
ราคาน้ำมันโลกเคลื่อนไหวผันผวนในเช้าวันนี้ (11 มีนาคม 2569) หลังหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล (The Wall Street Journal: WSJ) รายงานว่า องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ได้เสนอแผนปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองในปริมาณมากที่สุดที่เคยทำมา เพื่อชดเชยปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากสงครามกับอิหร่าน
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) ปรับเพิ่มขึ้น 11 เซนต์ หรือ 0.13% มาอยู่ที่ 87.91 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อเวลา 01.29 น. ตามเวลา GMT (08.29 น. เวลาไทย) ขณะที่ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ หรือ 0.08% มาอยู่ที่ 83.52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่หลังรายงานของ WSJ ถูกเผยแพร่ ราคาน้ำมันทั้งสองตลาดก็ปรับตัวลดลงทันที ส่งผลให้ราคาที่สูงขึ้นในช่วงต้นถูกลบไป
รายงานของ WSJ อ้างแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า แผนการปล่อยน้ำมันสำรองของ IEA ในครั้งนี้อาจมีปริมาณมากกว่า 182 ล้านบาร์เรล ซึ่งเท่ากับปริมาณน้ำมันที่ประเทศสมาชิก IEA เคยปล่อยออกสู่ตลาดรวมกันสองครั้งในปี 2022 หลังจากที่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบ
ด้านสถานการณ์สงครามยังคงทวีความรุนแรง โดยเมื่อวันอังคารที่ 10 มีนาคม สหรัฐฯ และอิสราเอลได้โจมตีทางอากาศใส่อิหร่านอย่างหนัก ซึ่งทั้งกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และผู้ที่อยู่ในพื้นที่ระบุว่า เป็นการโจมตีทางอากาศที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
กองทัพสหรัฐฯ ยังเปิดเผยว่า ได้ทำลายเรือของอิหร่านจำนวน 16 ลำ ที่ถูกใช้สำหรับวางทุ่นระเบิดใกล้กับ ช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ของสหรัฐฯ เตือนว่า หากอิหร่านวางทุ่นระเบิดในช่องแคบดังกล่าว จะต้องถูกกำจัดออกทันที
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ระบุหลายครั้งว่า สหรัฐฯ พร้อมจะส่งเรือรบคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซเมื่อจำเป็น อย่างไรก็ตาม รอยเตอร์ส (Reuters) ได้ข้อมูลจากแหล่งข่าวว่า กองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำร้องจากบริษัทเดินเรือที่ต้องการให้ทหารคุ้มกัน เนื่องจากประเมินว่าความเสี่ยงต่อการโจมตีในขณะนี้ยังสูงเกินไป
โทนี ไซคามอร์ (Tony Sycamore) นักวิเคราะห์ตลาดจากบริษัท IG ในซิดนีย์ ระบุว่า ราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวนสูงต่อไป เนื่องจากตลาดตอบสนองต่อข่าวสถานการณ์สงคราม โดยคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวในกรอบกว้างระหว่างประมาณ 75-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันทั้งเบรนต์และ WTI ลดลงมากกว่า 11% ในวันอังคารที่ 10 ซึ่งเป็นการปรับตัวลดลงรายวันที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2022 หลังจากทรัมป์คาดการณ์ว่าสงครามอาจยุติลงอย่างรวดเร็ว โดยก่อนหน้านั้นเพียงหนึ่งวัน ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดของวัน เหนือ 119 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022
ขณะเดียวกัน ทางการของกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ G7 ได้ประชุมหารือกันทางออนไลน์ เพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน เพื่อลดแรงกระแทกต่อตลาดพลังงาน ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง (Emmanuel Macron) ของฝรั่งเศส มีกำหนดจัดการประชุมทางวิดีโอกับผู้นำประเทศ G7 ในวันนี้ เพื่อหารือถึงผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อภาคพลังงาน และมาตรการรับมือสถานการณ์ดังกล่าว
ฝั่งโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน บริษัทน้ำมันแห่งรัฐของอาบูดาบี ADNOC ได้ปิดโรงกลั่นน้ำมัน Ruwais หลังเกิดไฟไหม้ในส่วนหนึ่งของโรงงานภายในคอมเพล็กซ์ อันเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยโดรน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่สะท้อนความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานจากสงครามนี้
ด้านซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก มีแนวโน้มเพิ่มการส่งออกน้ำมันผ่าน ทะเลแดง แม้ว่าปริมาณจะยังต่ำกว่าระดับที่จำเป็นต่อการชดเชยการขนส่งที่ลดลงจากช่องแคบฮอร์มุซ
ซาอุดีอาระเบียกำลังใช้ท่าเรือ Yanbu บนทะเลแดงเพื่อเพิ่มการส่งออกน้ำมัน เพื่อลดความจำเป็นในการลดกำลังการผลิตอย่างมาก หลังจากประเทศเพื่อนบ้านอย่าง อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้เริ่มลดการผลิตลงแล้ว
บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงานวูด แมคคินซี (Wood Mackenzie) ประเมินว่า สงครามครั้งนี้กำลังทำให้ปริมาณน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียที่ส่งเข้าสู่ตลาดโลกลดลงประมาณ 15 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นไปถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ขณะที่มอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley) ระบุในรายงานว่า แม้สงครามจะยุติลงอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดพลังงานยังมีแนวโน้มเผชิญกับการหยุดชะงักของอุปทานต่อไปอีกหลายสัปดาห์
นอกจากนี้ แหล่งข่าวของรอยเตอร์สกล่าวโดยอ้างอิงตัวเลขจากสถาบันปิโตเลียมแห่งสหรัฐอเมริกา (American Petroleum Institute) ว่า เนื่องจากความต้องการใช้น้ำมันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณสำรองน้ำมันดิบ น้ำมันเบนซิน และน้ำมันกลั่นสำเร็จรูปในสหรัฐฯ ลดลงในสัปดาห์ที่ผ่านมา
อ้างอิง : Reuters