Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
‘มัทฉะจีน’ เตรียมผงาด พบคุณภาพใกล้ของญี่ปุ่น แต่ผลิตได้มากกว่า ถูกกว่า
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

‘มัทฉะจีน’ เตรียมผงาด พบคุณภาพใกล้ของญี่ปุ่น แต่ผลิตได้มากกว่า ถูกกว่า

16 เม.ย. 69
12:36 น.
แชร์

สมรภูมิอุตสาหกรรมมัทฉะโลกเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อ "มัทฉะจีน" ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงผู้เล่นระดับรอง เริ่มแสดงศักยภาพอย่างชัดเจนทั้งในแง่คุณภาพและกำลังการผลิต จนก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่ท้าทายเจ้าตลาดดั้งเดิมอย่างญี่ปุ่นโดยตรง 

สัญญาณของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมเมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในงานชิมแบบ blind tasting ซึ่งจัดขึ้นในเมืองเล็กๆ ไม่ไกลจากเมืองอุจิ จังหวัดเกียวโต พื้นที่ที่ถือเป็นเมืองหลวงแห่งชาของญี่ปุ่น และเป็นศูนย์กลางการผลิตมัทฉะระดับพรีเมียมของโลกมาช้านาน

บนโต๊ะยาวเรียงรายด้วยถ้วยกระเบื้องสีขาวเหมือนกันทุกใบราว 40 ใบ ปราศจากฉลาก ไม่มีการระบุแหล่งที่มา และไร้ชื่อเสียงใดๆ มาเป็นเครื่องชี้นำ พ่อค้าชารุ่นเก๋าและนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญผลัดกันยกถ้วยขึ้นสูดกลิ่นอย่างพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะจิบและปล่อยให้รสชาติค่อยๆ แผ่ซ่านบนปลายลิ้นทีละตัวอย่าง ขณะที่กลิ่นหอมสดชื่นคล้ายหญ้าอ่อนของผงมัทฉะที่ถูกตีจนเกิดฟองละเอียดลอยคลุ้งอยู่ทั่วห้อง

การทดสอบในวันนั้นไม่ใช่เพียงการประเมินรสชาติตามปกติ หากแต่เป็น "การประชันที่ไม่มีใครเอ่ยปาก" ระหว่างศักดิ์ศรีของวงการชาญี่ปุ่นที่สั่งสมมากว่าหลายศตวรรษ กับผู้ท้าชิงหน้าใหม่จากแผ่นดินจีน โดยคณะผู้เชี่ยวชาญได้ให้คะแนนมัทฉะกว่า 40 ตัวอย่างจากแหล่งผลิตต่างๆ ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากญี่ปุ่นและอีกครึ่งหนึ่งมาจากจีน ในสเกลคะแนนเต็ม 10

คุณภาพมัทฉะจีนเริ่มไล่ทันในตลาดแมส แม้ญี่ปุ่นยังครองจุดสูงสุดจากรากฐานกว่า 500 ปี

ผลการชิมที่ออกมาสะท้อนภาพอันน่าสนใจของอุตสาหกรรมมัทฉะในปัจจุบัน ที่มีทั้งมิติของความต่อเนื่องทางประเพณีและสัญญาณแห่งความเปลี่ยนแปลงปรากฏอยู่ในเวลาเดียวกัน กล่าวคือ มัทฉะจากญี่ปุ่นยังคงรักษาบัลลังก์ในระดับท็อปไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยตัวอย่างทั้ง 7 รายการที่ทำคะแนนสูงสุดในช่วง 9-10 คะแนน ทั้งในมิติด้านกลิ่นและรสชาติ ล้วนเป็นผลิตภัณฑ์จากแดนอาทิตย์อุทัยทั้งสิ้น

ความเหนือชั้นนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นผลพวงจากภูมิปัญญาที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ย้อนกลับไปได้ถึงยุคของพระเซน "เอไซ" (ค.ศ. 1141-1215) ผู้นำวัฒนธรรมการดื่มชาและเทคนิคการเพาะปลูกจากจีนกลับมาเผยแพร่ในญี่ปุ่นช่วงต้นสมัยคามาคุระ (ค.ศ. 1185-1333) และวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่วัฒนธรรมชาในหมู่นักรบซามูไร

ต่อมาในสมัยอาซูจิ-โมโมยามะ (ค.ศ. 1573-1603) เทคนิคการเพาะปลูกแบบคลุมร่ม (shade-growing) ได้ถือกำเนิดขึ้นที่เมืองอุจิ และกลายเป็นหัวใจสำคัญของการผลิตมัทฉะสมัยใหม่สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นประเพณีที่ญี่ปุ่นบ่มเพาะและพัฒนาต่อยอดมายาวนานกว่า 500 ปี และยังคงเป็นจุดแข็งที่ไม่อาจลอกเลียนได้ โดยเฉพาะในตลาดมัทฉะระดับพิธีชงชา (Ceremonial Grade) 

ทว่าเมื่อการจัดอันดับไล่เลียงลงมาสู่กลุ่มคะแนน 8 คะแนน ภาพการแข่งขันกลับเริ่มพลิกผัน มัทฉะจากจีนทยอยปรากฏชื่อติดอันดับอย่างต่อเนื่อง สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้เชี่ยวชาญในวงการอย่างมาก 

แม้แต่พ่อค้าชาจากอุจิเองยังยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ครั้งหนึ่งเขาเคยเชื่อมั่นว่ามัทฉะจีนด้อยกว่าของญี่ปุ่นอย่างเทียบกันไม่ติด แต่ในวันนี้มัทฉะจีนบางตัวอย่างที่ติดอันดับต้นๆ กลับ "ดีจนน่าตกใจ" ซึ่งเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าช่องว่างด้านคุณภาพระหว่างสองประเทศกำลังแคบลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มตลาดระดับกลางที่มีปริมาณความต้องการมหาศาล

จีนเร่งขยายกำลังผลิต-รับถ่ายทอดเทคโนโลยี ดันขึ้นเป็นคู่แข่งเต็มตัว

การยกระดับคุณภาพของมัทฉะจีนที่ปรากฏในเวทีทดสอบครั้งนี้เป็นผลลัพธ์ที่ตกผลึกจากการลงทุนเชิงอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ประกอบกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีข้ามพรมแดนตลอดช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านชาจากญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อยเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลไปยังจีนเพื่อให้คำปรึกษาด้านเทคนิคการผลิตอย่างใกล้ชิด ขณะที่ฝ่ายจีนเองก็เร่งอัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลในการก่อสร้างโรงงานผลิตขนาดใหญ่และขยายพื้นที่เพาะปลูกออกไปอย่างรวดเร็ว

แม้จะยังไม่มีสถิติอย่างเป็นทางการออกมายืนยัน แต่ผู้อยู่ในวงการประเมินว่าปัจจุบันจีนสามารถผลิตมัทฉะได้มากกว่า 5,000 ตันต่อปี ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ใกล้เคียงกับกำลังการผลิตของญี่ปุ่น และมีแนวโน้มที่จะแซงหน้าขึ้นเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลกในอนาคตอันใกล้ 

ผู้เชี่ยวชาญรายหนึ่งจากภูมิภาคคันไซ ซึ่งทำหน้าที่ที่ปรึกษาในจีนมาเกือบหนึ่งทศวรรษ เปิดเผยภาพที่ได้เห็นกับตาว่า ไร่ชาของจีนมีขนาดใหญ่โตอย่างเหลือเชื่อ "ทอดยาวจากยอดเขาหนึ่งไปสู่อีกฝั่งหนึ่งจนสุดสายตา" ยิ่งไปกว่านั้น อุตสาหกรรมชายังได้รับแรงสนับสนุนเชิงนโยบายจากรัฐบาลกลางอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ในขณะเดียวกัน บริษัทชั้นนำจากฝั่งตะวันตกจำนวนมากก็เริ่มหันมาเลือกใช้มัทฉะจากจีนเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มยอดนิยมอย่างมัทฉะลาเต้ สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับในระดับอุตสาหกรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ท่ามกลางอุปสงค์ทั่วโลกที่ทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง การส่งออกชาเขียวของญี่ปุ่นในปี 2568 พุ่งทะลุหลัก 10,000 ตันเป็นครั้งแรกในรอบ 71 ปี ขณะที่มูลค่าการส่งออกพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 98.2 แตะระดับ 35,700 ล้านเยน หรือคิดเป็นเงินประมาณ 223.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นอัตราการเติบโตที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับสินค้าเกษตรและประมงทุกหมวดหมู่ของญี่ปุ่น

ราคาถูกกว่า-ผลิตได้มากกว่า กดดันญี่ปุ่นท่ามกลางข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง

อีกหนึ่งแต้มต่อสำคัญที่ทำให้จีนก้าวขึ้นมาท้าทายบัลลังก์ของญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็วคือ "ปัจจัยด้านราคา" โดยมัทฉะจีนบางประเภทมีราคาถูกกว่าของญี่ปุ่นมากกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้สามารถเจาะตลาดขนาดใหญ่ในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและอาหารแปรรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดของอุตสาหกรรมมัทฉะในเวลานี้

ในทางตรงกันข้าม อุตสาหกรรมมัทฉะของญี่ปุ่นกลับกำลังเผชิญกับข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งพื้นที่เพาะปลูกที่มีอย่างจำกัด และปัญหาแรงงานภาคเกษตรที่มีอายุเฉลี่ยสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้การเร่งเพิ่มกำลังการผลิตให้ทันกับอุปสงค์โลกที่พุ่งทะยานเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะพยายามอย่างยิ่งในการใช้กระแสความนิยมมัทฉะทั่วโลกเป็นแรงขับเคลื่อนการส่งออกก็ตาม

นายโยริยูกิ นากามูระ ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ชา มหาวิทยาลัยชิซุโอกะ ออกมาส่งสัญญาณเตือนในประเด็นนี้ว่า "มัทฉะจีนกำลังจะกลายเป็นภัยคุกคามของมัทฉะญี่ปุ่นที่แท้จริง" พร้อมชี้ให้เห็นพัฒนาการที่ก้าวกระโดดว่า เมื่อ 6 ปีก่อน มัทฉะจีนยังด้อยกว่าของญี่ปุ่นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งในแง่ของสีสันและรสอูมามิ แต่ในปัจจุบันกลับพัฒนาไปอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ 

เขายังย้ำเตือนอีกว่า หากการแข่งขันในสมรภูมินี้แปรเปลี่ยนไปสู่ "สงครามราคา" อย่างเต็มรูปแบบเมื่อใด ญี่ปุ่นแทบจะไม่มีโอกาสเอาชนะได้เลย

ภายใต้บริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องเร่งปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาสายพันธุ์ชาใหม่ๆ การยกระดับเทคโนโลยีการผลิต และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างความแตกต่างในเชิงคุณค่า เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลกที่กำลังพลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง 

เพราะในสมรภูมิมัทฉะยุคใหม่นี้ ความได้เปรียบในการแข่งขันมิได้ขึ้นอยู่กับ "คุณภาพที่ดีที่สุด" เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงมิติด้าน "ปริมาณ" และ "ต้นทุนการผลิต" ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่จีนกำลังพิสูจน์ให้โลกเห็นแล้วว่ามีความเหนือกว่าในหลายมิติ


ที่มา: The Asahi Shimbun

แชร์
‘มัทฉะจีน’ เตรียมผงาด พบคุณภาพใกล้ของญี่ปุ่น แต่ผลิตได้มากกว่า ถูกกว่า