
ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและแตกแยกรุนแรง ไทยกำลังเผชิญความท้าทายเดียวกันกับหลายประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัย ผลิตภาพแรงงานที่ถดถอย และหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งยิ่งถูกซ้ำเติมด้วยสภาพแวดล้อมโลกที่ไม่เอื้ออำนวย
ความเปราะบางของไทยปรากฏชัดในโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึ่งพาเศรษฐกิจภายนอกสูง โดยการส่งออกคิดเป็นราว 70% ของ GDP ไทย ขณะที่การนำเข้าอยู่ที่ประมาณ 50% และในจำนวนนี้เป็นการนำเข้าน้ำมันและก๊าซราว 10% ของ GDP ทำให้เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่อแรงกระแทกจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงที่วิกฤตพลังงานทวีความรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
บนเวที IMF Governor Talks ระหว่างการประชุม Spring Meetings 2569 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อวันที่ 15 เมษายน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้ว่า ในบริบทดังกล่าว ทางออกสำคัญของประเทศไทยคือการ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” ผ่านการปรับสมดุลเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาอุปสงค์ภายนอก และหันมาขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ในประเทศ โดยมี "การลงทุน" เป็นแกนหลัก
รัฐบาลจึงวางยุทธศาสตร์ใช้การลงทุนเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ควบคู่กับการยกระดับผลิตภาพและลดความเสี่ยงจากภายนอกในระยะยาว ถือเป็นการใช้จังหวะวิกฤตเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจที่สะสมมานานหลายศตวรรษ
นายเอกนิติประเมินว่า วิกฤตพลังงานและโลกที่แตกแยกเปิดโอกาสให้ประเทศไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจำนวนมากเช่นเดียวกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย สามารถเปลี่ยนทิศทางไปสู่การลงทุนในพลังงานหมุนเวียนอย่างพลังงานแสงอาทิตย์ และโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพอย่างระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและระบบกักเก็บพลังงาน
ขณะเดียวกัน ไทยยังสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์เร่งพัฒนาทุนมนุษย์ รับมือสังคมสูงวัย และคว้าโอกาสจากกระแสการย้ายฐานการลงทุน โดยดึงดูดเงินทุนต่างชาติที่มองหาแหล่งลงทุนที่มีเสถียรภาพในภูมิภาคอาเซียน
นายเอกนิติ เปิดเผยว่า ภายใต้บริบทเศรษฐกิจปัจจุบัน รัฐบาลได้วาง “การลงทุน” เป็นแกนหลักของนโยบายเศรษฐกิจ โดยมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งการกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ การยกระดับผลิตภาพในระยะยาว และการลดความเปราะบางจากแรงกระแทกภายนอก
นายเอกนิติ ประเมินว่า แนวทางดังกล่าวจะเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จากเดิมที่พึ่งพาอุปสงค์จากต่างประเทศ ไปสู่การเติบโตที่มีความสมดุลและยั่งยืนมากขึ้น โดยหนึ่งในตัวอย่างเชิงรูปธรรมคือการใช้จังหวะวิกฤตพลังงานเป็นตัวเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ท่ามกลางข้อจำกัดที่ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซในสัดส่วนสูง เช่นเดียวกับหลายประเทศในภูมิภาคเอเชีย
รัฐบาลมองว่า การเร่งลงทุนในพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน อาทิ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) และระบบกักเก็บพลังงาน นอกจากจะช่วยลดภาระการนำเข้าพลังงานแล้ว ยังเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างเป็นระบบในระยะยาว
นอกเหนือจากการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพแล้ว อีกการลงทุนที่รัฐบาลให้ความสำคัญไม่แพ้กันคือการลงทุนในทุนมนุษย์ หรือการลงทุนในคน ซึ่งนายเอกนิติเห็นว่าเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์อย่าง ChatGPT และ Gemini ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของการเรียนรู้ในปัจจุบันไปอย่างสิ้นเชิง
จากเดิมที่ผู้คนต้องใช้เวลาหลายปีในระบบมหาวิทยาลัย ปัจจุบันประชาชนสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วขึ้นมาก ทำให้การยกระดับผลิตภาพของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ครัวเรือนไปจนถึงภาคธุรกิจ สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุไปพร้อมกัน
อีกจุดเน้นของรัฐบาลคือการใช้ประโยชน์จากโลกที่แตกแยกและให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากขึ้น ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) นายเอกนิติได้สังเกตเห็นว่ามีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาที่ประเทศไทยและอาเซียนโดยรวมในจำนวนมาก เพราะไทยและอาเซียนถูกมองในฐานะแหล่งพักพิงที่ปลอดภัยของการลงทุนที่กระจายออกจากประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
ในภาคเกษตรและอาหาร ไทยยังคงเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของโลก โดยติดอันดับ 5 ของอุตสาหกรรมอาหารโลก ครอบคลุมตั้งแต่เกษตรอัจฉริยะไปจนถึงอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ทั้งอาหารสำหรับการบริโภคของมนุษย์และอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งยังคงมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามดีมานด์โลก
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งไทยเคยมีฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ กำลังกลับมาเป็นจุดดึงดูดการลงทุนอีกครั้งในยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวอย่างรวดเร็วตามความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลทั่วโลก
ในประเด็นการกระตุ้นการบริโภคและระบบสวัสดิการสังคม ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเอเชียโดยรวม นายเอกนิติอธิบายว่าสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญคือการยกระดับทักษะของประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีรายได้ที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลได้พยายามเชื่อมโยงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศกับการยกระดับและปรับเปลี่ยนทักษะของแรงงาน โดยเชื่อมโยงกำลังแรงงานกับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ผ่านโครงการที่เรียกว่า “Skill Bridge” ซึ่งทำหน้าที่เชื่อมสะพานระหว่างกำลังแรงงานกับทักษะใหม่ที่จำเป็น
โดยในฐานะประธานบอร์ด BOI นายเอกนิติได้พยายามผลักดันให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เข้ามาต้องเชื่อมโยงกับการยกระดับทักษะของแรงงานไทย ซึ่งจะช่วยให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้นและมีทักษะที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต นายเอกนิติ ระบุว่า แนวทางนี้คือการปฏิรูประบบการศึกษา โดยให้ความสำคัญกับการฝึกอาชีพ (Vocational Training) มากขึ้น แต่เป็นการฝึกอาชีพที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ
ประเด็นสุดท้ายที่นายเอกนิติเน้นย้ำในเรื่องการลงทุนคือการปลดล็อกอุปสรรคด้วยการลดระเบียบและขั้นตอนราชการที่ไม่จำเป็น โดยรัฐบาลตระหนักว่าจำเป็นต้องขจัดคอขวดและ Red Tape อย่างจริงจัง ทั้งนี้ด้วยอานิสงส์ของเสถียรภาพทางการเมืองที่มั่นคงในปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลมีเสียงข้างมากในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าลดระเบียบต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีแผนจะผลักดันกฎหมายรวมที่เรียกว่า “Omnibus Law” ภายใต้นโยบายใหม่ ซึ่งจะเป็นกฎหมายที่ช่วยกำจัด Red Tape โดยเฉพาะสำหรับการลงทุน
ความสำเร็จในเชิงตัวเลขของแนวทางนี้คือโครงการ “Fast-Track FDI” ซึ่งเปิดตัวในช่วงเวลาสั้น ๆ ของไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา และได้ช่วยกระตุ้นการลงทุนในไตรมาสดังกล่าว โดยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 การลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนรวมกันขยายตัวราวร้อยละ 8 ในจำนวนนี้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวอย่างรวดเร็วและเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยผลักดันการเติบโตของเศรษฐกิจในไตรมาสดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะรักษาโมเมนตัมนี้ต่อเนื่องตลอด 4 ปีข้างหน้า
สำหรับประเด็นวิกฤตพลังงานที่เกิดจากสงครามในตะวันออกกลาง นายเอกนิติอธิบายว่าวิกฤตพลังงานส่งผ่านผลกระทบมายังเศรษฐกิจไทยผ่านสองช่องทางหลัก
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลตัดสินใจใช้วิกฤตครั้งนี้เป็นโอกาสในการปฏิรูปภาคเกษตรกรรม โดยภายใต้นโยบายใหม่ รัฐบาลวางแผนยกระดับเกษตรกรจากเดิมที่เพียงแค่ใส่ปุ๋ยสูตร NPK ลงในที่ดินเพาะปลูกโดยไม่มีการวิเคราะห์ ไปสู่การทำเกษตรอัจฉริยะอย่างแท้จริง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะรับผิดชอบในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยวิเคราะห์ลักษณะของที่ดิน เพื่อกำหนดว่าสูตรปุ๋ยแบบใดเหมาะสมกับพื้นที่เพาะปลูกแต่ละแปลง แทนที่จะใช้สูตรเดียวกันทั่วทั้งประเทศ ซึ่งเป็นการทำเกษตรแม่นยำ (Precision Smart Agriculture) ที่จะช่วยยกระดับผลิตภาพของที่ดิน
ในทำนองเดียวกัน วิกฤตราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นก็เป็นแรงผลักให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียน โดยรัฐบาลไทยได้จัดให้มีมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับครัวเรือนที่ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาบ้าน ซึ่งนายเอกนิติหวังว่ามาตรการนี้จะได้ผล เนื่องด้วยราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และในอนาคตรัฐบาลวางแผนยกระดับให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบโครงข่ายได้ แต่การจะทำเช่นนั้นได้จำเป็นต้องลงทุนในระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เป็นการรองรับ
นอกจากนี้ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายเอกนิติยังมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความยั่งยืนทางการคลังกับการให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน ซึ่งรัฐบาลวางแผนดำเนินงานในกรอบนโยบายที่เรียกว่าหลักการ 4T ได้แก่
นายเอกนิติระบุว่า กลไกการส่งมอบความช่วยเหลือตามหลักการ 4T จะอาศัยโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ประเทศไทยลงทุนมายาวนาน โดยรัฐบาลสามารถให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจงกับคนขับรถบรรทุกและผู้ได้รับผลกระทบได้ เนื่องจากประเทศไทยโชคดีที่ได้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลมาเป็นเวลาไม่น้อย จนมีระบบ “PromptPay” ซึ่งเป็นระบบรหัส QR ที่สามารถทำงานร่วมกันได้
ด้วยระบบนี้ รัฐบาลจึงสามารถจ่ายเงินอุดหนุนไปยังคนขับรถบรรทุกได้โดยตรง ด้วยการจับคู่ข้อมูลใบขับขี่ การชำระเงินผ่าน QR บัญชี และใบอนุญาตของคนขับรถบรรทุก เมื่อจับคู่ทุกอย่างเข้าด้วยกันแล้ว รัฐบาลก็สามารถจ่ายเงินได้โดยตรง
สำหรับกลุ่มผู้เปราะบาง รัฐบาลมีระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรูปแบบดิจิทัลอยู่แล้ว จึงสามารถจ่ายเงินให้โดยตรงได้ ด้วยระบบการชำระเงินดิจิทัลเช่นนี้ รัฐบาลจึงสามารถจ่ายเงินอุดหนุนได้ทันทีและสามารถตรวจสอบว่าผู้รับเงินใช้จ่ายอย่างไร โดยมีการออกแบบกระเป๋าเงินดิจิทัลเฉพาะสำหรับการอุดหนุนก๊าซ และในอนาคต นายเอกนิติ ได้สั่งการให้ทีมงานกลับไปออกแบบกระเป๋าเงินดิจิทัลอีกใบเฉพาะสำหรับน้ำมัน เพื่อให้การอุดหนุนแบบตรงเป้าทำได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ในสถานการณ์ที่ระบบพหุภาคีกำลังเสื่อมถอย นายเอกนิติมองว่าอาเซียนสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์มากขึ้น โดยชี้ว่าปริมาณการค้าภายในกลุ่มอาเซียนในปัจจุบันยังอยู่ในระดับเพียงร้อยละ 22 ถึง 25 ซึ่งถือว่าต่ำและยังมีช่องว่างให้พัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะในหมวดสินค้าสำเร็จรูป อาเซียนจึงจำเป็นต้องเร่งการบูรณาการทางการค้าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นประธานด้านการบูรณาการดิจิทัล ซึ่งเป็นโอกาสอันดีในการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลร่วม ทั้งระบบระบุตัวตนดิจิทัล (Digital ID) ระบบการชำระเงินดิจิทัล และธรรมาภิบาลข้อมูล เพื่อวางรากฐานให้เกิดบริการแบบแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน (Shared Services) และส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมข้ามพรมแดน
ในประเด็นดังกล่าว นายเอกนิติหยิบยกกรณีความร่วมมือระหว่าง PromptPay ของไทยกับ PayNow ของสิงคโปร์ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงการชำระเงินผ่าน QR Code ข้ามพรมแดนและอำนวยความสะดวกต่อภาคการท่องเที่ยวระหว่างสองประเทศได้ พร้อมตั้งคำถามว่าเหตุใดอาเซียนจึงไม่ขยายรูปแบบความร่วมมือนี้ให้ครอบคลุมทั้งภูมิภาค เพื่อสร้างระบบ QR Code ที่ทำงานร่วมกันได้ (Interoperable QR Codes) ระหว่างประเทศสมาชิกทุกประเทศ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นการท่องเที่ยว การแลกเปลี่ยน และการชำระเงินระหว่างประเทศอาเซียนซึ่งมีประชากรรวมกันจำนวนมหาศาลและยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นายเอกนิติยอมรับว่าความร่วมมือทางการค้าของอาเซียนนั้นมีรากฐานที่แข็งแกร่งจากเขตการค้าเสรีอาเซียน แต่ในด้านการบูรณาการทางการเงินยังจำเป็นต้องทำได้ดีกว่าที่เป็นอยู่มาก
เมื่อถูกถามถึงความท้าทายทางการเมืองภายในภูมิภาค ทั้งเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา และสถานการณ์สงครามกลางเมืองในเมียนมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุว่า ตนมิได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประเด็นทางการเมือง แต่ยืนยันว่าอาเซียนยังคงดำรงอยู่และมีความจำเป็น เพราะประเทศไทยมีพรมแดนติดกับทั้งเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงทางภูมิศาสตร์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ดังนั้น ในมิติของการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเงิน อาเซียนจึงต้องเป็นเวทีที่ใช้ทำงานร่วมกันต่อไปไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ตาม
อีกหนึ่งประเด็นที่ทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิดคือท่าทีของรัฐบาลต่อการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่ปัจจุบันกำหนดไว้ในระดับร้อยละ 70 โดยนายเอกนิติเผยว่ารัฐบาลกำลังพิจารณารายละเอียดว่าควรจะมีการปรับเพิ่มเพดานดังกล่าวหรือไม่ ภายใต้สถานการณ์วิกฤตที่ประเทศกำลังเผชิญ แต่ก็ย้ำว่าวินัยทางการคลังยังคงเป็นแกนหลักของการดำเนินนโยบายการคลัง
ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าการถกเถียงเรื่องตัวเลขเพดานจึงเป็นคำถามที่ว่า หากต้องปรับเพิ่มเพดานจริง เงินงบประมาณที่เพิ่มขึ้นนั้นจะถูกใช้ไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพียงใด โดยในมุมมองของนายเอกนิติ เม็ดเงินดังกล่าวควรถูกจัดสรรไปเพื่อการเปลี่ยนผ่านและการปฏิรูปเศรษฐกิจ ทั้งการลดการพึ่งพาน้ำมันไปสู่พลังงานหมุนเวียน และการยกระดับทักษะของกลุ่มเปราะบาง
ในแง่ของตัวเลข ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณร้อยละ 66 ของจีดีพี ซึ่งรวมถึงหนี้ของรัฐบาลกลางที่อยู่ที่ราวร้อยละ 60 โดยนายเอกนิติเน้นย้ำว่าประเทศไทยมีวินัยทางการคลังที่โปร่งใสอย่างยิ่ง เพราะได้รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจและหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งเป็นมรดกจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 เข้ามาในการคำนวณหนี้สาธารณะด้วย แตกต่างจากประเทศอื่น ๆ ที่อาจไม่รวมรายการเหล่านี้ ซึ่งทำให้ระดับหนี้ของไทยยังคงต่ำกว่าประเทศเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ
นายเอกนิติชี้ว่าหากรัฐบาลไม่ดำเนินการใด ๆ และไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็จะยังคงเพิ่มขึ้นอยู่ดี การใช้เงินงบประมาณเพื่อการเปลี่ยนผ่านและปฏิรูปจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการนิ่งเฉย
สำหรับคำวิจารณ์ที่ว่าประเทศไทยอาจเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย” (The Sick Man of Asia) นายเอกนิติกล่าวว่าข้อวิจารณ์ดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของประเทศ ซึ่งเป็นเหตุผลที่รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการลงทุนในทุนมนุษย์และโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อชดเชยส่วนที่ประเทศตกขบวนมาเป็นเวลานาน
ส่วนข้อกังวลเรื่องการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนอาจทำให้ไทยพึ่งพาจีนมากเกินไป นายเอกนิติระบุว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพเป็นเกณฑ์หลักในการคัดเลือกคู่ค้า แผงโซลาร์ที่ใช้ในประเทศมาจากทั้งสวีเดน จีน และประเทศอื่น ๆ ที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้า ขณะเดียวกันรัฐบาลก็วางแผนสร้างอุตสาหกรรมผลิตแผงโซลาร์ในประเทศผ่านช่องทาง FDI เพื่อลดการพึ่งพานำเข้าและสร้างห่วงโซ่คุณค่าของไทยเอง
ในฐานะเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก ประเทศไทยได้กำหนดธีมของการประชุมไว้ว่า “Thailand’s New Horizons: Empowering People and Building Resilience” ซึ่งนายเอกนิติมองว่าเป็นธีมที่สอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันอย่างยิ่ง เพราะทุกประเทศกำลังก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ที่ซึ่งโลกแตกแยกและความมั่นคงในทุกมิติกลายเป็นประเด็นสำคัญสูงสุด ทั้งความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร ไปจนถึงความมั่นคงทางดิจิทัลในมิติของการป้องกันการฉ้อโกงและมิจฉาชีพออนไลน์
โดยประเทศไทยมีความพร้อมที่จะเป็นกรณีศึกษาให้แก่ประเทศอื่น ๆ ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การชำระเงินดิจิทัล และการเงินดิจิทัล ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้ทำงานร่วมกับไอเอ็มเอฟในการจัดทำพิมพ์เขียวด้านการเงินดิจิทัล
ในมิติของการเสริมพลังให้ประชาชน นายเอกนิติย้อนรำลึกว่าประเทศไทยได้ผ่านบททดสอบที่หนักหน่วงมาหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2540 ที่มีจุดกำเนิดในประเทศไทยเอง วิกฤตการเงินโลกในปี 2550 ถึง 2551 และวิกฤตโควิด-19
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ประเทศไทยสามารถเป็นกรณีศึกษาของความสามารถในการฟื้นตัวและการยืนหยัดของประชาชนได้เป็นอย่างดี โดยในการประชุมประจำปีครั้งนี้ซึ่งเป็นครั้งแรกของการจัดในประเทศไทยนับตั้งแต่ปี 2534 รัฐบาลได้วางแผนจัดกิจกรรมที่จะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนจากจังหวัดต่าง ๆ ได้มาบอกเล่าประสบการณ์การก้าวข้ามวิกฤตในอดีต เพื่อแสดงให้เห็นถึงพลังและความยืดหยุ่นของสังคมไทยในระดับรากฐาน
ในประเด็นสุดท้ายว่าด้วยการสร้างความยืดหยุ่น นายเอกนิติเน้นย้ำว่าเป็นหัวใจของธีมการประชุมในปีนี้ เพราะการที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ขอบฟ้าใหม่ที่ไม่แน่นอน ทุกประเทศจำเป็นต้องสร้างความยืดหยุ่นทั้งในมิติของความมั่นคงทางพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และความมั่นคงทางดิจิทัล