Logo site Amarintv 34HD
Logo LiveSearch
Search
Logo Live
Logo site Amarintv 34HD
ช่องทางติดตาม AMARINTV
  • facebook AMARIN TV 34 HD
  • x AMARIN TV 34 HD
  • line AMARIN TV 34 HD
  • youtube AMARIN TV 34 HD
  • instagram AMARIN TV 34 HD
  • tiktok AMARIN TV 34 HD
  • RSS Feed AMARIN TV 34 HD
สิงคโปร์อัดงบ 2.5หมื่นล้าน แจกเงิน5,000บ./คน หวังพาปชช.ผ่านวิกฤตน้ำมัน
โดย : กองบรรณาธิการ SPOTLIGHT

สิงคโปร์อัดงบ 2.5หมื่นล้าน แจกเงิน5,000บ./คน หวังพาปชช.ผ่านวิกฤตน้ำมัน

7 เม.ย. 69
18:25 น.
แชร์

สิงคโปร์เร่งอัดฉีดมาตรการการคลังขนาดใหญ่ มูลค่าราว 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานที่กำลังกดดันเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชน

หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพอีก 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 5,000 บาทต่อคน ควบคู่กับการเพิ่มอัตราคืนภาษีให้ภาคธุรกิจ เพื่อประคองกำลังซื้อและเสถียรภาพเศรษฐกิจในช่วงที่ความไม่แน่นอนทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น

แรงกดดันดังกล่าวมีต้นตอจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะสถานการณ์ในอิหร่านที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุปทานพลังงานโลก แม้ความเสี่ยงของการหยุดชะงักยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นได้เริ่มส่งผ่านไปยังต้นทุนไฟฟ้า เงินเฟ้อ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในบริบทนี้ รัฐบาลสิงคโปร์ยอมรับว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวในปีนี้ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลกได้อย่างสมบูรณ์ โดยจึงเร่งดำเนินมาตรการทั้งระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจ และระยะยาวเพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน ท่ามกลางความเสี่ยงที่สถานการณ์ในอิหร่านอาจลุกลามและกระทบเศรษฐกิจโลกในวงกว้างมากขึ้น

อัดฉีด 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ พยุงเศรษฐกิจท่ามกลางเงินเฟ้อพลังงาน

ในวันนี้ (7 เมษายน 2569) รัฐบาลสิงคโปร์ได้ประกาศแพ็กเกจมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจเพิ่มเติมมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 778 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยนำเสนอในรัฐสภา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นและต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งในมาตรการหลักคือการปรับเพิ่มอัตราคืนภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 40% เป็น 50% ภายใต้เพดานที่กำหนด โดยเป็นการต่อยอดจากมาตรการที่ประกาศไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพื่อช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

ในรายละเอียด รัฐบาลได้ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ขั้นต่ำสำหรับบริษัทที่มีพนักงานท้องถิ่นอย่างน้อยหนึ่งคน จาก 1,500 ดอลลาร์ เป็น 2,000 ดอลลาร์ ขณะเดียวกันก็ขยับเพดานผลประโยชน์รวมต่อบริษัทจาก 30,000 ดอลลาร์ เป็น 40,000 ดอลลาร์ โดยบริษัทที่เข้าเกณฑ์จะเริ่มได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมตั้งแต่ช่วงปลายเดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป

ในฝั่งของประชาชน รัฐบาลได้เพิ่มเงินช่วยเหลือค่าครองชีพอีก 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ให้แก่ผู้มีสิทธิ ได้แก่ ผู้ที่มีรายได้ที่ต้องเสียภาษีไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ และไม่ได้ถือครองอสังหาริมทรัพย์มากกว่าหนึ่งแห่ง พร้อมเร่งการแจกจ่ายบัตรกำนัลอาหารและของชำ หรือ คูปอง CDC มูลค่า 500 ดอลลาร์สิงคโปร์ มาเป็นเดือนมิถุนายน แทนกำหนดเดิมในเดือนมกราคม 2570 เพื่อเร่งอัดฉีดกำลังซื้อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงที่แรงกดดันด้านราคากำลังเพิ่มสูงขึ้น

รายงานจาก The Straits Times ระบุว่า จากมาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ชาวสิงคโปร์ราว 2.4 ล้านคน จะได้รับเงินสดเยียวยาในช่วงเดือนกันยายน 2569 โดยอยู่ในช่วงประมาณ 400-600 ดอลลาร์

นอกจากนี้ กลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมัน เช่น คนขับแท็กซี่ ยังจะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก 200 ดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อลดภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการดูแลทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนอย่างครอบคลุม

ก่อนหน้านี้ ในการแถลงงบประมาณ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสิงคโปร์ ยังได้ประกาศเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ U-Save เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคของภาคครัวเรือน โดยครัวเรือน HDB ที่เข้าเกณฑ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเป็น 1.5 เท่าของอัตราปกติ หรือสูงสุด 570 ดอลลาร์ ในปีงบประมาณ 2569

สำหรับมาตรการระยะสั้น ในเดือนเมษายน 2569 ครัวเรือน HDB มากกว่า 1 ล้านครัวเรือนจะได้รับเงินช่วยเหลือ U-Save สูงสุด 190 ดอลลาร์ เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2569

ขณะที่ในเดือนกรกฎาคม 2569 ครัวเรือนที่มีสิทธิ์จะได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีกสูงสุด 190 ดอลลาร์ เพื่อรองรับผลกระทบจากค่าไฟฟ้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569

ความเสี่ยงพลังงานยังต่ำ แต่ไม่อาจมองข้าม

เค. ชานมูกัม รัฐมนตรีประสานงานด้านความมั่นคงแห่งชาติ ระบุว่า แม้ในปัจจุบันความเสี่ยงของการหยุดชะงักด้านพลังงานและไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำ แต่สิงคโปร์ไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ดังกล่าวออกไปได้ หากความขัดแย้งในอิหร่านยิ่งทวีความรุนแรงและกระทบต่ออุปทานพลังงานโลกมากขึ้น

เขาเตือนว่า หากการหยุดชะงักของอุปทานเพิ่มขึ้น และผู้จัดหาพลังงานไม่สามารถส่งมอบเชื้อเพลิงหรือก๊าซได้ตามปกติ ก็มีความเป็นไปได้ที่ระบบพลังงานและไฟฟ้าภายในประเทศจะได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานเป็นหลักอย่างสิงคโปร์

อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์ยังสามารถหลีกเลี่ยงมาตรการรุนแรงอย่างการจำกัดการส่งออกเชื้อเพลิงหรือการปันส่วนพลังงานที่เกิดขึ้นในบางประเทศได้ เนื่องจากบทบาทของประเทศในฐานะศูนย์กลางการค้าน้ำมันระดับโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งอุปทานที่หลากหลายมากกว่าเศรษฐกิจอื่นในภูมิภาค

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีเครื่องมือเชิงนโยบายในการรับมือ เช่น การสั่งการให้บริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อจัดหาเชื้อเพลิงเพิ่มเติมในกรณีฉุกเฉิน ขณะเดียวกัน สิงคโปร์กำลังศึกษาทางเลือกพลังงานใหม่ เช่น พลังงานนิวเคลียร์ เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติในระยะยาว

นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ยังได้ประกาศเร่งยกระดับการวางแผนฉุกเฉิน โดยจัดตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีเฉพาะกิจเพื่อประเมินความเสี่ยงและรับประกันความมั่นคงด้านพลังงาน ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนสูงขึ้น

เศรษฐกิจชะลอไม่เท่ากัน ภาคการผลิตกระทบหนักสุด

รองนายกรัฐมนตรี กาน คิม ยง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมด้วย ระบุว่า แม้ข้อมูลเบื้องต้นสะท้อนว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์ยังคงมีความยืดหยุ่นในไตรมาสแรก แต่แนวโน้มในระยะถัดไปมีความเสี่ยงชะลอตัวอย่างมีนัยสำคัญจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและราคาพลังงาน

เขาระบุว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้มีแนวโน้มได้รับผลกระทบ และการขยายตัวในไตรมาสต่อ ๆ ไปจะสะท้อนผลของความขัดแย้งที่ยังดำเนินอยู่ โดยกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมมีกำหนดจะเปิดเผยตัวเลขประมาณการ GDP เบื้องต้นในวันที่ 14 เมษายน และจะปรับปรุงแนวโน้มเศรษฐกิจอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม

ก่อนหน้านี้ในเดือนกุมภาพันธ์ สิงคโปร์ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจ โดยคาดว่า GDP จะขยายตัวในกรอบ 2% ถึง 4% จากประมาณการเดิมที่ 1% ถึง 3% อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะความขัดแย้งด้านพลังงาน อาจทำให้กรอบคาดการณ์ดังกล่าวเผชิญแรงกดดัน

ในเชิงโครงสร้าง กานชี้ว่าผลกระทบจะไม่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียมในทุกภาคส่วน โดยภาคการผลิตจะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบหลัก ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความผันผวนของราคาพลังงานโลก

สัญญาณดังกล่าวเริ่มสะท้อนผ่านการที่โรงกลั่นน้ำมันในสิงคโปร์ลดอัตราการเดินเครื่องลง และหันไปนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งพลังงานที่มีความไม่แน่นอนสูง

โดยรวมแล้ว แม้สิงคโปร์จะยังคงรักษาภาพของเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่น แต่ภายใต้โลกที่เผชิญความเสี่ยงด้านพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการบริหารความเสี่ยงและปรับตัวเชิงนโยบายจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป


ที่มา: Bloomberg, The Straits Times

แชร์
สิงคโปร์อัดงบ 2.5หมื่นล้าน แจกเงิน5,000บ./คน หวังพาปชช.ผ่านวิกฤตน้ำมัน