Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สงครามพังเศรษฐกิจเมียนมา ส่งออกต่ำ น้ำมันขึ้น 50% รัฐชุบตัว ลดโทษซูจี
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สงครามพังเศรษฐกิจเมียนมา ส่งออกต่ำ น้ำมันขึ้น 50% รัฐชุบตัว ลดโทษซูจี

18 เม.ย. 69
11:39 น.
แชร์

ความเคลื่อนไหวล่าสุดในย่างกุ้งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอาเซียน เมื่อรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่แต่หน้าเดิม “มิน อ่อง หล่าย” ประกาศลดโทษจำคุกให้นางอองซานซูจีลง 1 ใน 6 พร้อมอภัยโทษนักโทษอีกกว่า 4,000 ราย ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองปีใหม่เมียนมาที่ดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณ "ประนีประนอม" ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021

นักวิเคราะห์ต่างมองว่า นี่ไม่ใช่ความเมตตาที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็น "หมากบังคับ" ทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งและล้างภาพจำความเป็นเผด็จการทหาร การสลัดเครื่องแบบมาสวมสูทในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร เป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมเพื่อเปิดประตูบานเดิมที่เคยถูกปิดตายจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เศรษฐกิจเมียนมาตกอยู่ในสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า 'ภาวะถดถอยของการพัฒนา' (De-development) โดยท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันในเมียนมาพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ขณะที่ปริมาณการจัดหาลดลง 10%

หลายฝ่ายเชื่อว่า รัฐบาลเมียนมากำลังพยายามล้างเครื่องใหม่เพื่อเร่งแก้สภาวะการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต เมียนมาในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง และถูกตัดขาดจากห่วงโซ่อุปทานโลก Spotlight ชวนวิเคราะห์ท่าทีรัฐบาลเมียนมา เหตุใดจึงอภัยโทษครั้งใหญ่ และสภาวะเศรษฐกิจเมียนมาวิกฤตขนาดไหน

ปฏิบัติการชุบตัว: ลดโทษ "ซูจี" เพื่อแก้ภาพลักษณ์

ทนายความของนางออง ซาน ซู จี เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายนว่า รัฐบาลเมียนมาได้ทำการลดโทษจำคุกให้แก่เธอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอภัยโทษครั้งใหญ่ เดิมเธอต้องโทษจำคุกรวม 27 ปี จากความผิดหลายกระทง เหลือเพียง 22 ปีเศษ ซึ่งปัจจุบัน นางอองซานซูจีมีอายุ 80 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นสุดการพิจารณาคดีครั้งล่าสุด เธอไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย และยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าปัจจุบันเธอถูกคุมขังอยู่ที่ใด

ในการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์เมื่อปี 2025 นายคิม อาริส บุตรชายของเธอ กล่าวว่า เขาได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานะของมารดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทราบว่าสุขภาพของเธอกำลังเสื่อมถอยลง

นอกจากนางออง ซาน ซู จีแล้ว รัฐบาลยังได้คืนอิสรภาพให้แก่ นายวิน มยินต์ อดีตประธานาธิบดีและพันธมิตรคนสำคัญที่ถูกโค่นล้มไปพร้อมกันในรัฐประหารปี 2021 โดยระบุว่าเป็นการได้รับอภัยโทษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด พร้อมกับการปล่อยตัวนักโทษอีกกว่า 4,335 ราย ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติ 179 ราย

อย่างไรก็ตาม สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ยืนยันว่าภาพความใจกว้างนี้เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะยังมีผู้คนอีกกว่า 30,000 คนที่ยังถูกจองจำในข้อหาทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งรวมถึงสมาชิกพรรค NLD และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่ยังถูกตัดขาดจากอิสรภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการปล่อยตัวครั้งนี้ถูกใช้อย่างมีนัยแอบแฝงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าความต้องการคืนความยุติธรรม

จังหวะนรกของผู้นำเมียนมา เจอวิกฤตพลังงานโลกรับรัฐบาลใหม่

ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ถูกขนานนามจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์ว่าเป็น "Economic Demolition Man" หรือจอมทำลายล้างเศรษฐกิจ เขาเปลี่ยนประเทศที่เคยรุ่งเรืองให้กลายเป็นรัฐที่ล้มละลายทางนโยบาย นำพาเมียนมาไปสู่สภาวะ "ถดถอยของการพัฒนา" ที่เน้นใช้ทรัพยากรของชาติเพื่อความอยู่รอดของกองทัพมากกว่าปากท้องประชาชน

แม้เขาจะพยายามล้างเครื่องใหม่หวังดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติหลังชุบตัวเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ทุกอย่างกลับต้องเผชิญกับ "จังหวะนรก" เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานในประเทศให้ดิ่งเหวลงไปอีก

สงครามอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 50% และปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง 10% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมียนมาที่ไม่มีคลังสำรองและต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกลั่นเกือบทั้งหมด ปัจจุบันราคาน้ำมันในเมียนมาพุ่งทะยานจนทำให้การคมนาคมเกือบเป็นอัมพาต เที่ยวบินภายในประเทศหลายเที่ยวต้องระงับบิน ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศต้องไปแวะเติมน้ำมันที่ต่างประเทศแทนเนื่องจากน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่ตามท้องถนน ประชาชนต้องเข้าคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด

รัฐบาลทหารตอบโต้ความล้มเหลวนี้ด้วยมาตรการที่ยิ่งบีบคั้นประชาชน เช่น การนำระบบ "วันคู่-วันคี่" และคิวอาร์โค้ดมาใช้จำกัดการเติมน้ำมันเพียง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในย่างกุ้งมีการประกาศ "ตัดไฟสลับพื้นที่" ทุก 4 ชั่วโมงเพื่อให้ความสำคัญกับเขตอุตสาหกรรมก่อน แต่โรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะภาคสิ่งทอที่ต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซลก็แบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องทยอยปิดตัวลง

ท่ามกลางความพยายามโชว์ผลงานของรัฐบาลใหม่ แต่ภาคส่วนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของคนเมียนมาอย่าง "การเกษตร" และ "การส่งออก" กลับกำลังเผชิญกับพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ

กระดูกสันหลังหักสะบั้น: วิกฤตส่งออกและหายนะภาคเกษตร

แม้เมียนมาจะตั้งเป้าโกยรายได้จากการส่งออกพืชผลหลักอย่าง ถั่ว ข้าวโพด และงา ให้ได้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2025-2026 นี้ และสามารถทำยอดส่งออกไปแล้วกว่า 2.4 ล้านตันในช่วง 10 เดือนแรก แต่ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้กลับสวนทางกับความจริงในไร่นา

เกษตรกรกำลังเผชิญกับต้นทุนที่แบกไม่ไหว ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ปริมาณปุ๋ยในตลาดโลกหายไปถึง 20-30% เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามอิหร่าน ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญภาวะปุ๋ยแพงแต่ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่รถแทรกเตอร์กว่า 80% ทั่วประเทศต้องจอดสนิทในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสำคัญเพราะไม่มีน้ำมันดีเซลเติม กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดการเน่าเสียของผลผลิตคาไร่

ด้านการส่งออกที่เมียนมาพึ่งพาสินค้าเครื่องนุ่งห่มมาโดยตลอด อุตสาหกรรมนี้ก็ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย

ภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่ที่สุดอย่าง เครื่องนุ่งห่ม (CMP) เคยสร้างรายได้มหาศาล กำลังเผชิญกับภาวะถดถอย เพราะเงินตราต่างประเทศที่หามาได้กลับถูกธนาคารกลางเมียนมา (CBM) บังคับจัดสรรถึง 75% เพื่อนำไปใช้ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธปัจจัยทางการทหาร ทำให้เจ้าของโรงงานไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการนำเข้าวัตถุดิบ

ข้อมูลล่าสุดจาก WTO และ IMF ระบุว่า เมียนมาต้องพึ่งพาคู่ค้าหลักเพียงไม่กี่ราย โดยเฉพาะจีน (สัดส่วนรายได้จากการส่งออก 33.5%) และ ไทย (สัดส่วน 9.4%) ในขณะที่การค้ากับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และยุโรปถูกจำกัดด้วยกำแพงภาษีที่พุ่งสูงถึง 40% จากมาตรการคว่ำบาตร ส่งผลให้ธนาคารโลก ปรับลดคาดการณ์ GDP ของเมียนมาในปี 2025-2026 ลงสู่สภาวะ "ติดลบ 2.5%" ตอกย้ำภาพจำของประธานาธิบดีหน้าใหม่ที่กำลังบริหารประเทศบนกองซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ


แชร์
สงครามพังเศรษฐกิจเมียนมา ส่งออกต่ำ น้ำมันขึ้น 50% รัฐชุบตัว ลดโทษซูจี