ข่าวเศรษฐกิจ

พรรค ‘โมดี’ เสียเสียงข้างมากในสภา ตลาดหุ้นอินเดียร่วง มูลค่าหาย 13.6 ล้านล้านบาทในวันเดียว

5 มิ.ย. 67
พรรค ‘โมดี’ เสียเสียงข้างมากในสภา ตลาดหุ้นอินเดียร่วง มูลค่าหาย 13.6 ล้านล้านบาทในวันเดียว

หุ้นอินเดียร่วงกว่า 5% มูลค่าตลาดหาย 13.6 ล้านล้านบาทภายในวันเดียว สูงสุดในรอบ 4 ปี หลังการนับคะแนนเลือกตั้งเสร็จสิ้นพบ ‘โมดี’ นายกรัฐมนตรีและพรรคบีเจพี เสียเสียงข้างมากในสภา ต้องจับมือพันธมิตรตั้งรัฐบาล นักลงทุนกังวลอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ

จบไปแล้วสำหรับการนับคะแนนเลือกตั้งในการเลือกตั้งทั่วไปของอินเดีย ซึ่งกินเวลายาวนานถึง 6 สัปดาห์ในปีนี้ ซึ่งมีผู้มาจากใช้สิทธิทั้งหมด 640 ล้านคน จากผู้มีสิทธิใช้เสียงเกือบ 1,000 ล้านคน โดยนาย ‘นเรนทรา โมดี’ จากพรรคภารติยะชนะตะ หรือบีเจพี (Bharatiya Janata Party: BJP) ได้รับชัยชนะ และได้ขึ้นนั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของอินเดียเป็นสมัยที่ 3 ไปตามคาด

ทั้งนี้ แม้ผู้ครองตำแหน่งนายกฯ จะไม่พลิกโผ แต่จำนวนคะแนนเสียงและที่นั่งใน ‘โลกสภา’ หรือสภาผู้แทนราษฎรของอินเดียกลับผิดไปจากที่คาดเป็นอย่างมาก เพราะพรรคบีเจพีซึ่งเป็นแกนนำของพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ หรือเอ็นดีเอ (National Democratic Alliance: NDA) ได้ที่นั่งในสภาไปเพียง 240 ที่นั่ง ไม่ถึงครึ่งของสภาซึ่งอยู่ที่ 272 ที่นั่ง ทำให้บีเจพีต้องจับมือกับพันธมิตรอื่นๆ ในเอ็นดีเอ ที่ได้ที่นั่งรวมกันไป 294 ที่นั่ง เพื่อตั้งรัฐบาล

จำนวนที่พรรคบีเจพีและพันธมิตรได้จากการเลือกตั้งในปีนี้ ลดน้อยลงจากจำนวนที่นั่งที่ได้จากการเลือกตั้งในปี 2019 เป็นอย่างมาก โดยในการเลือกตั้งครั้งนั้น บีเจพีได้จำนวนที่นั่งในสภารวมถึง 303 ที่นั่ง ซึ่งเกินครึ่งของสภาและทำให้บีเจพีครองเสียงข้างมาก และเมื่อรวมกับที่นั่งของพรรคพันธมิตรเอ็นดีเอแล้วจะได้ทั้งหมด 353 ที่นั่ง

การลดลงของจำนวนที่นั่งในสภาถึง 59 ที่นั่งสะท้อนความนิยมของประชาชนในรัฐบาลโมดีที่ลดลงมากกว่าที่คาด และสะท้อนว่าเสถียรภาพทางการเมืองภายใต้การควบคุมของพรรคบีเจพีเริ่มสั่นคลอนแล้ว และอาจจะลดลงจนมีการพลิกขั้วได้ในการเลือกตั้งสมัยหน้า ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล

 

นักลงทุนกังวล ทิศทางนโยบายเศรษฐกิจเริ่มไม่แน่นอน

ผลการเลือกตั้งที่ออกมาสร้างแรงกดดันให้ตลาดหุ้นของอินเดียที่ปรับตัวลงทันที โดยในวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา ดัชนี Nifty 50 และ BSE Sensex ลดลงมากกว่า 5% ทำให้มูลค่าตลาดรวมของอินเดียในดัชนี bombay Stock ลดลงถึง 3.71 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 13.6 ล้านล้านบาท

มูลค่าตลาดที่หายไปทำให้มูลค่าของหุ้นอินเดียที่เพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีหายวับไปในวันเดียว และทำให้การเติบโตของหุ้นอินเดียลดลงจาก 5.85% จากต้นปีถึงวันที่ 3 มิถุนายน มาเป็น -0.22% ในวันที่ 4 มิถุนายน หลังผลการนับคะแนนออกมา

การที่โมดีเสียเสียงข้างมากในสภาไปทำให้นักลงทุนกังวลว่ารัฐบาลจะไม่สามารถดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจได้อย่างสะดวกอีกต่อไป เพราะมีพรรคร่วมรัฐบาลคานอำนาจอยู่ โดยเฉพาะนโยบายในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการปฏิรูปที่ดินเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของภาคการผลิต และการปฏิรูปภาคการเกษตรเพื่อกระตุ้นให้เกษตรสามารถสร้างผลผลิตและรายได้มากขึ้น

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs มองว่าแม้โมดีจะเสียเสียงข้างมากในสภาไป แนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจในระดับมหภาคของอินเดียไม่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปนัก เพราะพรรคที่มาร่วมกันตั้งรัฐบาลก็เป็นพรรคพันธมิตรที่ในขณะนี้มีแนวทางการดำเนินนโยบายในลักษณะคล้ายกัน และน่าจะยังคงวางแผนการใช้จ่ายงบประมาณอยู่ที่ 5.1% ของ GDP เหมือนเดิมในปีงบประมาณนี้

ในอนาคตหลังการเลือกตั้ง ความท้าทายที่รัฐบาลโมดีต้องเจอคือการตั้งรัฐบาล และการแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงสำคัญๆ ให้แก่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเข้ามาติดต่อแบ่งเค้กแบ่งอำนาจ และการต้องเปลี่ยนทิศทางนโยบายเศรษฐกิจบางอย่าง เช่น การต้องใช้เงินงบประมาณไปกับสวัสดิการสังคมมากขึ้น จากที่เน้นลงทุนกับการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สนามบิน โรงไฟฟ้า และท่าเรือมากกว่าเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2047

นอกจากนี้ โมดียังต้องเร่งสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ทั้งแรงงานทักษะสูงและแรงงานทักษะต่ำในประเทศ เพราะขณะนี้ อุตสาหกรรมการผลิตของอินเดียยังไม่สามารถขยายตัวได้เร็วพอเพื่อใช้ประโยชน์จากประชากรอายุน้อยจำนวนมากได้ ขณะที่อุตสาหกรรมระดับสูงก็ยังอยู่ในระยะตั้งไข่ ไม่มีงานพอรองรับแรงงานมีการศึกษา และเด็กจบใหม่ที่มีปริมาณถึง 8 ล้านคนต่อปีได้

ผลการเลือกตั้งทำให้ในสภาวการณ์นี้ รัฐบาลโมดีต้องเจอความท้าทายจากทั้งภายในและภายนอก คือทั้งสภาพการเมืองภายในประเทศที่เขาต้องเร่งแก้ปัญหาปากท้องและปัญหาการว่างงานให้กับประชาชนอย่างเร่งด่วนเพื่อดึงคะแนนเสียงกลับมา และความสัมพันธ์กับประเทศภายนอกท่ามกลางความไม่มั่นคงและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

ขณะนี้ อินเดียต้องรักษาความสัมพันธ์กับหลายๆ ขั้วอำนาจในโลกเพื่อรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ ที่มองว่าอินเดียเป็นหนึ่งผู้เล่นและพันธมิตรในภูมิภาคเพื่อคานอำนาจกับจีน และเป็นผู้ลงทุนสำคัญที่สามารถช่วยกระตุ้นภาคการผลิตของอินเดียได้ และรัสเซียที่อินเดียยังต้องรักษาความสัมพันธ์ไว้เพื่อน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ที่ราคาลดลงเพราะถูกคว่ำบาตรจากประเทศตะวันตกเพื่อโต้ตอบกรณีที่รัสเซียรุกรานยูเครน

 

 

อ้างอิง: CNN, CNBC, Al Jazeera





advertisement

Relate Post

SPOTLIGHT