
ความเคลื่อนไหวล่าสุดในย่างกุ้งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วอาเซียน เมื่อรัฐบาลเมียนมาภายใต้การนำของประธานาธิบดีคนใหม่แต่หน้าเดิม “มิน อ่อง หล่าย” ประกาศลดโทษจำคุกให้นางอองซานซูจีลง 1 ใน 6 พร้อมอภัยโทษนักโทษอีกกว่า 4,000 ราย ท่ามกลางบรรยากาศการเฉลิมฉลองปีใหม่เมียนมาที่ดูเหมือนจะเป็นการส่งสัญญาณ "ประนีประนอม" ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021
นักวิเคราะห์ต่างมองว่า นี่ไม่ใช่ความเมตตาที่เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็น "หมากบังคับ" ทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิความขัดแย้งและล้างภาพจำความเป็นเผด็จการทหาร การสลัดเครื่องแบบมาสวมสูทในฐานะประมุขฝ่ายบริหาร เป็นความพยายามสร้างความชอบธรรมเพื่อเปิดประตูบานเดิมที่เคยถูกปิดตายจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เศรษฐกิจเมียนมาตกอยู่ในสภาวะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า 'ภาวะถดถอยของการพัฒนา' (De-development) โดยท่ามกลางวิกฤตพลังงานโลกที่เกิดขึ้นจากสงครามอิหร่าน ทำให้ราคาน้ำมันในเมียนมาพุ่งสูงขึ้นถึง 50% ขณะที่ปริมาณการจัดหาลดลง 10%
หลายฝ่ายเชื่อว่า รัฐบาลเมียนมากำลังพยายามล้างเครื่องใหม่เพื่อเร่งแก้สภาวะการขาดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจนถึงขั้นวิกฤต เมียนมาในปัจจุบันกำลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อพุ่งสูง และถูกตัดขาดจากห่วงโซ่อุปทานโลก Spotlight ชวนวิเคราะห์ท่าทีรัฐบาลเมียนมา เหตุใดจึงอภัยโทษครั้งใหญ่ และสภาวะเศรษฐกิจเมียนมาวิกฤตขนาดไหน
ทนายความของนางออง ซาน ซู จี เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายนว่า รัฐบาลเมียนมาได้ทำการลดโทษจำคุกให้แก่เธอ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอภัยโทษครั้งใหญ่ เดิมเธอต้องโทษจำคุกรวม 27 ปี จากความผิดหลายกระทง เหลือเพียง 22 ปีเศษ ซึ่งปัจจุบัน นางอองซานซูจีมีอายุ 80 ปีแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังสิ้นสุดการพิจารณาคดีครั้งล่าสุด เธอไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเลย และยังไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าปัจจุบันเธอถูกคุมขังอยู่ที่ใด
ในการให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์เมื่อปี 2025 นายคิม อาริส บุตรชายของเธอ กล่าวว่า เขาได้รับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับสถานะของมารดาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ทราบว่าสุขภาพของเธอกำลังเสื่อมถอยลง
นอกจากนางออง ซาน ซู จีแล้ว รัฐบาลยังได้คืนอิสรภาพให้แก่ นายวิน มยินต์ อดีตประธานาธิบดีและพันธมิตรคนสำคัญที่ถูกโค่นล้มไปพร้อมกันในรัฐประหารปี 2021 โดยระบุว่าเป็นการได้รับอภัยโทษภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด พร้อมกับการปล่อยตัวนักโทษอีกกว่า 4,335 ราย ซึ่งรวมถึงชาวต่างชาติ 179 ราย
อย่างไรก็ตาม สมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมือง (AAPP) ยืนยันว่าภาพความใจกว้างนี้เป็นเพียงส่วนน้อย เพราะยังมีผู้คนอีกกว่า 30,000 คนที่ยังถูกจองจำในข้อหาทางการเมืองนับตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งรวมถึงสมาชิกพรรค NLD และนักเคลื่อนไหวจำนวนมากที่ยังถูกตัดขาดจากอิสรภาพ สะท้อนให้เห็นว่าการปล่อยตัวครั้งนี้ถูกใช้อย่างมีนัยแอบแฝงเพื่อเป้าหมายทางการเมืองมากกว่าความต้องการคืนความยุติธรรม
ก่อนจะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีมิน อ่อง หล่าย ถูกขนานนามจากเหล่านักเศรษฐศาสตร์ว่าเป็น "Economic Demolition Man" หรือจอมทำลายล้างเศรษฐกิจ เขาเปลี่ยนประเทศที่เคยรุ่งเรืองให้กลายเป็นรัฐที่ล้มละลายทางนโยบาย นำพาเมียนมาไปสู่สภาวะ "ถดถอยของการพัฒนา" ที่เน้นใช้ทรัพยากรของชาติเพื่อความอยู่รอดของกองทัพมากกว่าปากท้องประชาชน
แม้เขาจะพยายามล้างเครื่องใหม่หวังดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติหลังชุบตัวเป็นรัฐบาลพลเรือน แต่ทุกอย่างกลับต้องเผชิญกับ "จังหวะนรก" เมื่อสงครามอิหร่านปะทุขึ้น ซ้ำเติมวิกฤตพลังงานในประเทศให้ดิ่งเหวลงไปอีก
สงครามอิหร่านทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นถึง 50% และปริมาณน้ำมันในตลาดลดลง 10% ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเมียนมาที่ไม่มีคลังสำรองและต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันกลั่นเกือบทั้งหมด ปัจจุบันราคาน้ำมันในเมียนมาพุ่งทะยานจนทำให้การคมนาคมเกือบเป็นอัมพาต เที่ยวบินภายในประเทศหลายเที่ยวต้องระงับบิน ส่วนเที่ยวบินระหว่างประเทศต้องไปแวะเติมน้ำมันที่ต่างประเทศแทนเนื่องจากน้ำมันในประเทศไม่เพียงพอ ส่งผลให้ราคาตั๋วเครื่องบินพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า ขณะที่ตามท้องถนน ประชาชนต้องเข้าคิวเติมน้ำมันยาวเหยียด
รัฐบาลทหารตอบโต้ความล้มเหลวนี้ด้วยมาตรการที่ยิ่งบีบคั้นประชาชน เช่น การนำระบบ "วันคู่-วันคี่" และคิวอาร์โค้ดมาใช้จำกัดการเติมน้ำมันเพียง 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในย่างกุ้งมีการประกาศ "ตัดไฟสลับพื้นที่" ทุก 4 ชั่วโมงเพื่อให้ความสำคัญกับเขตอุตสาหกรรมก่อน แต่โรงงานจำนวนมากโดยเฉพาะภาคสิ่งทอที่ต้องพึ่งพาเครื่องปั่นไฟดีเซลก็แบกรับต้นทุนไม่ไหวจนต้องทยอยปิดตัวลง
ท่ามกลางความพยายามโชว์ผลงานของรัฐบาลใหม่ แต่ภาคส่วนที่เปรียบเสมือนลมหายใจของคนเมียนมาอย่าง "การเกษตร" และ "การส่งออก" กลับกำลังเผชิญกับพายุที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ
แม้เมียนมาจะตั้งเป้าโกยรายได้จากการส่งออกพืชผลหลักอย่าง ถั่ว ข้าวโพด และงา ให้ได้ถึง 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีงบประมาณ 2025-2026 นี้ และสามารถทำยอดส่งออกไปแล้วกว่า 2.4 ล้านตันในช่วง 10 เดือนแรก แต่ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้กลับสวนทางกับความจริงในไร่นา
เกษตรกรกำลังเผชิญกับต้นทุนที่แบกไม่ไหว ราคาปุ๋ยยูเรียพุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ปริมาณปุ๋ยในตลาดโลกหายไปถึง 20-30% เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซจากสงครามอิหร่าน ทำให้เกษตรกรต้องเผชิญภาวะปุ๋ยแพงแต่ราคาข้าวตกต่ำ ขณะที่รถแทรกเตอร์กว่า 80% ทั่วประเทศต้องจอดสนิทในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวสำคัญเพราะไม่มีน้ำมันดีเซลเติม กลายเป็นความเสี่ยงที่จะเกิดการเน่าเสียของผลผลิตคาไร่
ด้านการส่งออกที่เมียนมาพึ่งพาสินค้าเครื่องนุ่งห่มมาโดยตลอด อุตสาหกรรมนี้ก็ต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ภาคอุตสาหกรรมส่งออกที่ใหญ่ที่สุดอย่าง เครื่องนุ่งห่ม (CMP) เคยสร้างรายได้มหาศาล กำลังเผชิญกับภาวะถดถอย เพราะเงินตราต่างประเทศที่หามาได้กลับถูกธนาคารกลางเมียนมา (CBM) บังคับจัดสรรถึง 75% เพื่อนำไปใช้ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงและยุทธปัจจัยทางการทหาร ทำให้เจ้าของโรงงานไม่มีเงินทุนหมุนเวียนในการนำเข้าวัตถุดิบ
ข้อมูลล่าสุดจาก WTO และ IMF ระบุว่า เมียนมาต้องพึ่งพาคู่ค้าหลักเพียงไม่กี่ราย โดยเฉพาะจีน (สัดส่วนรายได้จากการส่งออก 33.5%) และ ไทย (สัดส่วน 9.4%) ในขณะที่การค้ากับชาติตะวันตกอย่างสหรัฐฯ และยุโรปถูกจำกัดด้วยกำแพงภาษีที่พุ่งสูงถึง 40% จากมาตรการคว่ำบาตร ส่งผลให้ธนาคารโลก ปรับลดคาดการณ์ GDP ของเมียนมาในปี 2025-2026 ลงสู่สภาวะ "ติดลบ 2.5%" ตอกย้ำภาพจำของประธานาธิบดีหน้าใหม่ที่กำลังบริหารประเทศบนกองซากปรักหักพังทางเศรษฐกิจ