
ทุกวันนี้จะว่าโลกเดือดก็คงไมผิดจากความจริงนัก ทั้งอากาศร้อนจัดจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เและสงครามที่ปะทุทั่วโลก โดยเฉพาะสงครามในตะวันออกกลางที่อิหร่านปิดช่องทางการขนส่งพลังงาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน และทำให้ประชาชนคนไทยเริ่มกังวลว่า ค่าไฟจะเพิ่มขึ้นหรือไม่
วันนี้ Spotlight พาสำรวจราคาค่าไฟ ปัจจัยอะไรทำให้ค่าไฟแพง หน้าร้อนนี้มีความเสี่ยงหรือไม่ และประชาชนอย่างเราทำอะไรได้บ้าง
ส่วนประกอบค่าไฟ
ตามข้อมูลสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน และเว็บไซต์ด้านพลังงานหมุนเวียน Green Energy Thailand ค่าไฟแพงหรือไม่ ประกอบจากองค์ประกอบ 4 ส่วนคือ
การที่ค่าไฟแพงขึ้น เหตุปัจจัยแรกคือ การใช้ไฟฟ้า ยิ่งมาก ค่าไฟยิ่งเพิ่ม รวมถึงอุณหภูมิที่ยิ่งสูง เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภททำความเย็น อย่างเครื่องปรับอากาศ ตู้เย็น ยิ่งทำงานหนัก
และอีกส่วนคือค่า Ft ที่แปรผันตามราคาก๊าซธรรมชาติในตลาดโลก หากราคาเพิ่ม ต้นทุน Ft ก็จะเพิ่มตาม, ค่าซื้อไฟฟ้าที่รัฐรับจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน หรือนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน, ภาระต้นทุนคงค้าง (AF) ซึ่งคือยอดสะสมที่รัฐติดค้างไว้กับ กฟผ. ขณะช่วยตรึงราคาค่าไฟ เมื่อรัฐฯ จ่ายหนี้ ค่า Ft ก็จะเพิ่ม, และปัจจัยทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าเงินบาทอ่อนทำให้การซื้อก๊าซธรรมชาติมีราคาแพงขึ้น
ที่ว่าค่าไฟไทยยิ่งใช้เยอะยิ่งแพงแบ่งได้เป็น 2 ส่วนคือ: ยิ่งเราใช้ไฟเยอะ ค่าไฟบ้านเรายิ่งแพง กับ ยิ่งในประเทศมีคนใช้ไฟเยอะ ค่าไฟในประเทศยิ่งแพง
ข้อแรกนั้นเป็นไปตาม “ค่าไฟอัตราก้าวหน้า” หรือระบบการคิดค่าไฟแบบขั้นบันได ที่คิดราคาเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้ ยิ่งใช้มาก ค่าไฟต่อหน่วยยิ่งสูง อาทิ ถ้าการใช้งาน 150 หน่วยแรกมีราคา 3 บาทต้นๆ/หน่วย ค่าไฟหน่วยหลังอาจราคาแตะ 4 บาทครึ่ง ดังนั้นแล้ว การลดการใช้พลังงานช่วงปลายเดือนสามารถช่วยลดค่าไฟได้
อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดการคำนวณค่าไฟอีกแบบ คือการคำนวณค่าไฟแบบ TOU (Time of Use) ที่ใช้แนวคิด ค่าไฟแพงเมื่อเราใช้ตอนมีคนใช้มาก แต่ถ้าเราใช้ไฟตอนคนใช้น้อย ราคาค่าไฟจะถูก การคำนวณแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลาคือ:
การคำนวณค่าไฟแบบ TOU นั้น การไฟฟ้านครหลวงได้ทดลองในโครงการ "โครงการทดลองเปรียบเทียบการใช้ไฟฟ้าอัตรา TOU โดยไม่มีค่าใช้จ่ายสำหรับบ้านอยู่อาศัย" มีผู้เข้าร่วม 940 ราย ซึ่งแถลงจาก MEA เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อนชี้ว่า ทำให้ประหยัดค่าไฟได้ 93% ประหยัดได้เฉลี่ย 12.61 บาท
ตัวอย่างค่าไฟที่สูงขึ้นจาปัจจัยต่าง ๆ มากระทบ เห้นได้จัดคือเดือนกันยายน 2565 ที่ค่าไฟอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย สาเหตุหลักมาจากวิกฤตสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ส่งผลให้ราคาเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ ไม่น่าแปลกใจที่สงครามในตะวันออกกลางครั้งนี้ ทำให้หลายคนหวั่นใจ ยิ่งเมื่อ LNG หรือก๊าซธรรมชาติเหลวที่ไทยนำเข้ามากที่สุดจากกาตาร์ด้วยแล้ว
วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานให้สัมภาษณ์ในรายการ “กรรมกรข่าวคุยนอกจอ” ว่า รัฐบาลยังไม่มีแผนปรับขึ้นค่าไฟในรอบนี้ (มกราคม-เมษายน 69) และยืนยันว่า ยังสามารถบริหารต้นทุนด้านพลังงานได้
แต่ก็ย้ำอีกว่า ในงวดถัดไป ซึ่งคือ 2 เดือนข้างหน้าอาจมีปัจจัยอื่นทำให้โครงสร้างค่าไฟฟ้าปรับตัวขึ้นในอนาคต แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังติดตามปัจจัยด้านต้นทุนและแนวโน้มตลาดอยู่
นอกจากสร้างความมั่นใจต่อภาครัฐ ในเรื่องการบริหารจัดการพลังงานแล้ว นายอรรถพลขอความร่วมมือจากภาคประชาชน 3 ประการ:
แต่สิ่งที่ภาคประชาชนทำไม่ใช่แค่นี้ เรายังมีส่วนในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าได้
วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 นี้ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น “โครงการจัดทำข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราราคาค่าไฟฟ้า ที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับภาคครัวเรือน กรุงเทพมหานคร ภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก”
งานในครั้งนี้จะมีการเสวนากันในหัวข้อ “ค่าไฟฟ้าไม่ใช่แค่ต้นทุนพลังงาน แต่คือประเด็นสิทธิมนุษยชนของประชาชนทุกคน” มีการฟังเสียงจากกลุ่มเปราะบางในหัวข้อ “เสียงจากกลุ่มครัวเรือนเปราะบางและผู้ได้รับผลกระทบจากนโยบายพลังงาน : บทเรียน ข้อเสนอ และก้าวต่อไปของค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม” นอกจากนี้ ยังมีเวทีรับฟังความเห็นและข้อเสนอสำหรับกลุ่มชุมชนเมืองและโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือนอีกด้วย
การรับฟังมีตัวแทนจาก กสม. องค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วม เป้าหมายไม่ใช่แค่เข้าใจโครงสร้างพื้นฐานค่าไฟภาคครัวเรือน แต่เข้าใจว่า ค่าไฟฟ้า เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนอย่างไร
ประชาชนที่สนใจ และที่ได้รับผลกระทบจากการกำหนดอัตราค่าไฟ ที่ยังขาดเสียงของประชาชนอยู่มากสามารถเข้าร่วม ส่งเสียงของท่านได้วันศุกร์นี้ เวลา 9.00 - 16.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 2 โรงแรมรามา การ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ