่สมดุลระหว่างอุปสงค์และอุปทานยังคงดำรงอยู่

ข้อจำกัดที่สี่คือความแตกต่างระหว่างราคาน้ำมันดิบกับราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป แม้น้ำมันดิบอาจปรับลดลงหลังสงคราม แต่ราคาดีเซล น้ำมันเบนซิน และเชื้อเพลิงเครื่องบินยังมีแนวโน้มทรงตัวสูงนานกว่า เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังการกลั่นและอุปทานโลก โดยเฉพาะเชื้อเพลิงสำหรับภาคขนส่งและการบินที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ด้วยข้อจำกัดเหล่านี้ Mark Zandi หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s Analytics ประเมินว่า แม้สงครามจะยุติในระยะสั้น ก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6-8 สัปดาห์ในการฟื้นฟูระบบการผลิตและการขนส่ง และราคาน้ำมันอาจปรับลงมาอยู่ในระดับราว 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งยังสูงกว่าช่วงก่อนสงคราม ขณะที่ราคาหน้าปั๊มจะทยอยปรับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่การลดลงทันทีตามที่ฝ่ายการเมืองบางส่วนคาดการณ์

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจึงมีลักษณะเป็นลูกโซ่ ต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นจะถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านค่าขนส่งและต้นทุนการผลิต ขณะที่ภาคการบินมีแนวโน้มปรับขึ้นราคาตั๋ว โดยผู้ประกอบการบางรายประเมินว่าอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 20% หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ซึ่งจะกดดันกำลังซื้อของผู้บริโภคและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อมากกว่าหลายประเทศ สะท้อนจากโครงสร้างพลังงานที่ยังพึ่งพาการนำเข้าจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง

ข้อมูลปี 2568 ระบุว่า ไทยนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากตะวันออกกลางเฉลี่ย 1,230 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็น 27% ของแหล่งก๊าซทั้งหมด ขณะที่การผลิตในประเทศยังมีสัดส่วนหลักอยู่ที่ 64% และอีก 1% มาจากเมียนมา

ในส่วนของน้ำมัน การพึ่งพานำเข้ายิ่งอยู่ในระดับสูง โดยไทยนำเข้าน้ำมันถึง 92% ของการใช้ทั้งหมด หรือราว 970,000 บาร์เรลต่อวัน และมากกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 53% มาจากตะวันออกกลาง

ด้วยบทบาทของน้ำมันและก๊าซในฐานะเชื้อเพลิงหลักสำหรับการผลิตไฟฟ้า รวมถึงเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรม เช่น ปุ๋ยเคมี ต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นจึงส่งผ่านเป็นลูกโซ่ไปยังค่าไฟฟ้า ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรม และราคาสินค้าในระบบเศรษฐกิจโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ภาครัฐจะใช้มาตรการระยะสั้น เช่น การอุดหนุนหรือปรับลดราคาน้ำมันชั่วคราวเพื่อลดแรงกดดันในบางช่วงเวลา แต่ระดับราคาพลังงานโดยรวมยังคงสูงกว่าช่วงก่อนสงครามอย่างมาก สะท้อนว่าการปรับตัวของตลาดครั้งนี้เป็น “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” มากกว่าความผันผวนระยะสั้น

ในภาพรวม แม้สงครามจะยุติลง ความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และต้นทุนในระบบพลังงานโลกที่เพิ่มขึ้น จะยังคงกดดันให้ราคาน้ำมัน “ลดลงช้าและไม่กลับสู่ระดับเดิม” ในระยะเวลาอันใกล้ และกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งในมิติเงินเฟ้อ ต้นทุนธุรกิจ และกำลังซื้อของครัวเรือนต่อเนื่องไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปีข้างหน้า

สินค้าและบริการที่มีแนวโน้มราคาสูงขึ้นหลังสงกรานต์

  • ค่าไฟฟ้า

ในวันที่ 1 เมษายน 2569 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติปรับค่าไฟฟ้าเฉลี่ยงวดเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2569 เพิ่มขึ้น 7 สตางค์ต่อหน่วย จาก 3.88 บาท เป็น 3.95 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) หลังปรับค่าเอฟทีขึ้นมาอยู่ที่ 16.23 สตางค์ต่อหน่วย สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

การพิจารณาครั้งนี้ยังคงใช้กลไกบรรเทาภาระ โดยให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับภาระต้นทุนคงค้างสะสม 35,928 ล้านบาท และนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) ราว 9,472 ล้านบาท หรือ 13.43 สตางค์ต่อหน่วย มาช่วยลดผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้า ท่ามกลางความผันผวนของราคาพลังงานโลกจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง

กกพ. ระบุว่า การกำหนดค่าเอฟทีเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ต้องสะท้อนต้นทุนจริง โปร่งใส และเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้า โดยผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่า 49% เห็นด้วยกับอัตรา 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งใช้กลไก Claw back เข้ามาช่วยลดภาระ

ทั้งนี้ หากภาครัฐต้องการตรึงค่าไฟไว้ที่ระดับเดิม 3.88 บาทต่อหน่วย จะต้องใช้งบประมาณราว 5,000 ล้านบาทในระยะเวลา 4 เดือน จากฐานผู้ใช้ไฟฟ้าประมาณ 26 ล้านราย โดยทุก 1 สตางค์ที่ตรึงไว้ต้องใช้เงินราว 706 ล้านบาท

นอกจากนี้ กกพ. ยังเตือนว่าช่วงฤดูร้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากเครื่องปรับอากาศและตู้เย็น อาจทำให้ค่าไฟรายเดือนเพิ่มขึ้นตามโครงสร้างอัตราก้าวหน้า พร้อมแนะนำให้ประชาชนใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

ทั้งนี้ นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา กรรมการ กกพ. เตือนว่า ความเสี่ยงสำคัญอยู่ในงวดค่าไฟเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ซึ่งมีโอกาสปรับขึ้นเกิน 4 บาทต่อหน่วย หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวของซีกโลกเหนือที่ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จะเร่งตัวสูงขึ้น

ปัจจัยกดดันเพิ่มเติมมาจากข้อจำกัดด้านเครื่องมือของไทยในการพยุงราคา ประกอบกับความเสียหายของแหล่งผลิต LNG ในกาตาร์ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 3-5 ปีจึงจะกลับมาผลิตได้ตามปกติ ขณะที่ไทยยังมีภาระตามสัญญานำเข้า LNG ระยะยาวจากกาตาร์ราว 2 ล้านตันต่อปี ทำให้ต้นทุนพลังงานในระยะต่อไปยังมีแนวโน้มตึงตัวต่อเนื่อง

  • ค่ารถโดยสารระหว่างเมือง รถตู้ และค่าขนส่งสินค้า

ในวันที่ 1 เมษายน นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงวันที่ 9-19 เมษายน 2569 บขส. จะยังคงตรึงราคาค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่ (รถทัวร์) ทั้งรถของบริษัทและรถร่วมบริการรวมประมาณ 6,000 คัน ไว้ในอัตราเดิม เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเทศกาลสงกรานต์

อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นสุดช่วงดังกล่าว บขส. เตรียมปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตร หรือคิดเป็นประมาณ 10-12% ต่อเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ตามมติของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง

สำหรับรถโดยสารสาธารณะขนาดเล็ก ได้แก่ รถตู้โดยสารและรถมินิบัส รวมประมาณ 3,000 คัน ได้มีการปรับขึ้นค่าโดยสารในอัตรา 5 สตางค์ต่อกิโลเมตรไปแล้วตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 โดยหากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอยู่ในช่วง 45-50 บาทต่อลิตร อาจมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าโดยสารเพิ่มเติมอีกประมาณ 5–6 สตางค์ต่อกิโลเมตร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

ด้านนายฐิติพัฒน์ ไทยจงรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิศวกรรมยานยนต์ และโฆษกกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาล ในการแถลงข่าวของศูนย์บริหารสถานการณ์เศรษฐกิจ (ศบก.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางมีมติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารรถโดยสารสาธารณะ หลังจากไม่ได้มีการปรับมาเป็นเวลานาน ประกอบกับต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยรถโดยสารระหว่างเมือง (รถบัส) จะปรับขึ้น 5 บาทต่อที่นั่งต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ขณะที่รถตู้โดยสารปรับขึ้น 2 บาทต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร ซึ่งเดิมกำหนดให้มีผลตั้งแต่วันที่ 6 เม.ย. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวตรงกับเทศกาล สงกรานต์ ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา ภาครัฐจึงกำหนดมาตรการชั่วคราวให้คงอัตราค่าโดยสารเดิมในช่วงวันที่ 6-19 เม.ย. เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน โดยจะเริ่มใช้โครงสร้างค่าโดยสารใหม่ตั้งแต่วันที่ 20 เม.ย. เป็นต้นไป

ในส่วนของค่าขนส่งสินค้า โฆษกกรมการขนส่งทางบกระบุว่า จะใช้กลไกการเจรจาระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้ให้บริการ โดยอ้างอิงจากดัชนีต้นทุนการขนส่งสินค้าเป็นหลัก ตัวอย่างเช่น ราคาน้ำมัน ณ วันที่ 25 มี.ค. อยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ก่อนจะปรับเพิ่มขึ้นอีก 7.80 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ดัชนีต้นทุนเพิ่มจาก 100 เป็น 111 และทำให้ค่าขนส่งมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นราว 11% ตามต้นทุนที่สูงขึ้นดังกล่าว

  • ค่าบริการไปรษณีย์ไทยบางรายการ

ตั้งแต่วันที่ 16 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ไปรษณีย์ไทย ประกาศปรับขึ้นค่าบริการบางรายการเป็นการชั่วคราว เพื่อสะท้อนต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น

โดยบริการที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ บริการส่งด่วน EMS (เฉพาะบางช่วงน้ำหนัก) และบริการ e-CoPost ซึ่งเป็นบริการจัดส่งแบบประหยัดสำหรับผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ

ขณะที่บริการพื้นฐานของไปรษณีย์ เช่น จดหมาย ไปรษณีย์ภัณฑ์/ของตีพิมพ์ ลงทะเบียน และพัสดุทั่วไป จะยังคงอัตราค่าบริการเดิม โดยไม่มีการปรับขึ้นราคาในครั้งนี้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2569 ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายใหญ่อื่นๆ ของไทย ได้แก่ KEX (Kerry), Flash Express และ J&T Express ได้ประกาศปรับขึ้นค่าบริการไปก่อนแล้ว โดยเรียกเก็บ “ค่าธรรมเนียมน้ำมัน” เพิ่มอีก 3 บาท มีผลตั้งแต่วันเดียวกันเป็นต้นไป

  • ก๊าซหุงต้ม

ปัจจุบัน กระทรวงพลังงาน โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติขยายระยะเวลาตรึงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) ออกไปอีก 2 เดือน ที่ระดับ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ครอบคลุมถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 จากเดิมที่มาตรการจะสิ้นสุดในวันที่ 31 มีนาคม 2569

อย่างไรก็ตาม แม้ภาครัฐจะพยายามประคองราคาผ่านมาตรการตรึงราคาและการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุน แต่แนวโน้มราคาพลังงานในประเทศยังคงมีแรงกดดันขาขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนตามตลาดโลก ซึ่งส่งผ่านมายังก๊าซหุงต้ม (LPG) ในฐานะผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ราคาจะทยอยปรับสูงขึ้นในระยะถัดไป

แรงกดดันดังกล่าวเริ่มสะท้อนชัดในภาคครัวเรือนและธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งพึ่งพา LPG เป็นเชื้อเพลิงหลักในการประกอบอาหาร โดยผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งระบุว่าต้นทุนก๊าซปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว แต่ยังคงชะลอการปรับขึ้นราคาอาหาร เนื่องจากกังวลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภคและความเสี่ยงที่ลูกค้าจะลดลง

  • ปุ๋ยเคมี 

ปุ๋ยเคมีเป็นวิกฤตซ่อนเร้นที่จะส่งผลกระทบต่อราคาอาหารอย่างรุนแรงในอีก 3-6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยกว่า 6 ล้านตันต่อปี โดยราว 90% เป็นการนำเข้า และมากกว่า 40% ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่ามูลค่าการนำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางในปี 2567-2568 รวมมากกว่า 1,862 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) รายงานว่าราคาปุ๋ยยูเรียโลกพุ่งแตะ 750 ดอลลาร์ต่อตัน ในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 43 เดือน จากราคาก่อนสงครามที่ 400-490 ดอลลาร์ต่อตัน สถาบัน Alpine Macro ภายใต้ Oxford Economics ระบุว่าราคายูเรียพุ่งขึ้นราว 50% และแอมโมเนียเพิ่มขึ้น 20% นับจากสงครามเริ่มต้น ตะวันออกกลางเป็นผู้ส่งออกปุ๋ยยูเรียอันดับ 1 ของโลก (กว่า 26%) และราว 30% ของผลิตภัณฑ์ส่งออกเหล่านี้ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้จากการปิดกั้นช่องแคบ

ด้านราคาปุ๋ยในไทย นายวรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า การที่ไทยไม่สามารถนำเข้าปุ๋ยเคมีผ่านเส้นทางขนส่งหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาปุ๋ยเคมีในประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมกระสอบละประมาณ 600 บาท พุ่งขึ้นเป็นกระสอบละ 2,000 บาท

สถานการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มส่งผลเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะพืชผัก ข้าวสาร และน้ำมันปาล์ม ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมต้นทุนด้านพลังงานและทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยประเมินว่าอาจเห็นราคาอาหารต่อจานขยับขึ้นแตะระดับ 120 บาท

ทั้งนี้ ผลกระทบเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มปรากฏตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และมีแนวโน้มทวีความรุนแรงจนเห็นผลชัดเจนก่อนเดือนกันยายน 2569

ด้าน KResearch คาดว่าวิกฤตปุ๋ยจะกระทบการปลูกข้าวนาปีในเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 โดยตรง เนื่องจากเป็นช่วงเริ่มปลูกที่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมาก ประกอบกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ยแพง อาจฉุดผลผลิตข้าวให้ลดลงถึง 21% ขณะที่ราคาข้าวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 2% ทำให้โดยรวมรายได้เกษตรกรอาจลดลงถึง 19% ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาหนี้ครัวเรือนภาคเกษตรที่มีอยู่แล้ว

  • อาหารสด อาหารปรุงสำเร็จ และวัตถุดิบในครัว

ราคาอาหารเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบเร็วที่สุดและกระทบประชาชนชัดเจนที่สุด เนื่องจากค่าขนส่งเป็นต้นทุนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานอาหาร จากการสำรวจพบว่าสินค้าหลายรายการเริ่มปรับขึ้นแล้ว ทั้งเนื้อหมู ไข่ไก่ และผักสด 

ในวันที่ 10 เมษายน กรมการค้าภายในรายงานว่าราคาอาหารปรุงสำเร็จในสถานีขนส่ง ณ ช่วงสงกรานต์ยังทรงตัวใกล้เคียงช่วงปีใหม่ 2569 โดยข้าวราดแกง 1 อย่างอยู่ที่ 40-60 บาทต่อจาน ข้าวราดแกง 2 อย่างที่ 50-70 บาท ข้าวมันไก่ที่ 50-70 บาท และก๋วยเตี๋ยวหมูที่ 40-65 บาท แต่นักวิชาการเตือนว่าราคาเหล่านี้อาจไม่สามารถคงอยู่ได้อีกนาน

รศ.ดร.วรภัทร วชิรยากรณ์ อาจารย์สาขาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เตือนว่าอาจได้เห็นอาหารจานละ 120 บาทภายในปีนี้ โดยผลกระทบจะเริ่มเห็นชัดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 และเต็มรูปแบบก่อนเดือนกันยายน 2569 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบที่ส่งผ่านมาจากราคาปุ๋ยแพง น้ำมันแพง และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น

  • น้ำตาลทราย

วันที่ 9 เม.ย. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำตาลทราย เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น

ปัจจัยหลักมาจากราคาเม็ดพลาสติกสำหรับใช้เป็นบรรจุภัณฑ์ และราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อค่าขนส่ง โดยคาดว่าโครงสร้างราคาใหม่จะเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเดือนเมษายน ผู้ประกอบการจะยังคงตรึงราคาขายปลีกน้ำตาลทรายไว้ก่อน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน ก่อนจะเริ่มปรับเข้าสู่โครงสร้างราคาใหม่ในเดือนถัดไป

ทั้งนี้ การปรับราคาครั้งนี้จะจำกัดเฉพาะราคาขายปลีกในภาคครัวเรือนเท่านั้น ขณะที่ราคาจำหน่ายให้ภาคอุตสาหกรรมยังไม่มีการปรับในรอบนี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ ซึ่งอาจปรับเพิ่มขึ้นและกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง

  • ค่าตั๋วเครื่องบิน

อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนักจากสงครามครั้งนี้ ก่อนเกิดสงคราม อุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าจะมีกำไรรวมเป็นสถิติใหม่ที่ 41,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 แต่ทุกอย่างพลิกกลับเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (jet fuel) พุ่งขึ้นมากกว่าสองเท่าในเวลาเพียงเดือนเศษ ประกอบกับการปิดน่านฟ้าในหลายประเทศตะวันออกกลาง ทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบินอ้อมซึ่งใช้เชื้อเพลิงมากขึ้นและใช้เวลานานขึ้น 

ผลกระทบนี้ส่งผ่านมาถึงค่าตั๋วโดยสารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทริสเรทติ้งประเมินว่าหากสงครามยืดเยื้อ 3 เดือน ค่าตั๋วเครื่องบินจะเพิ่มขึ้น 10-15% ต่อปี และผู้โดยสารจากเส้นทางบินระยะไกลมาไทยจะลดลง 4% หากยืดเยื้อ 6 เดือน จะลดลงถึง 8% 

ปัจจุบัน แอร์เอเชียเอ็กซ์ของมาเลเซียประกาศขึ้นราคาตั๋วสูงสุดถึง 40% พร้อมเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มอีกราว 20% ด้านการบินไทยคาดว่าราคาตั๋วจะปรับขึ้น 10-15% Cathay Pacific ปรับค่าธรรมเนียมน้ำมันทุกเส้นทาง Air New Zealand ขึ้นราคาเส้นทางระยะไกลถึง 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ (ราว 1,600 บาท) ต่อเที่ยว ขณะที่สายการบินหลายแห่งตั้งแต่ Air New Zealand ไปจนถึง Vietnam Airlines และ Korean Air เริ่มตัดเที่ยวบินและเข้าสู่ "emergency management mode"

  • เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง 

นับตั้งแต่สงครามปะทุ สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับปิโตรเลียมขยับราคาขึ้นตามไปด้วย ทั้งเม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และวัสดุก่อสร้าง 

เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2569 นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ราคาเม็ดพลาสติกปรับตัวเพิ่มขึ้นรุนแรง 60-90% จากผลกระทบสงครามอิหร่าน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังอยู่ในระดับเปราะบาง โดยเฉพาะความเสี่ยงในเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลให้ค่าประกันภัย ค่าระวางเรืออยู่ในระดับสูง และระยะเวลาขนส่งไม่แน่นอน

ผลกระทบดังกล่าวทำให้ต้นทุนวัตถุดิบเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกโดยรวมเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 60-90% โดยเฉพาะพลาสติกวิศวกรรมที่ใช้เม็ดพลาสติกเกรดพิเศษและสารเคมีจากยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งมีต้นทุนพุ่งสูงสุดถึง 90% ขณะที่โรงงานในต่างประเทศของบริษัท เช่น อินเดีย และเวียดนาม ต่างได้รับผลกระทบในทิศทางเดียวกัน

ด้านนายศรันย์ ศรีมาโนชญ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์ โพลิเมอร์ อินเตอร์ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ราคาเม็ดพลาสติกปรับขึ้นจาก 30 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 59 บาทต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้น 96.6% อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถปรับขึ้นราคาสินค้าปลายทางได้ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้บางรายต้องแบกรับภาวะขาดทุนเพื่อรักษาฐานลูกค้า

เม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่บรรจุภัณฑ์ อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า ไปจนถึงภาคเกษตร เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก ต้นทุนการผลิตจะเพิ่มขึ้นทันที โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่พึ่งพาพลาสติกในสัดส่วนสูง ทำให้ต้องเลือกว่าจะขึ้นราคาสินค้า ลดคุณภาพ/ปริมาณ หรือยอมให้กำไรลดลง

ผลกระทบจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น เช่น น้ำดื่ม อาหารสำเร็จรูป และของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสะท้อนในรูปของเงินเฟ้อฝั่งต้นทุน (cost-push inflation) ขณะเดียวกันยังดันต้นทุนภาคเกษตรและอาหารให้สูงขึ้นต่อเนื่อง

ในระดับเศรษฐกิจภาพรวม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจะกดดันกำไรภาคธุรกิจ ลดความสามารถแข่งขันของการส่งออก และซ้ำเติมประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานอย่างไทย ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัว

ด้านราคาวัสดุก่อสร้าง สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยสะท้อนผ่านดัชนีราคาวัสดุก่อสร้าง (CMI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของไทยในเดือนมีนาคม 2569 ที่เพิ่มขึ้น 2.6% และ 6.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ดัชนีราคาวัสดุก่อสร้างยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในไตรมาส 2/2569 โดยอาจขยายตัวในกรอบ 5-8% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงกดดันหลักจากกลุ่มเหล็ก ผลิตภัณฑ์คอนกรีต และซีเมนต์ ซึ่งเป็นวัสดุหลักในภาคก่อสร้าง

ทั้งนี้ การปรับขึ้นของต้นทุนวัสดุก่อสร้าง พลังงาน และค่าขนส่ง ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันมากกว่าครึ่งหนึ่งของต้นทุนทั้งหมด กำลังเพิ่มแรงกดดันต่อผลประกอบการและสภาพคล่องของผู้ประกอบการรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะในภาวะที่การแข่งขันด้านราคายังคงอยู่ในระดับสูง

แชร์
จับตาของแพงหลังสงกรานต์ สินค้า-บริการอะไรขึ้นบ้างหลังน้ำมันมีแววสูงยาว