
ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ยุคปัจจุบัน ชื่อของคริสโตเฟอร์ โนแลน (Christopher Nolan) เป็นชื่อที่สตูดิโอภาพยนตร์ให้ความเชื่อมั่น พร้อมสนับสนุนทุนสร้างภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ เพราะเขาเป็นหนึ่งในผู้กำกับไม่กี่คนที่สามารถดึงผู้ชมเข้าโรงภาพยนตร์ได้ด้วยชื่อของตัวเอง คอหนังจำนวนมากอยากไปดูหนังตั้งแต่เห็นชื่อของโนแลนเป็นผู้กำกับ โดยแทบไม่จำเป็นต้องรู้ว่าหนังจะเล่าเรื่องอะไร ส่งผลให้เขากลายเป็นผู้กำกับที่มีอำนาจต่อรองสูงที่สุดคนหนึ่งของฮอลลีวูด
นับจาก Following ที่เข้าฉายในปี 1998 จนถึงก่อน The Odyssey เข้าฉายเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา ผลงานทั้ง 12 เรื่องของโนแลนกวาดรายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศทั่วโลกรวมกันมากกว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินบาทไทยประมาณ 203,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ผลงานภาพยนตร์ของโนแลนก็ประสบความสำเร็จในแง่การได้รับการยอมรับจากนักวิจารณ์และเวทีรางวัล เรียกได้ว่าเป็นผู้กำกับที่คว้าทั้งเงินและกล่อง
SPOTLIGHT ชวนมาดูว่าในบรรดาภาพยนตร์ทั้ง 12 เรื่องของคริสโตเฟอร์ โนแลน เรื่องไหนทำเงินได้มาก-น้อยกว่ากัน โดยการจัดอันดับนี้ใช้ข้อมูลจาก Box Office Mojo แล้วนำรายได้ทั่วโลกของหนังแต่ละเรื่องมาปรับมูลค่าตามอัตราเงินเฟ้อ (inflation-adjusted) เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบรายได้กันได้อย่างเป็นธรรม
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 259,159 ดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 126,000 ดอลลาร์
ผลงานกำกับเรื่องแรกของโนแลนอาจไม่ได้ประสบความสำเร็จในเชิงรายได้ แต่เมื่อเทียบกับทุนสร้างเพียง 6,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินที่เขาลงทุนเองทั้งหมด ก็ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ไม่เลว
ภาพยนตร์อาชญากรรมที่ถ่ายทำในกรุงลอนดอนเรื่องนี้ใช้แสงธรรมชาติในการถ่ายทำ มีการซ้อมนักแสดงอย่างเข้มข้น และถ่ายแต่ละฉากเพียง 1-2 เทก เพื่อประหยัดฟิล์ม
แม้จะไม่ใช่หนังทำเงิน แต่ Following คว้ารางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์อิสระหลายแห่ง และทำให้โนแลนเป็นที่รู้จักในหมู่โปรดิวเซอร์และนักลงทุน จนสามารถหาเงินทุนสำหรับสร้างภาพยนตร์เรื่องต่อมาได้
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 77.3 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 40 ล้านดอลลาร์
บทภาพยนตร์เรื่อง Memento ดัดแปลงจากเรื่องสั้น ‘Memento Mori’ ของโจนาทาน โนแลน (Jonathan Nolan) น้องชายของเขาเอง โดยเล่าเรื่องชายผู้สูญเสียความสามารถในการสร้างความทรงจำระยะยาว เขาต้องอาศัยโน้ต รูปถ่าย และรอยสัก เพื่อค่อย ๆ ต่อภาพเหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของภรรยา
หนังเปิดตัวครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์เวนิส และได้รับเสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์ทันที ช่วงแรกเข้าฉายในสหรัฐฯ เพียง 11 โรง ก่อนกระแสปากต่อปากจะช่วยให้ขยายเป็นกว่า 500 โรงภาพยนตร์ และทำรายได้ทั่วโลก 40 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างเพียง 9 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ Memento ยังคว้ารางวัลมากกว่า 30 รางวัล และเข้าชิงรางวัลออสการ์ 2 สาขา ได้แก่ บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม และลำดับภาพยอดเยี่ยม
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 182.3 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 109 ล้านดอลลาร์
แม้ The Prestige เข้าฉายหลังโนแลนประสบความสำเร็จจาก Batman Begins แต่รายได้ของ The Prestige กลับถอยหลังลงเล็กน้อย ไม่พุ่งตามความสำเร็จของผู้กำกับ โดยทำเงินทั่วโลก 109 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างราว 40 ล้านดอลลาร์
ในช่วงที่เข้าฉาย หนังเรื่องนี้ได้รับทั้งเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์และรายได้ในระดับปานกลาง แต่เมื่อเวลาผ่านไป The Prestige กลับได้รับการยกย่องมากขึ้น และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่สะท้อนจุดแข็งของคริสโตเฟอร์ โนแลน ได้อย่างชัดเจน ทั้งการสร้างเรื่องราวที่เต็มไปด้วยปริศนา และการปิดท้ายด้วยตอนจบหักมุมอันเป็นเอกลักษณ์
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 211.8 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 113 ล้านดอลลาร์
ภาพยนตร์ระทึกขวัญจิตวิทยาที่นำแสดงโดย อัล ปาชิโน (Al Pacino) และโรบิน วิลเลียมส์ (Robin Williams) ถือเป็นผลงานที่แตกต่างจากเรื่องก่อน ๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่โนแลนรับหน้าที่กำกับอย่างเดียว โดยไม่ได้ร่วมเขียนบท
เรื่องนี้ดัดแปลงจากภาพยนตร์นอร์เวย์ และใช้การเล่าเรื่องแบบดั้งเดิมมากกว่าการเล่นกับโครงสร้างเวลาที่ซับซ้อน ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโนแลน
Insomnia ทำรายได้ทั่วโลก 113 ล้านดอลลาร์ มากกว่าทุนสร้าง 46 ล้านดอลลาร์ และยังเป็นภาพยนตร์สตูดิโอขนาดใหญ่เรื่องแรกของโนแลนที่พิสูจน์ว่าเขาสามารถรับมือกับทุนสร้างสูง ๆ และนักแสดงระดับแถวหน้าได้ พร้อมส่งมอบทั้งรายได้และเสียงชื่นชมได้สำเร็จ ซึ่งเปิดทางให้โนแลนได้รับโอกาสครั้งใหญ่กับ Batman Begins
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 473 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 365 ล้านดอลลาร์
มีรายงานว่าโนแลนใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาบทภาพยนตร์เรื่อง Tenet ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่ถ่ายทำเสร็จในปี 2019 แต่ต้องเลื่อนการเข้าฉายในช่วงที่โรคโควิด-19 เริ่มระบาด จนได้เข้าฉายในเดือนสิงหาคม 2020
ในตอนที่เข้าฉาย หนังเรื่องนี้ถูกคาดหวังว่าจะช่วยพยุงธุรกิจโรงภาพยนตร์ของ Warner Bros. แต่สุดท้ายก็ทำรายได้ทั่วโลกเพียง 365 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 205 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเมื่อรวมค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและต้นทุนอื่น ๆ แล้วถือว่า ‘ขาดทุน’
ทั้งนี้ การถ่ายทำฉากทำลายเครื่องบิน Boeing 747 ของจริงเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างสูง
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ คือ การที่ Warner Bros. นำ Tenet เข้าฉายบน HBO Max พร้อมกับการฉายในโรงภาพยนตร์ สร้างความไม่พอใจให้คริสโตเฟอร์ โนแลน อย่างมาก และแล้ว Tenet ก็กลายเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายที่เขาสร้างร่วมกับสตูดิโอนี้
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 640.8 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 373 ล้านดอลลาร์
หลังจาก Insomnia ในปี 2002 โนแลนก็ได้รับโอกาสครั้งสำคัญในการนำแฟรนไชส์ Batman กลับมาสร้างใหม่ หลังแฟรนไชส์นี้ซบเซามาตั้งแต่ความล้มเหลวของ Batman & Robin ในปี 1997
Batman Begins นำแสดงโดย คริสเตียน เบล (Christian Bale) และเลือกกลับไปเล่าเรื่องจุดกำเนิดของอัศวินรัตติกาลในโทนที่มืดหม่นและสมจริงกว่าที่ผู้ชมเคยเห็น
หนังทำรายได้ทั่วโลก 373 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 150 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นภาพยนตร์ทำเงินอันดับ 9 ของปี และเป็นภาพยนตร์ Batman ที่ทำรายได้สูงเป็นอันดับ 2 ในเวลานั้น รองจาก Batman ของทิม เบอร์ตัน (Tim Burton)
Batman Begins ถูกยกให้เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลที่สุดของทศวรรษ 2000 เพราะมีส่วนทำให้การนำแฟรนไชส์เดิมกลับมาสร้างใหม่ได้รับความนิยมมากขึ้น และยังผลักดันให้ภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่หันมาใช้โทนที่จริงจังมากกว่าเดิม พร้อมกับยกระดับชื่อเสียงของคริสโตเฟอร์ โนแลน และส่งให้คริสเตียน เบล ก้าวขึ้นเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูด
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 719.2 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 526 ล้านดอลลาร์
Dunkirk เป็นผลงานที่พิสูจน์ว่าคริสโตเฟอร์ โนแลน สามารถสร้างภาพยนตร์ทำเงินได้โดยไม่ต้องพึ่งซูเปอร์ฮีโร่หรือพล็อตหักมุม
หนังสงครามเรื่องนี้ที่เลือกใช้เทคนิคการถ่ายทำจริง ลดบทสนทนาให้เหลือน้อยที่สุด และใช้นักแสดงประกอบนับพันคน สามารถกวาดรายได้ทั่วโลก 526 ล้านดอลลาร์ กลายเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ทำเงินสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ณ เวลานั้น แซงหน้า Saving Private Ryan (1998) ที่ทำไว้ 482 ล้านดอลลาร์
Dunkirk ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์สงครามที่ดีที่สุดตลอดกาล เข้าชิงออสการ์ 8 สาขา รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และเป็นครั้งแรกที่โนแลนได้เข้าชิงรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ก่อนคว้ารางวัลกลับบ้าน 3 สาขา ได้แก่ ลำดับภาพยอดเยี่ยม ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม และมิกซ์เสียงยอดเยี่ยม แต่ยังไม่สามารถคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมกลับไปได้
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 964.1 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 681 ล้านดอลลาร์
หลังปิดฉากไตรภาค Batman โนแลนหันมาสร้างภาพยนตร์ไซไฟออริจินัลที่ไม่ได้เป็นภาคต่อหรืออยู่ในแฟรนไชส์ใด
Interstellar ถ่ายทอดเรื่องราวขนาดมหากาพย์ที่ผสมผสานอารมณ์ ความสมจริงทางวิทยาศาสตร์ และงานภาพอันตระการตาเข้าด้วยกัน
หนังทำรายได้ทั่วโลก 681 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้าง 165 ล้านดอลลาร์ พร้อมสร้างสถิติรายได้เปิดตัวในโรง IMAX สูงที่สุดในเวลานั้น
Interstellar ยังกลายเป็นหนึ่งในผลงานที่ยืนระยะที่สุดของโนแลน โดยถูกนำกลับมาฉายในโรงภาพยนตร์อีกหลายครั้ง โดยเฉพาะในระบบ IMAX ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้อีกกว่า 100 ล้านดอลลาร์
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 1,073 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 975 ล้านดอลลาร์
สถิติภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำเงินสูงสุดที่โนแลนเคยสร้างไว้จาก Dunkirk ถูกทำลายโดยผลงานของตัวเขาเองในอีกไม่กี่ปีต่อมา
Oppenheimer เป็นครึ่งหนึ่งของปรากฏการณ์ ‘Barbenheimer’ ที่ผู้ชมจำนวนมากเลือกชม Barbie และ Oppenheimer ต่อกันในวันเดียว ก่อนที่ภาพยนตร์จะลาโรงด้วยการกวาดรายได้ทั่วโลกถึง 975 ล้านดอลลาร์
แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันอย่างหนัก แต่ Oppenheimer ยังสร้างสถิติเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดโดยไม่เคยขึ้นอันดับ 1 บ็อกซ์ออฟฟิศสหรัฐฯ ในช่วงแรก ก่อนจะแซง Barbie ได้ในสัปดาห์ที่ 6 ของการเข้าฉาย
ปัจจุบัน Oppenheimer ยังเป็นภาพยนตร์เรต R ที่ทำเงินสูงสุดอันดับ 3 ของโลก และเป็นภาพยนตร์ชีวประวัติที่ทำเงินสูงที่สุดตลอดกาลด้วย
ด้านรางวัล Oppenheimer เข้าชิงออสการ์ 13 สาขา และคว้ามาได้ 7 รางวัล รวมถึงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (คิลเลียน เมอร์ฟี : Cillian Murphy) นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ : Robert Downey Jr.) และรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นออสการ์ตัวแรกของโนแลน
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 1,273 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 830 ล้านดอลลาร์
โนแลนเริ่มพัฒนาไอเดียของ Inception ตั้งแต่ปี 2002 แต่ตัดสินใจพักโครงการไว้ เพราะมองว่ายังไม่มีประสบการณ์มากพอจะสร้างหนังที่มีขนาดใหญ่ระดับนี้ ก่อนจะกลับมาทำอีกครั้งหลังความสำเร็จของ The Dark Knight โดยได้รับทุนสร้าง 160 ล้านดอลลาร์จาก Warner Bros. และ Legendary
Inception ทำรายได้ทั่วโลก 830 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอย่างมากสำหรับภาพยนตร์ไซไฟออริจินัลที่มีแนวคิดซับซ้อน และจบปี 2010 ในฐานะภาพยนตร์ทำเงินอันดับ 4 ในปีนั้น
จนถึงทุกวันนี้ ตอนจบของ Inception ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกถกเถียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ และยังถูกนำไปล้อเลียนในซีรีส์แอนิเมชัน The Simpsons อีกด้วย
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 1,563 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : มากกว่า 1,005 ล้านดอลลาร์
The Dark Knight ถูกยกให้เป็นต้นแบบของภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ยุคใหม่และเป็นภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์เรื่องแรกที่ถ่ายทำด้วยกล้อง IMAX ความละเอียดสูง
โนแลนได้รับงบสร้าง 185 ล้านดอลลาร์ และเลือกหลีกเลี่ยงการใช้ CGI เท่าที่จะทำได้ โดยใช้การถ่ายทำจริง ไม่ว่าจะเป็นฉากพลิกรถบรรทุก 18 ล้อ หรือการระเบิดโรงงานจริง
การเสียชีวิตของฮีท เลดเจอร์ (Heath Ledger) ผู้รับบท Joker ก่อนหนังเข้าฉาย ยิ่งทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม ก่อนกวาดรายได้ทั่วโลกทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ และสร้างสถิติเป็นภาพยนตร์ซูเปอร์ฮีโร่ที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก ณ เวลานั้น
ขณะเดียวกัน การแสดงของเลดเจอร์ในบท Joker ก็ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง และส่งให้เขาคว้ารางวัลมากมายหลังเสียชีวิต รวมถึงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม
รายได้หลังปรับเงินเฟ้อ : 1,584 ล้านดอลลาร์
รายได้ทั่วโลกช่วงเข้าฉาย : 1,085 ล้านดอลลาร์
The Dark Knight Rises ภาคสุดท้ายของ Batman แม้จะได้รับเสียงวิจารณ์ไม่ร้อนแรงเท่าภาคก่อนหน้า แต่โนแลนก็ปิดฉากไตรภาค Batman ได้อย่างสมศักดิ์ศรี โดยหนังทำรายได้ในช่วงเข้าฉายทั่วโลก 1,085 ล้านดอลลาร์ มากกว่าภาค The Dark Knight ราว 81 ล้านดอลลาร์ ขึ้นแท่นเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงที่สุดของคริสโตเฟอร์ โนแลน และครองตำแหน่งนี้มานานจนถึงปัจจุบัน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ยังสร้างสถิติใหม่หลายรายการ ทั้งรายได้เปิดตัวในโรง IMAX สูงที่สุด และเป็นภาพยนตร์ที่ทำรายได้แตะ 50 ล้านดอลลาร์จากโรง IMAX ได้เร็วที่สุด
ในเวลานั้น The Dark Knight Rises ยังเป็นภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดอันดับ 7 ของโลกตลอดกาล และเป็นภาพยนตร์ลำดับที่ 13 ในประวัติศาสตร์ที่กวาดรายได้ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยปีเดียวกันนั้นยังมีอีก 3 เรื่องที่ทำได้เช่นกัน ได้แก่ The Hobbit: An Unexpected Journey, Skyfall และ The Avengers
.
อ้างอิง : Love Money via Yahoo Finance