
เมื่อวันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวว่า คิวบามีวิกฤตด้านมนุษยธรรม แต่สหรัฐฯ กำลังช่วยอยู่ ด้วยการยึดครองอย่างสันติ
ทรัมป์กล่าวว่า มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กำลังจัดการเรื่องนี้อยู่
“เขากำลังจัดการเรื่องนี้ อาจจะเป็นการเข้ายึดครองอย่างเป็นมิตร หรืออาจไม่เป็นมิตรก็ได้ ไม่สำคัญอะไรนักหรอก เพราะพวกเขามาถึงจุดที่… เขาเรียกว่าอะไรนะ สิ้นเนื้อประดาตัว พวกเขาไม่มีทั้งพลังงาน ไม่มีเงิน” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าว
ด้านคิวบาออกมากล่าวว่า ยังไม่มีการเจรจาระดับสูงใด ๆ กับสหรัฐฯ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธรายงานข่าวที่ระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ อาจกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาอย่างไม่เป็นทางการกับ ราอูล กิลเลอร์โม โรดริเกซ คาสโตร หลานชายของอดีตประธานาธิบดี ราอูล คาสโตร แห่งคิวบา
ในสหรัฐฯ กลุ่มผู้อพยพและผู้พลัดถิ่นชาวคิวบารวมตัวกันหนาแน่นในเมืองไมอามี พวกเขามีความมุ่งมั่นยาวนานที่จะโค่นล้มรัฐบาลคิวบา หรือได้เห็นรัฐบาลล่มสลายลง ในอดีตพวกเขาเคยต่อต้านรัฐบาลที่ก่อตั้งโดย ฟิเดล คาสโตร ผู้นำการปฏิวัติผู้ล่วงลับ
ตามรายงานของ Amnesty International ปี 2024 คิวบามีการจำกัดการแสดงออก มีการควบคุมและคุกคามเสรีภาพของนักกิจกรรม ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชน นักข่าว และผู้ประท้วง รวมถึงมีการเลือกปฏิบัติต่อคนดำ และกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ
มีการเปลี่ยนแปลงด้านบริการสาธารณสุข และนโยบายเศรษฐกิจ ลดการอุดหนุนจากรัฐบาล ทำให้มีการขาดแคลนทั้งอาหารและเวชภัณฑ์ เช่นเดียวกันกับไฟฟ้าและเชื้อเพลิง เกิดเหตุไฟดับครั้งใหญ่หลายครั้งใน 1 ปี
ทำให้ระหว่าง 2 ปีที่ผ่านมา ประชากรชาวคิวบาลดลงถึง 18% สาเหตุหลักมาจากการอพยพออกนอกประเทศ ซึ่งมักใช้เส้นทางที่อันตราย
เมื่อเดือนตุลาคมปี 2567 มีการเริ่มบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการสื่อสารทางสังคม ซึ่งจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกมากขึ้น ตีตรานักกิจกรรมและนักข่าวว่าเป็น "อาชญากรทั่วไป ทหารรับจ้าง และสายลับต่างชาติ" และเรียกสำนักข่าวอิสระ นักข่าว และผู้มีอิทธิพลที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐว่าเป็น "ผู้ก่อการร้ายทางสื่อและการเงิน"
มีการจับกุมหรือกักขังศิลปิน ปัญญาชน และเสียงวิพากษ์วิจารณ์อื่น ๆ ไว้ในบ้าน นอกจากนี้ ยังมีการจับกุมผู้ประท้วงในการประท้วงเดือนพฤศจิกายน 2567 อีกด้วย
Amnesty รายงานว่า มีการคุมขังผู้เห็นต่างจากรัฐบาล และมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายการซ้อมทรมาน มีรายงานการถูกทุบตีอย่างทารุณจนเกิดผลต่อร่างกายอย่างเห็นได้ชัด อาทิ ผู้นำฝ่ายค้าน โฆเซ ดาเนียล เฟรรี หรือนักโทษที่เห็นต่างกับแนวคิดรัฐอย่าง โลเรโต เอร์นันเดซ และ เปโดร อัลเบิร์ต
รายงานจากสำนักข่าว Euro News เผยว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 ทรัมป์รวมตัวผู้นำละตินอเมริกาที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกันประมาณ 15 ประเทศ ณ เมืองไมอามี เพื่อเปิดตัว "โล่แห่งอเมริกา" (Shield of the Americas)
ทรัมป์กล่าวว่า พันธมิตรครั้งนี้มีจุดประสงค์คือ เพื่อ "กำจัดกลุ่มค้ายาเสพติด" ให้หมดสิ้นไปจากโลกตะวันตก ทรัมป์ระบุว่า มี 17 ประเทศเข้าร่วมอย่างเป็นทางการแล้ว
งานนี้ยังเป็นโอกาสที่ทรัมป์รับรองรัฐบาลเวเนซุเอลาของเดลซี โรดริเกซ อย่างเป็นทางการ และประกาศจะเจรจากับคิวบา ในหัวข้อนี้ ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ยาวนาน ระบุว่า เกาะคิวบาเดินทางมาถึง “ปลายทาง” แล้ว
ทรัมป์ย้ำว่า รัฐบาลคิวบาจะไม่สามารถอยู่รอดได้อีกต่อไปเมื่อขาดการสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่เคยได้รับจากเวเนซุเอลา จึงจำเป็นต้องหาทางออกร่วมกับสหรัฐฯ สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า รัฐบาลคิวบาถูกส่งตัวแทนเข้าร่วมโดย ราอูล โรดริเกซ คาสโตร หลานชายของ ราอูล คาสโตร ผู้ทรงอิทธิพลของระบอบปกครองนี้
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ทรัมป์ดำเนินการเชื่อมโยงเศรษฐกิจของคิวบาและสหรัฐฯ เข้าด้วยกัน ด้วยการอนุญาตให้มีการส่งเชื้อเพลิงของสหรัฐฯ เช่น ดีเซล ให้กับภาคเอกชนบนเกาะ แม้ว่าสหรัฐฯ จะคว่ำบาตรคิวบามานานกว่า 6 ทศวรรษก็ตาม และดูเหมือนว่า เป็นแนวทางการเข้าควบคุมทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไป