
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกโรงเตือนว่า โลกอาจต้องเผชิญ "ภาวะขาดแคลนน้ำมัน" ภายในปีนี้ แม้ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะคลี่คลายลงได้ในเร็ววันก็ตาม สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า ผลพวงของสงครามได้ลุกลามเกินกรอบความเสียหายระยะสั้น และเริ่มสั่นคลอนเสถียรภาพของระบบพลังงานโลกในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน
ไม่เพียงเท่านั้น IMF ยังส่งสัญญาณเตือนไปถึงแนวนโยบายการคลังของรัฐบาลทั่วโลก โดยชี้ว่า รัฐบาลไม่ควรรีบอัดฉีดงบประมาณแบบ "ใช้จ่ายเกินตัว" เพื่อพยุงค่าครองชีพของประชาชนจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากหลายประเทศมีฐานะการคลังที่ "ตึงตัวอยู่แล้ว" ตั้งแต่ก่อนสงครามจะปะทุ และการทุ่มเม็ดเงินเพิ่มเติมในช่วงนี้ อาจเป็นแรงผลักให้สถานะการคลังขยับเข้าใกล้ "จุดวิกฤต" เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้
เมื่อมองในภาพที่กว้างขึ้น เศรษฐกิจโลกซึ่งเคยมีแรงส่งจากการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ กำลังถูกแรงกระแทกจากสงครามอย่างฉับพลัน จากเดิมที่ IMF เคยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ดีกว่าคาด ขณะนี้กลับต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติของราคาพลังงาน แรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป
แม้ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด ที่สงครามสามารถยุติลงได้อย่างรวดเร็ว IMF ก็ยังยืนยันว่าโลกคงหลีกเลี่ยงภาวะอุปทานน้ำมันตึงตัวตลอดทั้งปีไปไม่พ้น โดย ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแร็งชาส์ (Pierre-Olivier Gourinchas) หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ IMF กล่าวว่า "ต่อให้ทุกอย่างยุติลงคืนนี้ และพรุ่งนี้เราเปิดช่องแคบฮอร์มุซได้อีกครั้ง โลกก็ยังต้องเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันในปีนี้อยู่ดี"
ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ยิ่งตอกย้ำว่าสถานการณ์รุนแรงเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้ โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา อุปทานน้ำมันโลกหายไปถึง 10.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่ง IEA ระบุว่าเป็น "การหยุดชะงักครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์" เป็นผลโดยตรงจากการที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยพฤตินัย ซึ่งถือเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่รองรับอุปทานราวหนึ่งในห้าของโลก
แม้ IEA จะยังไม่ฟันธงว่าปีนี้โลกจะเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำมันเต็มรูปแบบ แต่ได้ปรับลดคาดการณ์อุปทานลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าอุปทานจะเกินความต้องการเพียง 441,000 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น ลดลงอย่างฮวบฮาบจากตัวเลข 2.4 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เคยประเมินไว้ในรายงานฉบับเดือนมีนาคม สะท้อนว่าตลาดน้ำมันโลกกำลังเคลื่อนเข้าสู่ภาวะตึงตัวอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่น้ำมันดิบเท่านั้น แต่ยังลามไปถึงสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอื่น ๆ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ฮีเลียม และปุ๋ย ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยการผลิตหลักของหลายอุตสาหกรรม ส่งผลให้หลายประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก เริ่มเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิง ขณะที่ต้นทุนการผลิตก็ขยับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหน้าที่สงครามจะปะทุ IMF เคยประเมินว่าเศรษฐกิจโลกกำลังอยู่ในจังหวะฟื้นตัวที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยได้แรงหนุนจากความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีของสหรัฐฯ ที่เริ่มคลี่คลายลง ประกอบกับกระแส "การลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI)" ที่ขยายตัวอย่างร้อนแรง ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นและจุดประกายกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาคให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง
ทว่าภาพดังกล่าวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อความขัดแย้งปะทุขึ้น โดย IMF ระบุในรายงาน World Economic Outlook ฉบับล่าสุดว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกได้ "มืดมนลงอย่างฉับพลัน" พร้อมเตือนว่าสงครามครั้งนี้อาจลุกลามบานปลายไปสู่วิกฤตพลังงาน "ในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน" ซึ่งจะส่งแรงสั่นสะเทือนเป็นวงกว้างต่อทั้งการเติบโตและเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจโลกโดยรวม
ด้วยเหตุนี้ IMF จึงปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 ลงมาอยู่ที่ระดับ 3.1% หรือลดลง 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์จากประมาณการเดิมในเดือนมกราคม ภายใต้สมมติฐานหลักที่ว่าสงครามจะ "ไม่ยืดเยื้อ" ขณะเดียวกันก็คาดว่าเงินเฟ้อโลกจะขยับขึ้นแตะระดับ 4.4% ในปีนี้ สะท้อนแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่กำลังไหลผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง
และหากมองในฉากทัศน์ที่เลวร้ายยิ่งขึ้น IMF เตือนว่า หากสงครามลากยาว และราคาน้ำมันรวมถึงก๊าซธรรมชาติพุ่งขึ้น 100-200% จากระดับเดือนมกราคม พร้อมทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องไปจนถึงปี 2570 เศรษฐกิจโลกอาจเติบโตได้เพียง 2% เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่จ่อเส้น "ภาวะถดถอยโลก" อย่างมีนัยสำคัญ โดย IMF ชี้ว่าการเติบโตที่ต่ำกว่า 2% เคยเกิดขึ้นเพียง 4 ครั้งเท่านั้นนับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา
ปัจจุบัน ผลกระทบจากสงครามเริ่มส่งผ่านไปยังเศรษฐกิจจริงในหลายประเทศ โดยเฉพาะด้านราคาพลังงานและค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง หลายประเทศเริ่มเผชิญภาวะเชื้อเพลิงตึงตัว ขณะที่ราคาสินค้าที่ใช้ปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบเพิ่มขึ้น ซึ่งยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันเงินเฟ้อในระบบเศรษฐกิจ
จิม ชาลเมอร์ส (Jim Chalmers) รัฐมนตรีคลังออสเตรเลีย เตือนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ “ช่วงเวลาที่อันตรายอย่างยิ่ง” จากผลของสงครามในตะวันออกกลาง โดยแม้ออสเตรเลียจะอยู่ในสถานะที่พร้อมรับมือมากกว่าหลายประเทศ แต่ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงแรงกระแทกจากวิกฤตครั้งนี้ได้
รัฐบาลออสเตรเลียคาดว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอลงในปีนี้ โดยชาลเมอร์สระบุว่า “ประชาชนไม่ได้เป็นผู้เลือกให้เกิดสงครามนี้ แต่กลับต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจที่สูงมาก” สะท้อนภาระที่กำลังตกอยู่กับภาคครัวเรือนทั่วโลก
ในด้านนโยบาย รัฐบาลออสเตรเลียได้ตัดสินใจลดภาษีน้ำมันเบนซินและดีเซลลงครึ่งหนึ่งเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน อย่างไรก็ตาม IMF ยังคงย้ำว่ามาตรการลักษณะนี้ต้องดำเนินด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบต่อเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว
ชาลเมอร์สมีกำหนดเดินทางเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G20 รวมถึงหารือกับ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน โดยระบุว่าจะร่วมกับผู้นำเศรษฐกิจโลกเรียกร้องให้ยุติสงครามโดยเร็วที่สุด พร้อมเตือนว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตครั้งนี้จะยังคงดำเนินต่อไป “อีกระยะหนึ่ง” แม้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม
ที่มา: CNN