
สหรัฐฯ และอิหร่าน บรรลุข้อตกลงประวัติศาสตร์เตรียมลงนามสงบศึกอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ หลังปากีสถานประสบความสำเร็จในการเป็นตัวกลางเจรจายุติสงคราม พร้อมเตรียมเปิดเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกตอบรับด้วยการดิ่งลงทันที 4% โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ร่วงลงมาอยู่ที่ 83.81 ดอลลาร์ และน้ำมันดิบสหรัฐฯ ทรุดลง 4.7% แตะระดับ 80.89 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายช่วงเช้าที่ตลาดเอเชียวันนี้ (15 มิถุนายน 69)
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าสถานการณ์ในตลาดยังไม่นิ่งและพร้อมผันผวนได้ทุกเมื่อ เนื่องจากข้อตกลงฉบับเต็มยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดออกมา ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและสร้างความกระวนกระวายใจให้นักลงทุนตลอดทั้งสัปดาห์นี้
Spotlight เปิดเงื่อนไขเหล็ก 3 ข้อจากฝั่งอิหร่านที่ส่งผลโดยตรงต่อเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ พร้อมประเมินความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหม่ หลังพบอิสราเอลยังคงเดินหน้าปฏิบัติการทางทหาร และคำขู่ล่าสุดของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างผลประโยชน์ในตะวันออกกลางไปตลอดกาล
การบรรลุข้อตกลงครั้งนี้ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการโดยนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ แห่งปากีสถาน ในฐานะประเทศตัวกลางผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยผู้นำปากีสถานระบุว่า พิธีลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในทันทีหลังเสร็จสิ้นพิธี
ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตอกย้ำความสำเร็จครั้งนี้ผ่านการให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับ The New York Times โดยระบุว่าสหรัฐฯ จะทำการยกเลิกการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน เพื่อเปิดทางให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดใช้งานอีกครั้ง พร้อมทั้งโพสต์ข้อความสั้นสุดดุดันบนสื่อสังคมออนไลน์ว่า "Let the oil flow!" หรือ ปล่อยให้น้ำมันไหลเวียนได้เลย! เพื่อส่งสัญญาณบวกไปยังตลาดทุน
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังเปิดเผยเพิ่มเติมว่าข้อตกลงนี้จะช่วยรับประกันให้ช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นเส้นทางที่ "ปลอดค่าผ่านทางอย่างถาวร" แต่ในมุมมองของนักวิเคราะห์มองว่านี่อาจเป็นเพียงการสร้างความเชื่อมัน เรียกคะแนนทางการเมือง เนื่องจากเดิมทีอิหร่านไม่เคยมีการเรียกเก็บค่าผ่านทางใด ๆ ก่อนเกิดความขัดแย้ง ดีลนี้จึงเป็นเพียงการดึงสถานการณ์ให้กลับคืนสู่สภาวะปกติก่อนช่วงสงครามเท่านั้น
แม้ฝั่งสหรัฐฯ จะประกาศชัยชนะผ่านสื่อ แต่สำหรับกรุงเตหะรานแล้ว ดีลนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่มีเงื่อนไขผูกมัดอย่างแน่นหนา โดย คาเซม ฆารีบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกมาตอกย้ำผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลทันทีว่า การเจรจาด้านนิวเคลียร์รอบใหม่ระยะเวลา 60 วันระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อผูกพันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งมีเงื่อนไขเหล็ก 3 ข้อที่ต้องทำให้สำเร็จก่อน ดังนี้
ฆารีบาบาดี ระบุอย่างชัดเจนว่า การก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจาในกรอบ 60 วันนี้เป็นแบบ "มีเงื่อนไข" โดยอิหร่านจะเริ่มส่งคณะทำงานด้านเทคนิคเข้าเจรจารายละเอียดทันที ก็ต่อเมื่อมีการตรวจสอบจนมั่นใจแล้วว่าสหรัฐฯ ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันครบถ้วน โดยเฉพาะเงื่อนไขทางการเงินในการคืนเม็ดเงินหลายพันล้านดอลลาร์ดังกล่าว
แม้ข่าวดีลสงบศึกจะช่วยฉุดราคาน้ำมันดิบให้ร่วงลงมาจากจุดสูงสุดในช่วงสงครามที่ 120 ดอลลาร์ กลับลงมาอยู่ที่ระดับ 83.81 ดอลลาร์ แต่ความมั่นคงของซัพพลายเชนพลังงานโลกยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้าย เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวถึง 20% ของโลก แถมยังเพิ่งผ่านพ้นสภาวะถูกปิดตายมานาน นับตั้งแต่เหตุการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศต่ออิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์นี้จึงยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่นักลงทุนและภาคธุรกิจไม่อาจมองข้าม
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดคือท่าทีของอิสราเอลที่ยังคงนิ่งเฉยต่อข้อตกลงนี้ ซ้ำร้ายกองทัพอิสราเอลเพิ่งเปิดฉากโจมตีทางอากาศในกรุงเบรุตของเลบานอนไปเมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้าการประกาศดีลของทรัมป์ไม่นาน สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวและความตึงเครียดระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ และนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ซึ่งทรัมป์เพิ่งออกมาวิจารณ์ว่า เนทันยาฮูเป็น "คนที่รับมือยากมาก" พร้อมขู่สำทับว่าหากการเจรจานิวเคลียร์ในสัปดาห์ข้างหน้าล้มเหลว สหรัฐฯ พร้อมจะเปิดฉากโจมตีทางทหารอีกครั้ง หรือไม่ก็จะเข้าควบคุมภูมิภาคเพื่อหักรายได้ 20% แลกกับการเป็นผู้พิทักษ์ตะวันออกกลาง ซึ่งคำขู่เหล่านี้พร้อมจะจุดชนวนให้ตลาดพลังงานโลกกลับมาผันผวนรุนแรงได้ทุกเมื่อ